ใครเลยจะคิดว่าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ จะเป็น “วันสงคราม” อีกวันหนึ่งของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากเขาเปิดสงครามกับเวเนซุเอลามาแล้วในการฉลองเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 3 มกราคม แล้วในที่สุด ผู้นำสหรัฐก็ตัดสินใจเปิดสงครามกับอิหร่าน … ปีนี้ 2026 เป็น “ปีม้าไฟ” อย่างแท้จริง
สัญญาณสงครามมาชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว เราเห็นการวางกำลังขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่พื้นที่ และตามมาด้วยการกดดันของทำเนียบขาวให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน อันนำไปสู่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ ผลการเจรจาดูจะไม่ถูกใจผู้นำสหรัฐเท่าใดนัก อันทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า สหรัฐจะเปิดการโจมตีอิหร่าน
จนในที่สุด การโจมตีก็เกิดขึ้นจริง … ไม่ใช่การโจมตีของสหรัฐฝ่ายเดียว หากเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่าง “สหรัฐ-อิสราเอล” อันส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะเท่ากับมีนัยว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นกับอิหร่านนั้น เป็นฝีมือของอิสราเอลด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา อิสราเอลและสหรัฐก็เปิดการโจมตีทางอากาศกับอิหร่านมาแล้ว ซึ่งมีผลอย่างมากในการลดทอนศักยภาพทางทหารอิหร่าน
การเปลี่ยนระบอบการปกครอง
น่าสนใจอย่างมากว่า สหรัฐและอิสราเอลกำหนดเวลาการสังหารอย่างชัดเจน โดยเปิดการโจมตีในเวลาที่ “อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจัดการประชุมกับผู้นำระดับสูงอีก 2 คนคือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (Ali Shamkhani) และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Mohammad Pakpour- IRGC)
การโจมตีครั้งนี้ สามารถสังหารผู้นำสูงสุดพร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านครั้งใหญ่ได้ในคราวเดียวกัน และเป็นความหวังอย่างมากว่า การเสียชีวิตในครั้งนี้ จะนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” (regime change) ในแบบที่สหรัฐเคยทำมาแล้วในอัฟกานิสถาน อิรัก
อีกทั้ง ปฏิบัติการทางทหารในการเปลี่ยนระบอบการปกครองล่าสุดคือ การบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็คงต้องยอมรับว่าการกระทำต่ออิหร่านในครั้งนี้ อาจไม่ง่ายทั้งหมดเช่นในแบบของเวเนซุเอลา
แน่นอนว่า สหรัฐและอิสราเอลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดครั้งนี้ จะส่งผลให้ “ระบอบศาสนจักร” เปลี่ยนเป็น “ระบอบนิยมตะวันตก” หรือเกิดระบอบใหม่ที่มีท่าทีไปในนิยมทางตะวันตกมากขึ้น และเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ต่อต้านตะวันตก และไม่เป็นศัตรูกับอิสราเอล
ในทางปฏิบัติ การจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้จริง อาจมีนัยถึงการส่งกำลังรบเข้าควบคุมสถานการณ์ในประเทศเป้าหมาย และยังต้องส่งคณะที่ปรึกษาเข้าไปช่วยจัดการในการปกครองประเทศดังกล่าวด้วย ดังที่ปรากฏให้เห็นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานมาแล้ว
แต่การกระทำเช่นนั้นก็กลายเป็นปัญหาและพันธะกับสหรัฐอย่างมาก และทรัมป์เองได้หาเสียงอย่างชัดเจนที่จะไม่ดำเนินนโยบายในทิศทางเช่นนั้นอีก ซึ่งฐานเสียงของเขาในการเมืองอเมริกันก็คิดในทางเช่นนั้น
กรณีเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า ผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการของทรัมป์ในครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรกับการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในการเมืองอเมริกันในช่วงปลายปีนี้ ทรัมป์จะสร้างกระแสชาตินิยมได้จริงเพียงใดจากการโจมตีต่ออิหร่าน จนกลายเป็นคะแนนเสียงจากคนในสังคมอเมริกันให้แก่พรรครีพับลิกันในตอนปลายปี
ความท้าทาย
การสังหารผู้นำสูงสุดอย่างเดียว และหวังว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “การลุกฮือของมวลชน” ในแบบอาหรับสปริงในปี 2010-2011 ก็อาจจะไม่ง่ายเช่นนั้น และถ้าเปลี่ยนระบอบได้จริง และถ้าผู้นำคนใหม่ของประเทศมาจากการสนับสนุนของสหรัฐและอิสราเอลแล้ว ผู้นำคนนั้น ก็อาจจะประสบกับแรงต้านภายใน และอาจกลายเป็นปัญหา “ความนิยมทางการเมือง” ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเขาผู้นั้น อาจจะถูกมองจากสังคมภายในว่า เป็น “ตัวแทน” ของฝ่ายตะวันตก
แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากอาจไม่พอใจกับความเข้มงวดของระบอบเดิม แต่พวกเขาก็อาจไม่ชอบอเมริกาและอิสราเอลด้วย … การเข้ามาแทรกแซงของสหรัฐ อาจจะได้รับความพอใจบางส่วนจากฝ่ายต่อต้านระบอบเดิมที่เป็นปีกเสรีนิยม แต่สำหรับคนอีกส่วนที่เป็นสายจารีตนิยม พวกเขาอาจจะรับไม่ได้เลย เพราะปฏิบัติการครั้งนี้มาจากความร่วมมือของอิสราเอลด้วย
นอกจากนี้ หากสนับสนุนบุตรชายของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาล ก็ไม่ชัดเจนว่า สังคมอิหร่านยุคปัจจุบันจะยอมรับหรือไม่ แต่ทรัมป์ได้กล่าวกับสื่อว่า เขามีคนอยู่ในใจแล้ว … เขามองคนไว้แล้ว
ดังนั้น จึงน่าติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของทรัมป์ในอิหร่านจะเป็นเช่นไร และจะกลายเป็น “กับดักทางทหาร” ให้สหรัฐต้องเข้ามามีปัญหาเช่นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานอีกหรือไม่
อีกทั้ง การเปลี่ยนระบอบครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลแล้ว ก็อาจจะเป็น “สินค้าทางการเมือง” ที่ขายได้ยากในโลกอาหรับ แม้จะมีชาติพันธมิตรของสหรัฐบางประเทศให้การสนับสนุนอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็อาจเผชิญแรงต้านจากโลกมุสลิม
ผลกระทบเชิงมหภาคต่อโลก
สิ่งที่ต้องติดตามอย่างมากในอีกประการคือ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านนั้น ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับเวทีโลกอย่างแน่นอน ซึ่งอาจประมาณการได้ดังต่อไปนี้
– ผลในเวทีโลก
- การโจมตีที่เกิดขึ้นจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั้งในกรณีของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ
- ดังที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาว่า สงครามทำให้คนจะยิ่งแสวงหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ซึ่งเท่ากับยิ่งผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นไปอีก
- สภาวะเช่นนี้จะกระทบต่อปัญหาค่าครองชีพของผู้คนในประเทศต่างๆ อย่างมาก
- การขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นในทะเลแดง หรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะมีปัญหา
- การสู้รบทำให้ต้องประกาศปิดน่านฟ้า และการเปลี่ยนเส้นทางการบิน ซึ่งจะส่งผลค่าใช้จ่ายของสายการบินเพิ่มมากขึ้น
- การเมืองโลกมีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น และอาจมีผลที่คาดเดาไม่ได้ในทางการเมืองและความมั่นคงตามมาในอนาคต
- จีนและรัสเซียจะมีบทบาทอย่างไรในกรณีนี้ เพราะอิหร่านเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของ 2 มหาอำนาจนั้น
– ผลสืบเนื่องที่สำคัญกับการเมืองภายใน
- ปฏิบัติการเช่นนี้จะทำให้ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่
- ในทำนองเดียวกัน การโจมตีอิหร่านจะเป็นคะแนนเสียงให้แก่นายกฯ เนทันยาฮูในการเมืองอิสราเอลหรือไม่ เพราะเขาเองมีปัญหากับการเมืองภายในอย่างมาก
อนาคต
สุดท้ายนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ความขัดแย้งชุดนี้จะคลี่คลายไปอย่างไร แต่ก็อาจจะพอคาดได้ประการหนึ่งว่า สถานการณ์ไม่จบลงอย่างง่ายดายในแบบที่ผู้นำอเมริกันและอิสราเอล “ฝัน” ไว้ … ปัญหาอิหร่านไม่ง่ายแบบเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคตว่าจะเป็น “ฝันค้าง” หรือไม่
ในอีกด้าน ประเทศไทยจะเตรียมตัวรับความผันผวนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกอย่างไร หรือผู้นำไทยไม่คิดอย่างอื่น นอกจากหาเสียงกับกระแสชาตินิยมในปัญหาไทย-กัมพูชาต่อไป เพราะโลกของผู้นำไทยมีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น (555) จนการเมืองโลกทำท่าจะเป็นปัญหาส่วนเกิน ที่นักการเมืองไทยไม่อยากได้ยิน !
