น้ำเงินพลิกเกมสู้ ส้ม-แดง หนูโหนกระแสชาตินิยมชูธง รักชาติ มากกว่าใคร ขวางรัฐบาลประชาชน
ในประเทศ
กระแสชาตินิยมถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการหาเสียงของพรรคการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแบ่งข้างกันต่อสู้ให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างอนุรักษนิยม กับเสรีนิยม
พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหอกฝ่ายอนุรักษนิยม งัดท่าไม้ตายสุดท้ายที่ตัวเองถนัด ปลุกกระแสชาตินิยมสุดโต่ง เพื่อชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มขวาจัด ผลักทั้งส้มและแดง พรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทย ให้อยู่ฝ่ายตรงข้าม
พร้อมกับสาดโคลนปลุกวาทกรรม “รักชาติ-ไม่รักชาติ” หวังดึงความนิยมทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย
กระแสชาตินิยมถือเป็นกลยุทธ์สุดท้ายที่ใช้สู้กับฝ่ายเสรีนิยมอย่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เพราะนโยบายของพรรคสีน้ำเงินยังไม่สามารถเอาชนะใจชาวบ้านได้อย่างโดดเด่นนัก
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง เราจึงได้เห็นภาพนายอนุทินขึ้นเวทีปราศรัยปลุกเร้ากระแสรักชาติรักแผ่นดินอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยตอกย้ำประเด็นความรักชาติในทุกๆ เวที ว่าจะรักษาแผ่นดินไทยด้วยชีวิต จะไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของใคร โดยตนเองกับหลานอังเคิลรักษาอธิปไตยของชาติคนละแนวทางกัน เพราะรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยคือรัฐบาลของคนไทย
“หากพี่น้องอยากได้รัฐบาลของคนไทย 100% หัวหน้ารัฐบาล นายกฯ และคณะรัฐมนตรี ที่ทำให้ประเทศอื่นและศัตรูไม่กล้ารุกรานประเทศไทยอีก ก็ขอให้พี่น้องกาเบอร์ 37 เลือก ส.ส.พรรคภูมิใจไทยให้ได้มากที่สุด ขอให้ประชาชนวางใจ ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยไปเฝ้าบ้านรักษาแผ่นดินไทยให้คนไทยทุกคน”
“นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ผมได้รับคำสั่งจากพี่น้องประชาชนคนไทยคือ ไอ้หนูต้องปกป้องรักษาสถาบันของชาติอย่าให้ใครคิดร้ายทำลาย ซึ่งผมรับปากว่าจะร่วมกันปกป้องสถาบันสำคัญของชาติด้วยชีวิต”
“ขอยืนยันว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ และไม่มีวันสำเร็จ เพราะมีเบอร์ 37” นายอนุทินกล่าวบนเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา
ไม่เพียงแค่นั้น กระแสชาตินิยมอีกเรื่องที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเดือดกันอีกยกหลังเสี่ยหนูกล่าวโจมตีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เหตุเอามือไพล่หลังยืนเคารพธงชาติบนเวทีดีเบต โดยซัดแรงว่าเท้งไม่ให้เกียรติเพลงชาติ ไม่เคารพบรรพบุรุษ ศาสนา และสถาบันสูงสุด
กลายเป็นสงครามวาทกรรม “รักชาติ-ไม่รักชาติ” ทำให้พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาตอบโต้นายอนุทินอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน เพราะแบ่งแยกประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย สร้างความแตกแยกในสังคม
นายณัฐพงษ์อธิบายคำว่ารักชาติ หมายถึงรักประชาชน การรักชาติไม่ได้หมายถึงการเข้าไปเล่นการเมืองเพื่อที่จะถอนทุน และนำเงินมาใช้ซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป และความรักชาติไม่ได้วัดกันที่ใครจะต้องร้องเพลงชาติดัง หรือใครขยับปากมากกว่ากัน
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เย้ยหยันเสี่ยหนูผูกขาดความรักชาติ ปลุกกระแสคลั่งชาติเหมือนสมเด็จฮุน เซน เพราะกลัวไม่มีโอกาสได้กลับเข้าทำเนียบ ยืนยันทุกคนรักชาติเท่าเทียมกัน ไม่มีใครรักมากหรือรักน้อยไปกว่ากัน
ด้าน ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ ม.เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สวนกลับแรงถึงนายอนุทิน โดยขุดรากเหง้าเตือนสติ “บรรพบุรุษมึงมาจากซัวเถาค่ะ”
และย้ำว่าวาทกรรม “ชังชาติ-ไม่รักชาติ” เป็นแค่แคมเปญราคาถูก การที่ออกมาพูดเรื่องความรักชาติ ไม่ใช่สูตรสำเร็จว่าประชาชนจะเทคะแนนให้ภูมิใจไทยแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม นายอนุทินเปิดใจผ่านรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องชาตินิยมมาใช้ในการหาเสียง รวมทั้งไม่เคยบอกให้ประชาชนเลือกภูมิใจไทย เพราะรบชนะเขมร
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าจะสวนทางกับคำพูดของนายอนุทินไปไกล
ยิ่งจับสัญญาณและท่าทีของนายอนุทิน เนื่องในวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเดินเกมปลุกกระแสชาตินิยม สร้างคะแนนเต็มที่ โดยเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงวีรกรรมและสดุดีทหารกล้า 42 รายที่สละชีพเพื่อชาติจากเหตุพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568
นายอนุทินระบุว่า รัฐบาลได้เร่งเยียวยาครอบครัวทหารผู้เสียชีวิต ทั้งด้านเงินช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ครอบคลุมความจำเป็นในการดำรงชีพ และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ให้ความช่วยเหลือทุกครอบครัวอย่างเป็นธรรม โดยมีกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลกรณีติดขัดด้านกฎหมาย
จากการหารือกับครอบครัวทหารทั้ง 42 นาย เป็นไปด้วยความเข้าใจร่วมกัน และรัฐบาลยืนยันจะดูแลอย่างต่อเนื่องจนมั่นใจว่าสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ พร้อมยอมรับว่าทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอื่นๆ ยังต้องให้การช่วยเหลือต่อไป เพราะมองว่าเงินช่วยเหลือ 600 บาทต่อเดือนไม่เพียงพอ
และหลังจากเกิดเหตุพิพาทไทย-กัมพูชา ทำให้ได้ใกล้ชิดทหารมากขึ้น และเห็นว่าทหารที่บาดเจ็บหรือสูญเสียอวัยวะประสบปัญหาหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งทหารเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานมาดูแล แต่เขาอยากมีอาชีพมีการงาน และหากได้กลับเข้ามาเป็นนายกฯ ก็จะมาดูแลเรื่องนี้ต่อ
นายอนุทินบอกด้วยว่า รู้สึกดีใจที่ได้เห็นทหารผ่านศึกในหลายสมรภูมิยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่บางคนไม่มีครอบครัวและถูกทอดทิ้ง บางคนเป็นทหารอาสาสมัครไม่ใช่ทหารประจำการ จึงไม่มีบำเหน็จบำนาญ และต้องได้รับการดูแล หากยื่นรายชื่อและประวัติมาก็พร้อมที่จะดูแลอย่างเต็มที่
โดยมอบหมายให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ดูแลในเรื่องนี้ และหากได้มีโอกาสกลับเข้ามาทำงานอีกก็จะเร่งแก้ปัญหาให้ ทั้งกรณีทหารที่เสียชีวิตไปแล้ว และทหารที่ยังทำหน้าที่อยู่ ซึ่งจะต้องดูแลคุณภาพชีวิตของทหารเหล่านี้ทุกคน
“ประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณเขา เราต้องดูแลเขาให้มีชีวิตที่สุขสบาย ต้องหาวิธีดูแล แต่วันนี้ไม่อยากพูดเรื่องงบประมาณ เพราะเดี๋ยวจะถือว่าเป็นการหาเสียง และมันจะผิดบรรยากาศ เอาเป็นว่าเรามีความตั้งใจที่จะดูแลตอบแทนพระคุณของบรรดาทหารผ่านศึก และทหารปัจจุบัน ที่ดูแลอธิปไตยให้ประเทศของเรา” นายอนุทินกล่าว
ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง ฉายภาพกรณีนายอนุทินโหนกระแสชาตินิยมในช่วงโค้งสุดท้ายได้อย่างน่าสนใจ
พรรณิการ์สะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพยายามที่จะขัดขวางการตั้งรัฐบาลพรรคประชาชน เพราะมือที่ใช้ฉุดรั้งความเจริญ หรือถ่วงความเจริญของประเทศ มันหมดเครื่องมือแล้วจริงๆ ส.ว. ก็หมดอำนาจเลือกนายกฯ แล้ว เพราะฉะนั้นเขาต้องเอาชนะด้วยการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
“จะให้เรา (พรรคประชาชน) ไปโหนชาตินิยมแข่งกับคุณอนุทินก็ไม่ไหว ไหล่ดิฉันไม่แข็งแรงพอ เราก็มีพี่น้องทหารประชาชนจำนวนมากที่อยู่ที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา บอกว่าเขาสั่งให้เตรียมพร้อมเผชิญสถานการณ์”
“ถ้ามีคนที่คิดจะใช้สงครามการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นเครื่องมือในการเรียกคะแนนนิยมโค้งสุดท้ายจริงๆ อันนี้ก็อำมหิตและหน้าด้านเกินไป ดูถูกสติปัญญาประชาชนเกินไป และยิ่งจะทำให้ประชาชนเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเกิดขึ้น”
“ทุกมุขที่ถูกใช้มา มันใช้ไม่ได้ผลแล้ว จึงต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันคิดว่าไม้ตายสุดท้ายก็คือเรื่องการก่อสงครามไทย-กัมพูชา ประชาชนต้องคิดได้แล้วว่ากัมพูชามีเหตุผลอะไรที่จะก่อเหตุปะทะช่วงก่อนการเลือกตั้ง”
“ฮุนเซนรู้ใช่ไหมว่าถ้าเกิดสงคราม มีกระแสชาตินิยม พรรคไหนจะเสียเปรียบ และพรรคไหนจะได้เปรียบ ถ้าคนมันจะจนตรอกถึงขั้นใช้มุขแบบนี้ในการหาเสียง ดิฉันคิดว่าประชาชนก็ต้องตัดสินใจได้แล้ว”
ช่อ พรรณิการ์ อ่านเกมโหนกระแสชาตินิยมสุดโต่งของพรรคการเมืองขวาจัด เพื่อชิงความได้เปรียบก่อนชี้ชะตาในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 อย่างได้ภาพ
