เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
รัฐบาล “อนุทิน 2” จะเข้าทำหน้าที่ก่อนสงกรานต์ การสร้างผลงานทั้งเฉพาะหน้า ระยะกลาง และระยะยาว คงไม่ใช่เรื่องยากเย็น เพราะท่ามกลางสถานการณ์โลกที่สับสนวุ่นวาย และวิกฤตในประเทศที่เกิดขึ้นทุกด้าน แค่นำนโยบายและแผนปฏิบัติที่พรรคต่างๆ นำเสนอช่วงหาเสียงเลือกตั้งมาแจกจ่ายให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงลงมือทำ ก็น่าจะสร้างความประทับใจในความรู้สึกประชาชนได้แล้ว
เว้นเสียแต่ว่า “รัฐมนตรีผู้นั้น” จะไร้ประสิทธิภาพหนักหน่วง ไม่มีความเข้าใจต่อแก่นแกนของนโยบายนั้น จนพาผิดทิศผิดทาง เข้ารกเข้าพงไป
ความเป็นไปทางการเมืองที่น่าเหลียวกลับมองอย่างจริงจัง คือที่เกิดขึ้นกับ “พรรคประชาชน”
แม้ภาพที่ปรากฏดูเหมือนไม่มีอะไร “แพ้ก็เป็นฝ่ายค้านไป” ส.ส.ส่วนใหญ่ยังพร้อมทำหน้าที่เหมือนที่เคยทำ แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่สัมผัสใกล้ชิดจนถึงความรู้สึกที่ลึกลงไปย่อมรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ท่วมท้นในใจของแต่ละคนได้ไม่ยาก
จากพรรคอันดับหนึ่ง ส.ส.150 กว่าเสียง พ่ายแพ้จนเหลือ 120 เสียง ทั้งที่ในช่วงหาเสียงมีความเชื่อมั่นมากมายว่าจะชนะที่ 1 มี ส.ส.ทะลุไปไปมากกว่า 200 เสียง
ที่สำคัญคือ จะเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ตามบันได 3 ขั้น
“ความเชื่อมั่น” ที่เกิดจากการมองเห็น “แนวโน้มที่มีความเป็นไปได้สูง” และ “ความทุ่มเทเต็มทุกสรรพกำลังที่มี” เมื่อพ่ายแพ้จึงยากที่จะทำใจให้เชื่อได้
ยิ่งชัดเจนว่า เป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดจากการปล่อยให้มีการทุจริตกันมโหฬารในทุกขั้นตอนของการดำเนินการเลือกตั้ง ยิ่งยากจะเกินทน
จนกระทั่งวันนี้ การแสดงออกของคนพรรคประชาชนส่วนใหญ่ยังเป็นตอบโต้การถูกกระทำอย่างไร้ความชอบธรรม มองชัยชนะของพรรคคู่แข่งในมุมลบ เกิดการโทษกันเองภายในพรรค
ซึ่งที่สุดแล้วแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะนั่นคือ “ความเป็นจริงของการเมืองไทย” ที่ไม่มีใครช่วยอะไรได้
จึงมีผู้แนะนำว่า หากจะสู้ต่อต้องสู้บนฐานของ “ความเป็นจริงทุกอย่าง” นี้ ด้วยการหันกลับมามองความเป็นจริงอีกด้าน
นั่นคือ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ “พรรคประชาชน” มีชัยชนะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์รวม 214 เขต มีคนกาบัตรเลือกพรรคให้ 10.971 ล้านคน ได้ ส.ส.รวม 32 คน เป็นที่ 1 เป็นคำตอบว่า ความสำเร็จในการทำงานเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยังอยู่ในจุดที่ยังเป็นความหวังที่มั่นคง ไม่ได้สูญหายสลายจากไปไหน
ที่แพ้ผลเลือก ส.ส.เขตพื้นที่ ก็ยังเหลือที่ชนะถึง 88 เขต เป็นที่ 2 ซึ่งจะตีค่าว่ายังอยู่ในกรอบของความสำเร็จก็เคลมได้สบายๆ ในความเป็นจริงทางการเมืองที่เจือความไม่ชอบธรรมอยู่ทุกอณู ที่ไม่มีใครช่วยอะไรได้เช่นนี้
การยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ต่างหาก ที่เป็นจุดเริ่มของความพ่ายแพ้ที่จะขยายความล้มเหลวออกไป
มีผู้เสนอว่า ที่ต้องทำคือสิ่งที่พูดกันอยู่ นั่นคือ “สรุปบทเรียน” ใช้ความผิดหวังครั้งนี้เป็นพลังในการ “ลอกคราบ”
ทั้งเงื่อนไขภายในที่ทำให้การบริหารติดขัด ลดทอนความสามารถที่จะทะลุทะลวงอุปสรรคจนไปถึงความฝันร่วมกันไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทำให้เจือจาง แต่ต้องทำให้แต่ละคนที่จะร่วมเดินทางสลัดทิ้งอย่างสิ้นซาก ด้วยเข้าใจอย่างลึกซึ้งร่วมกัน ว่าขวากหนามเบื้องหน้าสาหัสเกินกว่าจะพะวักพะวนกับเงื่อนไขลดทอดพลังภายใน
แล้วหยัดสองขายืนขึ้นอย่างองอาจ ประกาศความเชื่อมั่นใน “วิถีแห่งอำนาจประชาชน” อย่างหนักแน่น ด้วยเสียงที่ดังพอให้ทั้งประเทศรับรู้ในความพร้อมสู้
สําหรับเงื่อนไขภายนอก ต้องเรียนรู้ที่จะเดินร่วมกับประชาชนส่วนใหญ่อย่างมุ่งเป็นหนึ่งเดียวในทุกมิติ ไม่ปล่อยให้เกิดช่องว่างในความคิด และวิถีปกติของชีวิตจนเป็นอุปสรรคขวางกันความเข้าใจต่อกัน
สำคัญกว่านโยบาย ที่ไม่ว่าจะวิเศษก็อยู่ได้แค่ในความฝัน แตะต้องไม่ได้ในชีวิตประจำวัน จนกว่าจะมีโอกาสนำมาปฏิบัติให้เป็นความจริง
ต้องตระหนักว่า ความเป็นจริงที่ชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้แล้ว คือคุณค่าที่ชาวบ้านให้นั้น คือ “น้ำใจ” ที่มีต่อกัน มากกว่า “ความหวัง-ความฝัน” ที่ละเมอเพ้อพก โดยไม่มีโอกาสได้ทำให้สำเร็จ
การทบทวนแบบ “ลอกคราบ” ทั้งภายใน-ภายนอก โดยไม่ปฏิเสธความจริง คือ “ศาสตร์และศิลป์” ที่ “พรรคประชาชนต้องสร้างให้เกิดขึ้นในการบริหารจัดการ”
ความเชื่อมั่นโดยไม่เริ่มที่ยืนในความเป็นจริง มีแต่สร้างความเจ็บปวด
