bg-single

สุดทาง ‘พรรคประชาชน’ : กอบกู้ก่อน ‘กู่ไม่กลับ’

10.04.2026

เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ

เสียงวิจารณ์รัฐบาล “อนุทิน 2” เรื่องความสามารถในการรับมือ “วิกฤตพลังงาน” สนั่นชวนหวั่นไหว กระทบจนแทบไม่เหลือความเชื่อมั่น แต่กลับแทบไม่มีผลอะไรเลยต่อ “ความหวังในพรรคประชาชน” ทั้งที่ได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 มี ส.ส. 120 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร มีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ หมายถึงคะแนนที่เลือกพรรคมากเป็นอันดับ 1 ถึง 11,043,309 คะแนน บ่งบอกถึง “ศรัทธาประชาชนต่อพรรคยังท่วมท้น”

แต่เป็น “ศรัทธาที่สิ้นหวัง” ในโอกาสที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศในปัจจุบัน โดยเป็นที่รู้และยอมรับกันไปแล้วว่า “พรรคประชาชน” ก้าวไม่ผ่านการอนุญาตจาก “รัฐซ้อนรัฐ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเหนือสิ่งใดในการกำหนด “การจัดการอำนาจรัฐของประเทศนี้”

ที่หนักกว่าการยอมรับของคนทั่วไป คือแม้แต่แนวโน้มความคิดความเชื่อของคนในพรรคยังถูกมองว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มต่อการ “ยอมจำนน” ต่อชะตากรรมเช่นนั้น ในระดับมองเห็นหนทางสู้ผิดแผกไป

ผู้ที่มองปรากฏการณ์นี้ได้ชัด และนำเสนออย่างตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนสำคัญ ด้วยบทสรุป “2 น้อยไปกับ 2 มากไป” ซึ่งสรุปคือ “สู้ในยุทธศาตร์ที่เคยสู้น้อยเกินไป-ปรับตัวสู่บทบาททางการเมืองที่ไม่แตกต่างจากพรรคอื่นมากไป”

จาก “พรรคอนาคตใหม่” ที่ทดลองนำเสนอ “การเมืองคุณภาพใหม่” ที่ไม่เหลือเชื้อการเมืองแบบเก่าๆ อย่างสิ้นเชิง ด้วยการวางยุทธศาสตร์ของ “คณะผู้ก่อตั้งพรรคชุดแรก” ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นตัวแสดงนำสำคัญ ในภูมิปัญญาของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” มี “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” อธิบายเสริม “ชัยธวัช ตุลาธน” ขับเคลื่อนเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร-รังสิมันต์ โรม และอีกหลายคนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน

พร้อมทีมข้อมูลเบื้องหลังที่ทรงประสิทธิภาพ สร้างบทบาทต่อสู้กับความเน่าเฟะของกลไกควบคุมการจัดการประเทศที่เป็นอยู่ จนประสบความสำเร็จในผลการเมืองตั้งใหญ่ ปี 2562 อย่างน่าตื่นตาตื่นใจด้วยจำนวน ส.ส.มากถึง 81 คน

หลัง “อนาคตใหม่” ถูกยุบ เปลี่ยนมาเป็น “พรรคก้าวไกล” ที่สามารถทำงานในบทบาทฝ่ายค้านได้อย่างแปลกใหม่ในการชี้ให้เห็นความเลวร้ายของโครงสร้างอำนาจของประเทศ ซึ่งเป็นเหตุของความสิ้นหวังในโอกาสพัฒนาประเทศให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

และเปิดปรากฏการณ์ “ฟีเว่อร์บุคลิกภาพผู้นำรุ่นใหม่” ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ทำให้ผลการเลือกตั้งปี 2566 ได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ถึง 151 ที่นั่ง เป็นแบบแบ่งเขต 112 ที่นั่ง แบบบัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง

ทว่า ครั้งนี้เองที่ชัดเจนว่า “อำนาจที่ได้จากประชาชน ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ารัฐพันลึก” ไม่เพียงพรรคชนะที่ 1 ถูกเขี่ยไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังถูก “ยุบพรรค” ต้องเปลี่ยนเป็น “พรรคประชาชน” แกนนำพรรคถูกตัดสิทธิ์กันระนาว

คำตอบชัดเจนยิ่งว่าไม่มีพื้นที่ในอำนาจให้ เพียงแต่ความเชื่อว่าความหวังยังมี คือ “การชนะเลือกตั้งให้ได้ ส.ส.มากกว่าครึ่งสภา”

ทั้งหมดทั้งคนเก่า คนใหม่ ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ เพื่อเป้าหมายดังกล่าว

แต่แล้วผลการเลือกตั้ง 2569 เป็นคำตอบที่ชวนสลดหดหู่ ด้วยชัยชนะเป็นของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่รับรู้กันว่าได้รับการสนับสนุนจาก “รัฐซ้อนรัฐ” อย่างขาดลอย

ไม่เพียงพรรคประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับความพ่ายแพ้ และกลับมาทบทวนกันใหม่ แม้รู้ดีว่าเหตุจากความพ่ายแพ้ไม่ได้เกิดจาก “ประชาชนเสื่อมศรัทธา” แต่พลังของ “อำนาจรัฐซ้อนรัฐ” เหนือกว่าในการควบคุมคะแนนในเขตพื้นที่ จนกระทั่งการทบทวนดูจะมีแนวโน้มว่าต้องให้ผู้สมัครในพื้นที่เขตทำงานเข้าถึงมวลชนให้เข้มแข็งขึ้น

โดยมีการจัดตั้งทีมงานอาสาเสริมเข้าไป เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้ใกล้ชิดขึ้น แทนที่จะเน้นหนักในการทำหน้าที่ในบทบาทสมาชิกรัฐสภา ที่ต้องจัดการกับปัญหาในภาพรวมของประเทศ และตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างเข้มข้นเหมือนที่ผ่านมา

กลับกลายเป็นว่า “ส.ส.พื้นที่” ต้องปรับตัวให้มาสู่วิถีแบบ ส.ส.พรรคอื่นให้มากขึ้น ดูแลใกล้ชิด เป็นที่พึ่งให้ประชาชนในพื้นที่เขตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำให้ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ให้หมดไปกับการทำตัวใกล้ชิด ร่วมทุกข์ร่วมสุข รู้ร้อนรู้หนาวร่วมกับประชาชน

เหมือนเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เป็นการ “แก้ไขที่จุดอ่อน และให้ลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ” ด้วยความคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงฟื้นความนิยมกลับมาได้

แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือ “จริงหรือ” การแก้ไข “จุดอ่อนที่เป็นจุดแข็งของพรรคคู่แข่ง ถูกต้องจริงหรือ”

หากถามว่า “ระหว่างจุดยืน อุดมการณ์ ความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ เพื่อโอกาสของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคตที่ดีกว่า ซึ่งเป็นผลงานที่นำความสำเร็จมาให้ กับการปรับตัวเพื่อเข้ากับวัฒนธรรมทางการเมืองเก่าๆ ที่ต้องเริ่มต้นกันใหม่หมด”

ผู้สมัครพรรคประชาชนได้รับเลือกมาด้วย “เงื่อนไข และปัจจัยแบบไหน ประชาชนส่วนใหญ่ยังเลือกพรรคประชาชนเพราะอะไร”

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และ “ผู้นำพรรคอีก 44 คนที่อนาคตแขวนไว้บนความเมตตาของเครือข่ายรัฐพันลึกหรอก”

แต่กำลังจะถ่ายโอนไปยัง “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าจะ “กอบกู้ความคิดของคนในพรรคให้หลุดจากการยอมจำนนกับความสิ้นหวังที่ไปกันใหญ่เช่นนั้น” ได้อย่างไร



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ทำไม รัฐมนตรี มหาดไทย กลายเป็น ตำบล กระสุนตก
ดร.วันดี – สุทธิพงษ์ มอบเงิน 1 ล้านบาท ผอ.โรงพยาบาลพระปิยมหาราช จ.ตราด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้
เกมการทูตพม่าที่ กท. ! | สุรชาติ บำรุงสุข
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์พลขันธ์กับความคิดสันติภาพ (22) พระสารสาสน์ฯ กับความคิดเรื่องสันติภาพ
พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475 กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (39)
E-DUANG | ชะตากรรม ไทยรักไทย มาอนาคตใหม่ ก้าวไกล
Saucony Thailand เปิดตัว “Saucony BKK 10K” งานวิ่งระดับนานาชาติที่ยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งวัฒนธรรมการวิ่ง
TrueOnline Home Next เชื่อมต่อทุกศักยภาพ สู่ทุกความเป็นไปได้ ร่วมผลักดัน Mister Global Thailand 2026 เปล่งประกายสู่เวทีโลก
การแก้ปัญหาเมือง
นักเขียน กับงาน จาก กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไปยัง ‘ศรีบูรพา’
มายา อวิชชา และมโน! ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา