เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
เสียงวิจารณ์รัฐบาล “อนุทิน 2” เรื่องความสามารถในการรับมือ “วิกฤตพลังงาน” สนั่นชวนหวั่นไหว กระทบจนแทบไม่เหลือความเชื่อมั่น แต่กลับแทบไม่มีผลอะไรเลยต่อ “ความหวังในพรรคประชาชน” ทั้งที่ได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 มี ส.ส. 120 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร มีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ หมายถึงคะแนนที่เลือกพรรคมากเป็นอันดับ 1 ถึง 11,043,309 คะแนน บ่งบอกถึง “ศรัทธาประชาชนต่อพรรคยังท่วมท้น”
แต่เป็น “ศรัทธาที่สิ้นหวัง” ในโอกาสที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศในปัจจุบัน โดยเป็นที่รู้และยอมรับกันไปแล้วว่า “พรรคประชาชน” ก้าวไม่ผ่านการอนุญาตจาก “รัฐซ้อนรัฐ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเหนือสิ่งใดในการกำหนด “การจัดการอำนาจรัฐของประเทศนี้”
ที่หนักกว่าการยอมรับของคนทั่วไป คือแม้แต่แนวโน้มความคิดความเชื่อของคนในพรรคยังถูกมองว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มต่อการ “ยอมจำนน” ต่อชะตากรรมเช่นนั้น ในระดับมองเห็นหนทางสู้ผิดแผกไป
ผู้ที่มองปรากฏการณ์นี้ได้ชัด และนำเสนออย่างตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนสำคัญ ด้วยบทสรุป “2 น้อยไปกับ 2 มากไป” ซึ่งสรุปคือ “สู้ในยุทธศาตร์ที่เคยสู้น้อยเกินไป-ปรับตัวสู่บทบาททางการเมืองที่ไม่แตกต่างจากพรรคอื่นมากไป”
จาก “พรรคอนาคตใหม่” ที่ทดลองนำเสนอ “การเมืองคุณภาพใหม่” ที่ไม่เหลือเชื้อการเมืองแบบเก่าๆ อย่างสิ้นเชิง ด้วยการวางยุทธศาสตร์ของ “คณะผู้ก่อตั้งพรรคชุดแรก” ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นตัวแสดงนำสำคัญ ในภูมิปัญญาของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” มี “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” อธิบายเสริม “ชัยธวัช ตุลาธน” ขับเคลื่อนเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร-รังสิมันต์ โรม และอีกหลายคนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
พร้อมทีมข้อมูลเบื้องหลังที่ทรงประสิทธิภาพ สร้างบทบาทต่อสู้กับความเน่าเฟะของกลไกควบคุมการจัดการประเทศที่เป็นอยู่ จนประสบความสำเร็จในผลการเมืองตั้งใหญ่ ปี 2562 อย่างน่าตื่นตาตื่นใจด้วยจำนวน ส.ส.มากถึง 81 คน
หลัง “อนาคตใหม่” ถูกยุบ เปลี่ยนมาเป็น “พรรคก้าวไกล” ที่สามารถทำงานในบทบาทฝ่ายค้านได้อย่างแปลกใหม่ในการชี้ให้เห็นความเลวร้ายของโครงสร้างอำนาจของประเทศ ซึ่งเป็นเหตุของความสิ้นหวังในโอกาสพัฒนาประเทศให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
และเปิดปรากฏการณ์ “ฟีเว่อร์บุคลิกภาพผู้นำรุ่นใหม่” ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ทำให้ผลการเลือกตั้งปี 2566 ได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ถึง 151 ที่นั่ง เป็นแบบแบ่งเขต 112 ที่นั่ง แบบบัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง
ทว่า ครั้งนี้เองที่ชัดเจนว่า “อำนาจที่ได้จากประชาชน ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ารัฐพันลึก” ไม่เพียงพรรคชนะที่ 1 ถูกเขี่ยไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังถูก “ยุบพรรค” ต้องเปลี่ยนเป็น “พรรคประชาชน” แกนนำพรรคถูกตัดสิทธิ์กันระนาว
คำตอบชัดเจนยิ่งว่าไม่มีพื้นที่ในอำนาจให้ เพียงแต่ความเชื่อว่าความหวังยังมี คือ “การชนะเลือกตั้งให้ได้ ส.ส.มากกว่าครึ่งสภา”
ทั้งหมดทั้งคนเก่า คนใหม่ ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ เพื่อเป้าหมายดังกล่าว
แต่แล้วผลการเลือกตั้ง 2569 เป็นคำตอบที่ชวนสลดหดหู่ ด้วยชัยชนะเป็นของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่รับรู้กันว่าได้รับการสนับสนุนจาก “รัฐซ้อนรัฐ” อย่างขาดลอย
ไม่เพียงพรรคประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับความพ่ายแพ้ และกลับมาทบทวนกันใหม่ แม้รู้ดีว่าเหตุจากความพ่ายแพ้ไม่ได้เกิดจาก “ประชาชนเสื่อมศรัทธา” แต่พลังของ “อำนาจรัฐซ้อนรัฐ” เหนือกว่าในการควบคุมคะแนนในเขตพื้นที่ จนกระทั่งการทบทวนดูจะมีแนวโน้มว่าต้องให้ผู้สมัครในพื้นที่เขตทำงานเข้าถึงมวลชนให้เข้มแข็งขึ้น
โดยมีการจัดตั้งทีมงานอาสาเสริมเข้าไป เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้ใกล้ชิดขึ้น แทนที่จะเน้นหนักในการทำหน้าที่ในบทบาทสมาชิกรัฐสภา ที่ต้องจัดการกับปัญหาในภาพรวมของประเทศ และตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างเข้มข้นเหมือนที่ผ่านมา
กลับกลายเป็นว่า “ส.ส.พื้นที่” ต้องปรับตัวให้มาสู่วิถีแบบ ส.ส.พรรคอื่นให้มากขึ้น ดูแลใกล้ชิด เป็นที่พึ่งให้ประชาชนในพื้นที่เขตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ให้หมดไปกับการทำตัวใกล้ชิด ร่วมทุกข์ร่วมสุข รู้ร้อนรู้หนาวร่วมกับประชาชน
เหมือนเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เป็นการ “แก้ไขที่จุดอ่อน และให้ลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ” ด้วยความคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงฟื้นความนิยมกลับมาได้
แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ “จริงหรือ” การแก้ไข “จุดอ่อนที่เป็นจุดแข็งของพรรคคู่แข่ง ถูกต้องจริงหรือ”
หากถามว่า “ระหว่างจุดยืน อุดมการณ์ ความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ เพื่อโอกาสของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคตที่ดีกว่า ซึ่งเป็นผลงานที่นำความสำเร็จมาให้ กับการปรับตัวเพื่อเข้ากับวัฒนธรรมทางการเมืองเก่าๆ ที่ต้องเริ่มต้นกันใหม่หมด”
ผู้สมัครพรรคประชาชนได้รับเลือกมาด้วย “เงื่อนไข และปัจจัยแบบไหน ประชาชนส่วนใหญ่ยังเลือกพรรคประชาชนเพราะอะไร”
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และ “ผู้นำพรรคอีก 44 คนที่อนาคตแขวนไว้บนความเมตตาของเครือข่ายรัฐพันลึกหรอก”
แต่กำลังจะถ่ายโอนไปยัง “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าจะ “กอบกู้ความคิดของคนในพรรคให้หลุดจากการยอมจำนนกับความสิ้นหวังที่ไปกันใหญ่เช่นนั้น” ได้อย่างไร
