8 กุมภาพันธ์ บทพิสูจน์ ‘มี กกต.ไว้ทำไม’ ‘เลือกตั้ง-ประชามติ รธน.’ ต้องสุจริต-ยุติธรรม ฟื้นความเชื่อมั่นศรัทธาจาก ‘ประชาชน’
ในประเทศ
ประชาชนชาวไทยที่มีสิทธิ์ออกเสียงกำลังจะร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศร่วมกันอีกครั้ง ผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
นับเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยที่จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.วันเดียวกับการออกเสียงประชามติพร้อมกันเป็นครั้งแรก
แม้ว่าการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติครั้งนี้จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดคิด จากไทม์ไลน์เดิมที่ “นายกรัฐมนตรี” ประกาศว่า จะยุบสภา 31 มกราคม 2569 ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องระยะเวลาไม่มีผลอะไร เพราะจากกระแสและความเคลื่อนไหวต่างๆ พบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะออกไปใช้ 1 สิทธิ์ 1 เสียงเพื่อกำหนดอนาคตประเทศ
แน่นอนว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประชาชนต่างคาดหวัง ตั้งความหวัง และอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ดำเนินการให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกเสียงของประชาชนที่มาลงคะแนนมีความหมายตามเจตจำนงอย่างแท้จริง
แต่ทว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กกต.หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้ง แทนที่จะได้รับคำชื่นชม กลับถูกประชาชน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง นักการเมือง และสังคม ติติง วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
เนื่องจากการเลือกตั้งล่วงหน้าพบข้อผิดพลาดขึ้นมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจาก Human Error
ทัวร์รอบนี้ลงหนักสุดคงหนีไม่พ้น “เลขาแหวง” นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะการเลือกตั้งรอบนี้ เป็นคนที่ออกสื่อตอบคำถามและชี้แจงตอบข้อสงสัยบ่อยสุด มากกว่า 7 เสือ กกต. หนักสุดๆ คือ “ไอซ์ น.ส.รักชนก ศรีนอก” ถึงขั้นบัญญัติคำใหม่ ว่า “อย่ามาแหวง”
อีกทั้งเกิดปรากฏการณ์ทางโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อโพสต์ของ iLaw เตือนประชาชนให้ตรวจสอบรหัสหน้าซองบัตรเลือกตั้ง ถูกแชร์ทะลุ 1 ล้านภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ ความไม่พอใจต่อการทำงานของ กกต.ยังทำให้เกิดแฮชแท็ก #กกตมีไว้ทำไม ติดเทรนด์เอ็กซ์ของไทย ส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ภาพการทำงานที่ผิดพลาดของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ 7 เสือ กกต. รวมทั้งเลขาธิการ กกต.
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ประชาชนและสังคมเกิดความสงสัยและข้องใจว่า จากปัญหาและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมากมายเช่นนี้ สุดท้ายแล้วการจัดการเลือกตั้งจะออกมา “สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม” ได้จริงหรือไม่
อีกทั้งยังมีประชาชนบางส่วนตั้งคำถามกับ กกต.ว่า เหตุใดจึงไม่นำปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา มาถอดบทเรียนแก้ไขและป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
ทั้งนี้ หากไล่เรียงปัญหาและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สรุปคร่าวๆ อาทิ บางหน่วยบางจังหวัดไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.ของบางพรรคการเมืองที่หน้าหน่วยเลือกตั้งกลาง
ปัญหาคิวอาร์โค้ดข้อมูลผู้สมัคร ส.ส.ที่ทาง กทม.จัดทำเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลกับผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง พบว่า มีปัญหาที่เขตบางบอน ซึ่งทำคิวอาร์โค้ดไปลิงก์กับข้อมูลผู้สมัครเมื่อปี 2566
กรณีเจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองผิด หรือไม่เขียนรหัสเขตเลือกตั้ง
บางหน่วยไม่มีป้ายกระดานแนะนำผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมือง
กรณีเจ้าหน้าที่ไม่เซ็นชื่อบนรอยต่อของซองจดหมาย และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปิดรอยต่อของซองจดหมายด้วยเทปใส
ซึ่งประเด็นการเขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่ผิดพลาดหรือไม่เขียนให้ถูกต้องนั้น มีข้อกังวลว่าจะส่งผลทำให้บัตรเลือกตั้งของผู้มีสิทธิ์เสียไปได้ หากไม่ได้ถูกส่งไปยังเขตเลือกตั้งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ถูกต้อง อาจจะทำให้เกิดบัตรเขย่ง เสียงที่มีการลงคะแนนไปอาจจะเป็นเสียงตกน้ำก็เป็นได้
แม้ว่านายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จะออกมาขอโทษกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมรับปากว่าจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ดูเหมือนว่าอารมณ์ของประชาชนและสังคมต่างมองว่าคำ “ขอโทษ” ไม่เพียงพอ
เพราะจากข้อบกพร่อง ความสะเพร่า ความผิดพลาด ต้องโชว์สปิริตและแสดงความรับผิดชอบด้วยการ “ลาออก” เท่านั้น
เรื่องนี้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า ส่วนตัวอยากให้เชื่อมั่นการแข่งขัน ทั้งตัวระบบผู้เข้าแข่งขันจะอยู่ในกรอบและกติกา ซึ่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ รูปแบบการเลือกตั้งจะเป็นคนละแบบกับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีคนจาก 400 เขตไปรวมกันอยู่ที่เดียว บางจุดมีคนมากถึง 50,000 – 60,000 คน และยังมีการนำบัตรเลือกตั้งใส่ซองและจ่าหน้าซองด้วย
แต่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะไม่มีเรื่องดังกล่าวแล้ว และแต่ละหน่วยเลือกตั้งจะมีผู้มาใช้สิทธิ์เฉลี่ยประมาณ 500 คนบวกลบ ใน 100,000 หน่วยเลือกตั้ง มั่นใจจะไม่มีประเด็นเหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้า
ซึ่งความผิดพลาดได้มีการตรวจสอบ และพรรคประชาชน (ปชน.) ก็ได้มีหนังสือสอบถามเข้ามา 2 เรื่อง คือเรื่องที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรีที่ไม่มีเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของพรรค และการจ่าหน้าซองผิดพลาดจะส่งถึงหน่วยเลือกตั้งหรือไม่
ส่วนที่เป็นข่าวและมีการกล่าวอ้างในขณะนี้ ก็ได้มีการตรวจสอบอยู่แล้ว ว่าใครพูดที่ไหนอย่างไร และได้ให้เจ้าหน้าที่ไปขอข้อมูลจากรายงานบันทึกเหตุการณ์ในหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงได้ตรวจสอบว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นในหน่วยเลือกตั้งอีกหรือไม่
“สำหรับประเด็นอื่นๆ ที่พรรคการเมืองหรือคนอื่นพูดขณะนี้ กำลังจะไปขอข้อมูลว่าเหตุเกิดขึ้นที่ใดบ้าง สำนักงาน กกต.ก็ได้สั่งให้สำนักงาน กกต.ทุกจังหวัดส่งรายงานจากบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วย ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น และมีคนทักท้วง ซึ่งได้มีการบันทึกเหตุการณ์ไว้ทุกหน่วยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เหมือนกรณีจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้ง ที่คนกังวลเรื่องรหัสเขตเลือกตั้ง ซึ่งเดิม กกต.ออกแบบไว้ ไม่ได้มีรหัสเขตเลือกตั้ง มีเพียงระบุข้อมูลจังหวัดและเขตก็จัดส่งถึงอยู่แล้ว แต่ทางไปรษณีย์ มาทำงานร่วมกับ กกต. และเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดส่ง มีความคุ้นเคยกับรหัส จึงเสนอให้เพิ่มรหัสเข้ามา ส่วนนี้เป็นการทำงานของไปรษณีย์ จึงไม่ได้มีการแจ้งให้ประชาชนรับทราบ ย้ำว่าเพียงแค่มีข้อมูลจังหวัดและเขต ก็ส่งถึงแน่นอน และรหัสเขตเลือกตั้ง ก็มีกระบวนการตรวจสอบ คนที่รู้ก็คือ กปน.และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่รู้พร้อมกัน หากพบว่า ไม่ตรงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็จะต้องทักท้วง ขณะเดียวกัน หลังปิดหีบก็ยังมีการตรวจสอบว่าทุกซองมีการระบุข้อมูลครบถ้วนหรือไม่”
“ซึ่งจากรายงานที่ได้รับ ไม่พบว่ามีซองไหนที่กรอกข้อมูลไม่ครบทั้ง 3 รายการ” นายแสวง ระบุ
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ปี 2569 ใช้งบประมาณสูงถึง 7,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก ย่อมไม่แปลกที่ประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะตั้งความหวังกับองค์กรที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งในทุกขั้นตอนด้วยความสุจริต โปร่งใส ยุติธรรม ไร้ข้อกังขา
และต้องการให้คะแนนเสียงที่แสดงเจตจำนงผ่านการเข้าคูหาเลือกตั้งไม่ตกน้ำ
ฉะนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต.ในฐานะกรรมการผู้คุมการแข่งขัน ต้องพิสูจน์ผลงาน ทำให้การเลือกตั้งและการออกเสียงครั้งนี้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพที่สุด
เพื่อเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมาให้ได้
และลบข้อครหาว่า “กกต.มีไว้ทำไม”
