bg-single

ความตาย พฤษภาทมิฬ 2535 สร้างประชาธิปไตย 2553 ตายมากกว่า… ทำให้คนก้าวหน้า แต่ไร้อำนาจ

17.04.2026

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

ความตายในเดือน เม.ย.- พ.ค.2553
..ทำให้เรารู้ว่า…เพื่ออำนาจ ฆ่าคนก็ทำได้

ที่ทบทวนเหตุการณ์อีกครั้งก็เพื่อจะได้ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ไม่ใช่อุบัติเหตุเพราะเกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้ง ในช่วงเวลาที่ต่างกัน มีระยะเวลาติดต่อกันนานนับ 2 เดือน ผลลัพธ์ของการกระทำครั้งนั้นเกิดจากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทำให้เกิดปัญหาใหม่ จึงต้องแก้อีกปัญหาต่อไปเรื่อยๆ จนถลำลึกเข้าวังวนแห่งความรุนแรง

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 (ศปช.) ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในวาระครบรอบ 7 ปีของเหตุนองเลือด

โดยระบุว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ และกองทัพใช้กำลังเกินกว่าเหตุและละเมิดกฎการใช้กำลังจากเบาไปหาหนักในการสลายการชุมนุม

มีการระดมกำลังพลของกองทัพถึง 67,000 นาย มีการเบิกจ่ายกระสุนจริงถึง 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด เท่ากับมีการใช้กระสุนจริงไปทั้งสิ้น 117,923 นัด

มีการเบิกจ่ายกระสุนสำหรับการซุ่มยิง (สไนเปอร์) 3,000 นัด ส่งคืนเพียง 880 นัด เท่ากับใช้ไป 2,120 นัด

และมีการประกาศ “เขตกระสุนจริง” ต่อผู้ชุมนุมอย่างเปิดเผย….

การเสียชีวิตและบาดแผลของผู้เสียชีวิตฝ่ายพลเรือนเกือบทั้งหมดเสียชีวิตจากกระสุนปืน โดยมากกว่าร้อยละ 50 พบบาดแผลบริเวณช่วงบนของลำตัว อาทิ ใบหน้า ศีรษะ หน้าอก ท้อง ปอด และลำคอ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประสงค์ให้ถึงแก่ชีวิต

หลังเหตุการณ์ เราพบเห็นความอยุติธรรม
ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิด ผู้มีอำนาจแม้แต่คนเดียว

เดือนตุลาคม 2556 (สมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) อัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ในความผิดฐานร่วมกันก่อ หรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำ หรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าโดยเจตนา..

แต่หลังการรัฐประหารพฤษภาคม 2557 มีการพิพากษายกฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ด้วยเหตุผลว่าทั้งสองออกคำสั่งขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น ศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจพิจารณาถือเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง

ต้องให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ชี้มูลความผิดและยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฉะนั้น ศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจพิจารณา

ขณะที่ทางด้าน ป.ป.ช.ก็มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป ด้วยเหตุผลว่า ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ส่วนความผิดคนที่ใช้อาวุธก็ถือเป็นความรับผิดเฉพาะตัวเท่านั้น

สรุปว่า ไม่มีใครในระดับสั่งการต้องรับผิดชอบต่อการสังหารกลางเมือง ถ้าจะเอาผิดต้องไปเอาผิดกับผู้ปฏิบัติการคนเล็กๆ เป็นรายบุคคล

แม้ล้อมปราบ และสังหารหมู่ ปี 2553
แต่แนวทางการต่อสู้ เปลี่ยนไปจากยุค 2519

ถ้าลองเปรียบเทียบปรากฏการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 จะพบว่าไม่ได้เป็นอุบัติเหตุที่จบในวันเดียว แต่มีสภาพที่กดขี่ บีบคั้น และทำร้ายทำลายกันมาเป็นระยะเวลานับนานนับปี สุดท้ายฝ่ายขวาก็วางแผนกวาดล้างฝ่ายซ้ายและยึดอำนาจรัฐ ฝ่ายซ้ายที่โดนเล่นงานหนักขนาดนั้นก็จับอาวุธต่อสู้ โดยไม่ต้องคิดนาน เพราะช่วงนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็เสนอแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ

เหตุการณ์ล้อมปราบ และสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่จับปืนสู้ก็ต้องตาย และที่จับปืนสู้แล้วชนะก็มีให้เห็นในสงครามเวียดนาม ดังนั้น เมื่อถูกฆ่ากลางเมืองอาการฟิวส์ขาดก็ทะลักออกมา กลายเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธในฉับพลันทันใด ตั้งแต่ปลายปี 2519 จนถึง 2525 มีคนล้มหายตายจากไปหลายพัน เป็นสงครามจรยุทธ์กระจายไปเกือบทั่วประเทศ แต่ระยะเวลาเพียงแค่ 6 ปี

เราอดทนถึงที่สุด…ก็สุดทน แต่ยุคนี้ทางเดินจำกัด

แม้การต่อสู้ในเดือนเมษายน – พฤษภาคม ปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมเรียกร้องเยอะที่สุด ประชาชนถูกสังหารไป 90 กว่าคน เจ็บหลายพัน ถึงจะรู้สึกฟิวส์ขาดอย่างไร โกรธอย่างไร แต่แนวทางการต่อสู้ในช่วงนั้นไม่มีผู้มีกำลังอำนาจคนไหนเสนอการใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธ อาจมีกลุ่มหัวรุนแรงเพียงไม่กี่คนซึ่งก็ไม่สามารถสร้างกระแสอะไรได้

สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดตรงกันก็คือ ต้องต่อสู้ผ่านระบอบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้ง

ดังนั้น ในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยจึงได้รับชัยชนะได้เสียงเกินครึ่งสภา ดูเหมือนชัยชนะครั้งนี้จะทำให้หลายคนตั้งเป็นทฤษฎีว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังทำได้โดยแนวทางรัฐสภา และสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้

ความเชื่อมั่นในแนวทางรัฐสภาผ่านการเลือกตั้ง ยังส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง จึงมีพรรคอนาคตใหม่ แม้จะถูกยุบ 2 ครั้งจนกลายเป็นพรรคประชาชน ก็ยังเดินแนวทางนี้ต่อ

การเลือกตั้ง
ภายใต้โครงสร้างปัจจุบัน
สร้างประชาธิปไตยเป็นจริงได้หรือ?

ในความเป็นจริง กลุ่มอำนาจเก่าซึ่งเป็นอนุรักษนิยมขวาจัดไม่ได้ยอมรับแนวทางการต่อสู้แบบยุติธรรม พวกเขากลับใช้วิธีสกปรกด้วยการแทรกแซงโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจตุลาการ มีทั้งองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลต่างๆ ที่สามารถตัดสินคดีการเมืองและนักการเมืองได้ด้วย

ส่วนที่ 2 คือ อำนาจทหารก็ยังอยู่ในมือพวกเขาเกือบ 100% ดังนั้น ถ้าแพ้เลือกตั้งเขาก็จะใช้กฎหมายผ่านศาล ถ้าทำอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ใช้กำลังทหารกำลังอาวุธทำการรัฐประหาร

ทฤษฎีการเข้าสู่อำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้งและพัฒนาระบบรัฐสภาเพื่อสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงยังเป็นเพียงทฤษฎีในกระดาษ ในทางปฏิบัติแล้ว หลังจากการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมาไม่สามารถทำได้เลย ดังนั้น ต่อให้ไม่พอใจที่สุด อดทนที่สุดแล้วมาต่อสู้ทางรัฐสภาก็ยังสามารถถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ์การเมือง บางทีถึงติดคุก

กลุ่มเด็กๆ เคยทนไม่ได้แล้วไปเดินขบวนเรียกร้อง พอล้ำเส้นที่กฎหมายซึ่งพวกเขาร่างเอาไว้ก็ถูกจับกุมคุมขังไปตามๆ กัน

ความตาย พฤษภาทมิฬ 2535
สร้างประชาธิปไตย
ความตายเมษา-พฤษภา 2553
มีการสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตย

หลังพฤษภาทมิฬ ปี 2535 มีการสร้างฐานทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย และสามารถเติบโตต่อเนื่องไปได้เกือบ 15 ปี

จนกระทั่งมาเกิดการรัฐประหารในปี 2549 หลังจากนั้นเราพบเห็นการสร้างฐานอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย แม้ไม่สำเร็จก็ทำซ้ำ

การล้อมปราบเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้

จากนั้นก็ตามด้วยการล้มรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2555 และ 2556 ซึ่งใช้รูปแบบเดิมๆ คือเริ่มด้วยม็อบ กปปส. จึงมีการยุบสภา มีการบอยคอตต์การเลือกตั้ง ศาลปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์จากคดีแต่งตั้งโยกย้ายเลขา สมช. สุดท้ายก็จบลงด้วยการรัฐประหารใน 22 พฤษภาคม 2557

จากนั้นขั้นตอนสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยก็เดินต่อ โดยการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 (รายละเอียดอยู่ในบทความ..รัฐบาลเปลี่ยนกี่ชุดก็ได้ แต่ระบอบอำมาตยาธิปไตย ยังคงอยู่..)

สรุปว่า การล้อมปราบเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 จนถึงปัจจุบัน รวม 16 ปี ระบอบอำมาตยาธิปไตยกลายเป็นเนื้อแท้ ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย สภาพของอำนาจอธิปไตย ทั้งบริหาร..นิติบัญญัติ..และตุลาการไม่ได้เป็นของประชาชนและเพื่อประชาชน นี่ยังไม่นับอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

จนถึงวันนี้ คนในชนบท คนในเมือง คนทำงาน เยาวชนก้าวหน้ามากขึ้นเกินกว่าครึ่ง แม้ระบบจะถอยหลัง แต่ยังไม่มีคุณภาพพอที่จะสู้กับอำนาจซ้อนในระบบได้

การเปลี่ยนแปลงของนักการเมืองคนสำคัญที่ได้พบเห็น

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ถูกฟ้อง ต้องลี้ภัย

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากหัวหน้า และก็กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.เหมือนเดิม

นายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ 2 ช่วงเวลา จากนั้นเป็นองคมนตรี

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคส้ม ถูกตัดสิทธิ์การเมือง

นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับไทย แต่ถูกขังอยู่ในสภาพตัวประกัน

นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคแดง ถูกปลด

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล มาทำหน้าที่คล้ายนายกฯ อภิสิทธิ์ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

รอดูคดี 44 ส.ส.พรรคประชาชน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”