หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้อันดับของพรรคจะเป็นไปตามคาด
แต่คะแนนและจำนวน ส.ส.ยังเหนือความคาดหมาย
สาเหตุแห่งการแพ้หรือชนะ มีทั้งที่เกิดขึ้นก่อนและระหว่างเลือกตั้ง
ทำไมพรรคภูมิใจไทย
จึงชนะเลือกตั้งแบบทิ้งห่างคู่แข่ง
1.มีการวางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีต่อเนื่อง พรรคน้ำเงินรอจังหวะที่ตุลาการภิวัฒน์ปลดนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง จากนั้นก็อาศัยการสนับสนุนของพรรคส้มก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ตามแผนที่วางเอาไว้
2. สะสมกำลัง เมื่อมีตำแหน่งและมีอำนาจรัฐก็รีบดึงนักการเมือง จากทุกพรรคเข้ามาร่วม มีการสร้างความเชื่อมั่นว่ามีอำนาจพิเศษ มาสนับสนุนที่จะทำให้ได้เปรียบในการเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาล
พวกที่แสวงหาอำนาจ ไม่เพียงหวังแค่ระยะเวลาที่จะเป็นรัฐบาลชั่วคราว แต่เพื่อการเลือกตั้งในอีกไม่เกิน 4 เดือนจำเป็นต้องอาศัย แรงของพรรคน้ำเงิน
3. สะสมเสบียง มีการดึงทั้งกลุ่มทุนใหญ่เล็กต่างๆ และผู้มีบารมีให้เข้ามาร่วม คนที่หวังผลประโยชน์ก็ยินดีเพราะหวังผลในอนาคต เมื่อร่วมงานกับผู้มีอำนาจ
4. เสริมสร้างชื่อเสียงของพรรคให้มากขึ้นโดยการจัดหาผู้ที่มีชื่อเสียงดีมาเสริมกำลังในภาพกว้าง
5. สร้างคะแนนนิยมด้วยการเสนอแนวคิดชาตินิยม จากปัญหาการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดภาพลักษณ์ด้านดีขึ้นมา และเมื่อมีวิธีจัดการในพื้นที่ทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคน้ำเงินซึ่งเคยได้เพียง 1.1 ล้านกลายเป็น 5 ล้านกว่าเสียง
การปรับยุทธวิธีให้เป็นการปฏิบัติจริง
มีการโยกย้ายข้าราชการในตำแหน่งต่างๆ จำนวนหลายร้อยตำแหน่ง ทำให้เกิดความได้เปรียบในทางการเมือง ที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง
กำหนดยุทธวิธีในการหาคะแนนภาคพื้นดินโดยผ่านหัวคะแนนต่างๆ ทุกเขตเลือกตั้งที่เป็นเป้าหมาย
ที่สำคัญ มีการเลือก อบต.ทั่วประเทศก่อนการเลือกตั้งใหญ่ประมาณ 1 เดือน ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ที่ใช้สนามรบภาคพื้นดินเป็นหลัก ได้โอกาสในการซ้อมรบ ในเขตชนบท สามารถกำหนด แผนที่ลายแทงของทุกเขตพื้นที่ รู้ว่าไปเส้นทางไหนจึงจะได้รับชัยชนะ การต่อสู้จะต้องผ่านใครในแต่ละท้องถิ่น
มีการเลือกที่จะสนับสนุนใครหรือไม่สนับสนุนใครเพื่อสร้างบุญคุณไว้
ทุกขั้นตอนจะพบว่า มีการปฏิบัติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับบนซึ่งมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่หนุน ไล่ลงมาจนถึงนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ ไปจนถึงระดับหมู่บ้าน การจัดการ ไปตามแผนที่ลายแทง เลือกที่จะสู้หรือไม่สู้ ในแต่ละเขต
หลบหลีกไม่ตัดคะแนนกับพรรคแนวร่วม เช่น กล้าธรรม เท่าที่ทำได้
ในพรรคน้ำเงินเอง เดิมคาดการณ์ว่าจะได้ ส.ส. 120-130 ในช่วงต้น พอถึงช่วงกลางก็คิดว่าอาจจะได้ 140-150 และสุดท้ายก็คิดว่าน่าจะได้ถึง 160 คนซึ่งก็พอใจแล้วเพราะคิดว่าได้ที่ 1 แน่
เมื่อผลจริงออกมาได้เกิน 190 และคะแนนบัญชีรายชื่อได้ประมาณ 6 ล้านพวกเขาจึงบอกว่าเกินความคาดหมาย
พรรคประชาชน
วิ่งวิบากจบต้องวิ่งข้ามรั้วต่อ
1.ถ้าดูจากคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคซึ่งได้ประมาณ 10 ล้าน แสดงว่าแนวทางยุทธศาสตร์ที่ใช้การหาเสียงผ่านผู้ประกันสังคมซึ่งมี 24 ล้าน ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
2. คะแนนเสียงจากภาคเกษตรกรที่ให้พรรคส้มมีน้อยเกินไป ดูชัยชนะของพรรคในครั้งนี้ก็ยังคล้ายครั้งก่อน คือชนะในเขตเมืองใหญ่และจุดที่มีผู้คนดำรงอาชีพอยู่ในธุรกิจและอุตสาหกรรม
ที่กรุงเทพฯ สามารถชนะได้หมดทั้ง 33 เขตที่สมุทรปราการได้มา 7 จาก 8 นนทบุรีได้มาทั้ง 8 เขตและปทุมธานี ได้มา 5 จาก 8 ชลบุรีได้มา 5 จาก 10 ถ้านับจำนวนเขตเลือกตั้ง ก็เท่ากับ 58 เขตจากจำนวนเขตที่ชนะทั้งประเทศ 87 เขต
3. กระแสชาตินิยมทำให้คะแนนบางส่วนที่ไม่ใช่ขาประจำแต่เคยมาลงให้พรรคส้มในปี 2566 ต่างๆ ย้ายกลับมาที่พรรคน้ำเงินและ ปชป.
4. พรรคประชาชนลุยหาเสียงในพื้นที่ภาคพื้นดินด้วยมือเปล่า เมื่อเจอกับพรรคที่อยู่บ้านใหญ่ ซึ่งครั้งนี้ไม่ประมาท บางเขตยังมีการสับหลีกและไม่ยอมตัดคะแนนกันเอง
และเตรียมตั้งรับอย่างเต็มที่อีกทั้งยังมีเครือข่ายอุปถัมภ์และทรัพยากรพร้อม กระแสที่สร้างขึ้นจึงฝ่ากำแพงไม่สำเร็จในหลายเขต
5. การที่พรรคส้มตัดสินใจทำ MOA สนับสนุนพรรคน้ำเงินตั้งรัฐบาลสร้างความไม่พอใจให้กับแนวร่วมและผู้สนับสนุนบางส่วนครั้งนี้จึงไม่ลงคะแนนให้ ทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคส้มลดจาก 14.4 ล้านเหลือเพียง 10 ล้าน มีผลถึง ส.ส.เขตด้วย
6. โดนสกัดโดยข่าวสาร การวิจารณ์ แม้จะมีโอกาสอยู่ในสื่อมาก แต่ก็เจอกับการโจมตีผ่านสื่อมากเช่นกัน แม้จบการเลือกตั้งก็ยังต้อง วิ่งข้ามรั้ว 110 เมตรต่อ เพราะ ป.ป.ช.เรียกลงสนามแล้ว
มองอนาคต ต้องมองอดีตตัวเอง และพรรคเพื่อไทย เพื่อปรับจุดอ่อน จุดแข็ง
แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ ก็ต้องบอกกองเชียร์ว่า “ข้างหน้า…อนาคตงดงาม…แม้ไฟลุกลาม…จะแผดเผา…”
พรรคกล้าธรรม กล้าทำ ไม่พูด
ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของพรรคกล้าทำซึ่งใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ดูเหมือนอำพรางตัวเข้ากับพื้นที่ชนบทอย่างกลมกลืน ต้องเรียกว่าเป็นยุทธวิธีใต้ดิน กว่าคู่ต่อสู้จะรู้ตัว การลงคะแนนก็มาถึงแล้วจึงกลายเป็นม้ามืดที่พลิกล็อกในหลายเขต อย่างเช่นการชนะที่เชียงใหม่ 4 เขต ชนะที่น่านในเขตของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
การที่พรรคกล้าทำกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 50 ส.ส.จึงเป็นเรื่อง ฝีมือไม่ใช่เรื่องฟลุก ก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้ง บังเอิญมีการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 1,000 บาทในหลายเขต ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2568 แม้ก่อนวันเลือกตั้ง 2 วันก็ยังมีเงินโอนเข้าบัญชีเกษตรกรในบางเขต เพราะกำหนดจ่ายเงินยังคงมีไปตลอดเดือนกุมภาพันธ์
ทำมากกว่าพูดจริงๆ
พรรคนี้ใช้ทหารราบ เจาะเข้าพื้นที่เป้าหมาย ที่ใดโอกาสน้อย ทิ้งทันทีไม่สนใจคะแนนปาร์ตี้ลิสต์แต่ก็ยังได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 2 คน ได้ ส.ส.เขตถึง 55 เขต ไล่หลังพรรคเพื่อไทยมาติดๆ
แต่ความพลิ้วไหว เปลี่ยนขั้ว ย้ายข้าง กล้าทำทุกอย่างก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้คนที่เป็นแนวร่วมไม่ไว้ใจ เพราะไม่รู้จะถูกหัก ถูกทิ้งวันไหน ทักษิณ ชินวัตร และลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คือบทเรียน
พรรคประชาธิปัตย์ ลุกนั่งได้แล้ว
ปชป.ตั้งความหวังจะฟื้นพรรคโดยใช้ภาคใต้เป็นฐานที่มั่นและหวังฟลุกจาก ส.ส.ในกรุงเทพฯ บางส่วน
แต่เมื่อถึงวันลงคะแนนก็พบว่า ในกรุงเทพฯ มีขาเก่าเหลือน้อยมาก
ความหวังที่ภาคใต้ก็ต้องเจอกับภูมิใจไทยและกล้าธรรม จึงได้ ส.ส.เขตมา 9 คนจากภาคใต้ และ 1 คนจากระยอง แต่ครั้งนี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อถึง 12 คน
น้อยกว่าปี 2566 แต่ก็ถือว่าเป็นการฟื้นตัวเพราะก่อนหน้านั้น ส.ส.ย้ายออกไปเกือบหมด
ถ้ามองในแง่เป้าหมายฟื้นฟูพรรคถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าเทียบกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเหลือ ส.ส.แค่ 2 คนหรือพลังประชารัฐที่มี ส.ส.แค่ 5 คน
ปชป.ก็ได้รับผลจากการกระทำในอดีต ที่ตามมาตัดคะแนน ในการเลือกตั้งครั้งหลังๆ นับจาก มีกลุ่ม กปปส.
การประกาศเป็นฝ่ายค้าน เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งฟื้นไข้ แต่ความผิดพลาดหลายครั้งตลอด 20 ปี ทำให้เชื้อโรคร้ายกัดกร่อนชื่อเสียงเกียรติภูมิไปเยอะ คงต้องใช้เวลาพอสมควร เหมือนกับหลายพรรคที่จะกล่าวถึงในตอนต่อไป
