ปรากฏการณ์หายนะ.. ไม่ใช่ลางร้าย แต่คือรอยร้าวของสังคม.. ก่อนจะถล่มลงมา
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ปรากฏการณ์หายนะ..
ไม่ใช่ลางร้าย
แต่คือรอยร้าวของสังคม..
ก่อนจะถล่มลงมา
1.ปรากฏการณ์หายนะซ้ำซาก ชี้ว่าสังคมเราไม่ได้อยู่ในระบบนิติรัฐที่ใช้ได้จริง
ในระยะหลังนี้ มีปรากฏการณ์ที่เป็นหายนะภัย อุบัติภัยทั้งในระดับประเทศ ถ้าทบทวนถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจะพบว่า แทบทุกเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่มีสาเหตุต่างๆ สะสมมาอาจจะเป็นระยะเวลา 5-10 ปี หรือนานกว่านั้น
เมื่อการสะสมทางปริมาณมาถึงจุดหนึ่งก็จะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นให้เห็นต่อหน้า
นี่ไม่ใช่ลางร้าย ถ้ามองแบบวิทยาศาสตร์ ก็จะพบสาเหตุ
โลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่จะทำการป้องกันแก้ไขได้
สังคมที่เจริญแล้วสามารถร่างกฎหมายและบทลงโทษมาป้องกันแก้ไขได้
ถ้าเหตุร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกแสดงว่าสังคมนั้นมีปัญหา
แสดงว่าสังคมนั้นไม่ได้พัฒนาให้คนในสังคมมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
เป็นรัฐที่ไม่ได้พัฒนากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่จะบังคับให้บุคคลหรือองค์กรปฏิบัติอยู่ในขอบเขตและสิทธิที่จะไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือถ้ามีกฎหมายมาควบคุม ก็แสดงว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ให้คนอื่นเดือดร้อนก็ประสบความล้มเหลว
มีการพัฒนาจากการใช้อาวุธปล้นชิงวิ่งราวมาเป็นการฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระบบสื่อสาร
บ้างก็ขยายมาหากินผ่านธุรกิจใหญ่โต ทั้งการผลิตสินค้าที่คุณภาพต่ำ ขายของแบบคดโกง
บ้างก็กลายเป็นผู้รับเหมาที่ทำงานคุณภาพต่ำ ไม่คำนึงถึงความเสียหายและชีวิตของผู้คนที่จะเกิดทั้งในขณะทำงานและในอนาคตเมื่องานเสร็จแล้ว
การอบรมทางศีลธรรมเพื่อให้คนมีความสำนึกที่ดีประสบความล้มเหลว
คำขวัญ..โตไปไม่โกง..เป็นเรื่องโกหก
ยิ่งมีอำนาจใหญ่โตยิ่งโกงโดยที่ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่น
2.คนโกงไม่กลัวการลงโทษ เพราะกฎหมายเปิดช่องโหว่และติดสินบนผู้บังคับใช้กฎหมายได้
การคอร์รัปชั่นคดโกงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะคนเหล่านั้นไม่กลัวการลงโทษ
เหตุผลที่ไม่กลัวการลงโทษก็คือ..มันไม่เกิดการลงโทษขึ้นจริง มีการลงโทษก็น้อยมากเบามาก จนคนทำรู้สึกว่าคุ้มค่าเพราะกำไรที่ได้มีมากพอ และยังสามารถประนีประนอมกับผู้มีอำนาจให้ปรับหรือลงโทษน้อยลง
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เป็นเพราะว่ากฎหมายมีช่องว่างที่ให้อำนาจบุคคลที่ควบคุมดูแลใช้ดุลพินิจและสามารถฉ้อฉลเรื่องนี้ได้
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเคยเตือนพวกเรานานกว่า 50 ปีมาแล้วว่า “…ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”
และ 10 กว่าปีมานี้ คนไม่ดีมีอำนาจและสร้างปัญหามากมาย
เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้พวกเขาเข้ามาสู่อำนาจได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียงเข้ามาเป็น ส.ส. การซื้อขาย ส.ส.ข้ามพรรคเพื่อรวมกันเป็นรัฐบาล
ต่อให้พรรคนั้นเป็นพรรคการเมืองที่ดี ถ้า ส.ส.ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค ไปขับไล่ออก พวกเขาก็จะไปหาพรรคใหม่อยู่ได้ภายใน 1 เดือน และก็จะไปสุมหัวกระทำการเลวร้ายเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง
ข้าราชการที่ไม่ดีก็สามารถไต่เต้าจากระบบอุปถัมภ์และซื้อตำแหน่ง
ข้าราชการที่ดียากที่จะเป็นใหญ่
นี่เป็นเส้นทางที่ฝนตกชี้หมูไหล คนอะไรๆก็มาสุมหัวกัน
3.ระบบตรวจสอบควบคุมไม่ทำงาน เพราะเป็นพวกเดียวกัน
แม้มีองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาหลายแห่ง แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เพราะกลุ่มคนที่ตรวจสอบก็เป็นพวกเดียวกันกับคนที่ทำความผิด กรรมการองค์กรอิสระจะได้รับคัดเลือกมาจาก ส.ว. ซึ่งปัจจุบัน ส.ว.ก็มีข้อครหาว่าเป็น ส.ว.ที่เกิดมาจากการฮั้ว คดีผ่านมาเกือบ 2 ปีก็ยังไม่มีองค์กรไหนสามารถเอาผิดคนกลุ่มนี้ได้ แถมยังใช้อำนาจหมดตั้งกรรมการองค์กรอิสระขึ้นมาเรื่อยๆ
เช่นกรณีตึกอาคารที่ทำการ สตง.ถล่ม จนปัจจุบันก็ยังไม่พบว่ามีการดำเนินคดีกับฝ่ายข้าราชการที่เกี่ยวข้อง
มีคนบอกว่า ไม่มีใครกล้าไปฟ้อง สตง.หรอก เพราะ สตง.มีหน้าที่ตรวจทุกองค์กร และทุกองค์กรเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่มีแผล
สิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายกับการ..ผลัดกันเขียน เวียนกันอ่าน วานกันเชียร์.. หลายองค์กรแม้ประชาชนจะไม่ไว้ใจ แต่ก็ได้รับเหรียญสดุดีรางวัลความสุจริตยอดเยี่ยมที่ต่างก็ให้กันเอง
ใครที่ไปฟ้ององค์กรเหล่านี้ หรือไปฟ้อง ส.ว. สังเกตได้ว่าก็จะถูกดำเนินคดีเช่นกัน
เมื่อสังคมเดินมาถึงจุดนี้ ผู้ที่เดินบนเส้นทางสีเทาจึงได้เปรียบและขยายอิทธิพลไปเรื่อยๆ พวกเขาแทรกเข้ามาในวงการตำรวจ วงการนักการเมือง ขบวนการยุติธรรม
ปรากฏการณ์ที่มีการนำทองคำไปติดสินบน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ป.ป.ช. เป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ที่เกิดจากการขัดแย้งจึงเอามาเปิดโปงกัน แต่สิ่งที่ไม่ได้เปิดโปงมีมากมาย
กรณี กกต.ที่ไม่ดำเนินคดี ฮั้ว ส.ว.ให้เด็ดขาด ทั้งๆ ที่หลักฐานอยู่ในกล่องลงคะแนน มีพยานนับพัน ยิ่งเป็นการยืนยันว่า ผู้อยู่เบื้องหลังสีเทาสีดำมีอำนาจจริง
4.ต้องเริ่มต้นที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อจะย้อนกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ
แม้บอกว่าร่างทั้งฉบับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญไม่ได้ต้องร่างใหม่ เพียงแต่มีหลักการใหญ่ๆ ที่เป็นปัญหาซึ่งคณะกรรมการร่างจะต้องมาสรุปปัญหาและร่างหัวข้อเหล่านั้น มีหลายหมวดในรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ที่เป็นปัญหาต้องเปลี่ยนแปลงคือ
1. อำนาจนิติบัญญัติ
ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ มีการซื้อ-ขาย ส.ส. ไม่ควรให้ย้ายข้ามกลุ่มข้ามพรรคได้ มีปัญหาต้องให้ประชาชนเลือกใหม่
2. อำนาจบริหาร เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการกำหนดตัวคณะรัฐมนตรีจำนวนหนึ่งให้ประชาชน เลือกพร้อมกับตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง ลดอำนาจการต่อรองโควต้าฝ่ายบริหารตามจำนวน ส.ส.ให้เหลือน้อยลง
3. อำนาจฝ่ายตุลาการ ควรจะมีสภายุติธรรมที่เลือกโดยตรงจากประชาชนจำนวนมากพอสมควรไม่น้อยกว่า 200 คน (เพื่อป้องกันการวิ่งเต้น ใช้เส้นสาย) มีหน้าที่แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางกฎหมาย ในคดีที่เกี่ยวกับการเมือง คดีขนาดใหญ่หรือผลประโยชน์ของประเทศขนาดใหญ่ ความขัดแย้งทางทรัพยากร
และสภานี้มีหน้าที่คัดกรรมการองค์กรอิสระ ควบคุมดูแลการทำงานและถอดถอน กรรมการองค์กรอิสระร่วมกับประชาชน
สภานี้จะตรวจสอบ ควบคุม ดูแลการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามขั้นตอน ตามเวลาอย่างมีมาตรฐาน อำนวยความยุติธรรมให้เสมอภาค แต่ผู้ปฏิบัติการในกระบวนการศาลก็ยังเป็นผู้พิพากษาตามปกติ
ถ้าไม่แก้ไข 3 หลักใหญ่ จะมีคนเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย อาศัยช่องโหว่หาประโยชน์ไปเรื่อยๆ
8 กุมภาพันธ์ วันตัดสินใจ
ปรับปรุงก่อนถล่ม
รอยร้าวที่เกิดขึ้นผ่านปรากฏการณ์ต่างๆ เห็นอยู่ตรงหน้า เครนถล่ม ตึกถล่ม ภัยธรรมชาติที่มาก็ช่วยไม่ทัน คอร์รัปชั่นขยายไม่หยุด เศรษฐกิจเสื่อมทรุด เพราะเงินงบประมาณมุดไปอยู่ใต้ดินจำนวนมาก ถ้าประชาชนพื้นฐานต้องล้มละลายตายจาก พลังการผลิตของประเทศพังทลาย ทุนและคนต่างชาติเข้ายึดครองเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนสีอะไร ชนชั้นกลางก็ต้องล้มลงด้วย
สภาพของคนไทยวันนี้เหมือนอยู่ในตึกที่มีรอยร้าวมากมาย แต่วันนี้ยังไม่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ การเลือกตั้งและการลงประชามติเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตัดสินใจว่าจะอยู่ในตึกร้าวต่อไป หรือจะซ่อมแซมตึกครั้งใหญ่ และการเลือกตั้ง ส.ส. คือการเลือกผู้ที่จะมาซ่อม
มีข่าวเรื่องการใช้เงินมากมายในการเลือกตั้ง งานนี้จะพิสูจน์ว่า ความฉลาดของประชาชน คงจะวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป
การลงบัตร 3 ใบครั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดของสังคม ต้องปรับปรุงกฎหมายใหม่ให้ดี อย่าเลือกคนโกงมาทำงานนี้ เพราะจะทำให้สังคมของเราถล่มเร็วขึ้น เราจะพินาศกันหมด
