หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
เป็นหนุ่มโกงสอบราชการ พอแก่โกงทุกระบบ โกงจนสังคมล้มเหลว
“โตไปไม่โกง” เป็นแคมเปญเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกความซื่อสัตย์ที่เราได้ยินมาประมาณปี 2562 หวังสร้างค่านิยมหลัก 5 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต, มีจิตสาธารณะ, ความเป็นธรรมทางสังคม, การกระทำอย่างรับผิดชอบ และการอยู่อย่างพอเพียง เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตในสังคม
เวลาผ่านไปเกือบ 7 ปี พบว่าเราไม่สามารถสร้างค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและค่านิยมที่ดีงามตามที่ต้องการได้เลยแม้แต่ประการเดียว
ประชาชนบางคนคิดว่าเรากำลังก้าวสู่สังคมที่ล้มเหลว โดยดูจากเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นและเป็นข่าว เช่น ตึก สตง.ที่กำลังสร้างใหม่ถล่มคนเสียชีวิตเกือบร้อยคน และก็พบว่ามีการแก้แบบลดค่าใช้จ่ายแต่ไปจัดซื้ออุปกรณ์หรูหราเกินความจำเป็น และจนถึงบัดนี้ก็ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาได้
ถ้าหน่วยงานตรวจสอบที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศสามารถทำได้เพียงแค่นี้ จะไปหวังอะไรกับการตรวจสอบการทุจริตการคดโกงที่มีขึ้นอย่างมากมายในขอบเขตทั่วประเทศ
แต่การโกงเกี่ยวกับการก่อสร้างการจัดซื้อคอร์รัปชั่นเพื่อหาผลประโยชน์ยังเป็นเรื่องที่เกิดทีหลัง เพราะจะทำได้ต้องมีอำนาจก่อน
คนแก่โกงเพื่อให้ได้อำนาจ
การโกงอำนาจก็เพื่อที่จะเปลี่ยนเจตนารมณ์ของประชาชน เปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎหมาย กำหนดการใช้งบประมาณตามที่ต้องการ ถ้าเป็นหลังรัฐประหารทำได้เลย แต่ถ้ามีเลือกตั้งก็จะยุ่งยากขึ้น มีหลายขั้นตอน
1. ต้องซื้อเสียงจากผู้ลงคะแนนเพื่อให้ได้ ส.ส.จำนวนมากในสภาผู้แทนราษฎร
2. ซื้อหน่วยเลือกตั้งให้กรรมการหน่วยช่วยโกง ดังนั้น จะต้องมีการเฝ้าหน่วยเลือกตั้งจนนับคะแนนเสร็จ เพราะถ้าเผลอไม่มีคนอยู่อาจจะมีคนกาใบบัตรยัดลงในหีบทีละปึก ยิ่งถ้าไม่อยู่ตอนนับคะแนนก็จะมีการนับโกง
3. ซื้อ ส.ส.ให้ย้ายข้างมายกมือให้ฝ่ายตนเอง หรือบางทีก็ใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีมาล่อมาต่อรอง ตอนนี้มีช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการย้ายพรรค
4. ซื้อ ส.ว. การโกงอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติยังมีการโกงการเลือก ส.ว.ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ฮั้ว ส.ว.ซึ่งมีการทำเป็นขบวนการใหญ่ระดับประเทศสามารถล็อกผลคะแนนให้ได้ ส.ว.เป็นบุคคลที่ต้องการ จำนวนประมาณ 2 ใน 3 ของ ส.ว. 200 คน ถือเป็นการยึดอำนาจทางอ้อม
การโกงโดยใช้กรรมการผู้ตัดสิน
ถ้าเป็นเกมฟุตบอลจะน่ากลัวมาก เพราะกรรมการสามารถไล่ตัวเก่งออกจากสนาม เป็นการโกงที่คุกคามอำนาจอธิปไตยของประชาชน เพราะสามารถเปลี่ยนรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้
เมื่อ ส.ว.สามารถจะเลือกกรรมการองค์กรอิสระ ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการ กกต. และองค์กรอิสระทั้งหมด พวกเขาจึงกำหนดตัวกรรมการ
ตอนนี้ ส.ว.ที่กำลังถูกฟ้องกลายเป็นผู้เลือกกรรมการ ป.ป.ช.มาตัดสินชี้ถูกชี้ผิดตัวเองว่าโกงการคัดเลือกหรือไม่ สมควรจะส่งคดี ส.ว.ไปให้ศาลหรือไม่ หรือจะยกทิ้ง
ถ้าจะทำแบบนี้ก็ใช้อำนาจเผด็จการเหมือนกับสมัยหลังรัฐประหาร 2557 ที่บอกว่าคดีการสังหารชีวิตประชาชนคนเสื้อแดงเกือบร้อยคนไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดฝ่ายการเมืองและผู้บังคับบัญชาชั้นสูงได้ ให้ไปตามหาคนที่ยิงคนตายและไปฟ้องร้องเอาผิดเป็นรายคนเอาเอง
ถึงตอนนี้ก็ได้บทสรุปแล้วว่า การโกงอำนาจสามารถทำได้ครบวงจร เพราะสามารถเข้าคุมได้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และแทรกแซงขบวนการยุติธรรมได้แล้ว จะดึงคดีเป่าคดีต่อให้เรื่องใหญ่ดังจนคนรู้ทั้งประเทศก็ไม่สนใจ ผู้มีอำนาจจะทำอย่างไรก็ได้ไม่ต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น
คนหนุ่มหัดโกง เริ่มจากซี้อตำแหน่ง
เมื่อมองดูอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการซึ่งกำลังตกอยู่ในกระแสอิทธิพลของผู้ที่โกงชาติ แต่กระบวนการโกงทั้งหมดจะสมบูรณ์ต้องมีระดับข้าราชการมาเกี่ยวข้องด้วย
ตอนนี้จึงพบว่าการโกงในระดับราชการก็เริ่มมาตั้งแต่สอบเข้า
ล่าสุดคือ การโกงการสอบเข้าเพื่อรับราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีผู้สมัครประมาณ 400,000 คน จะรับประมาณ 6,000 คน แต่ตามข่าวมีคนไปยอมเสียเงินจ่ายเพื่อซื้อตำแหน่งถึง 9,000 คน และแต่ละคนต้องจ่ายเงินจำนวนไม่ใช่น้อย คือตั้งแต่ 350,000 บาทจนถึง 750,000 บาท
มีหลายคนบอกว่านี่เป็นการสร้างระบบโกงให้ครบวงจร
ที่กล้าทำก็เพราะคิดว่าในเมื่อระบบยุติธรรมพวกเขาดึงให้เอียงได้ จะไปกลัวอะไรกับเรื่องทำความผิด ถ้าโกงระดับชาติแบบฮั้ว ส.ว.ซึ่งมีคนเกี่ยวข้องเป็นหมื่นก็ทำได้ แม้ถ่ายทอดออกวงจรปิดยังกล้าทำ แค่โกงสอบเข้าราชการทำไมจะทำไม่ได้ และเรื่องนี้เมื่อมีเงินเกี่ยวข้องเฉลี่ยจ่ายคนละ 500,000 บาท จ่าย 9,000 คนก็เท่ากับ 4,500 ล้าน คนพวกนี้อาจคิดว่าเป็นเด็กเดินตามผู้ใหญ่ (ที่โกง) หมาไม่กัด แต่ครั้งนี้หมาคงกัดเด็ก
ถ้าพวกซื้อตำแหน่งเข้าไปได้ก็ต้องถอนทุนคืนและหากำไรด้วยการทุจริต ขูดรีดเอากับประชาชน กับพ่อค้า และโกงเงินหลวง
ถึงตอนนี้วิเคราะห์ได้ว่า ในทุกระบบของบ้านเมืองเรามีคนจำนวนมากที่ยอมรับระบบโกงว่าเป็นเรื่องปกติ ทำแล้วก็ยังอยู่ในสังคมได้ ดังนั้น การโกงยุคนี้จึงลามไปถึงวงการศาสนา พระ วงการศึกษา ฯลฯ
โกงจนสังคมล้มเหลว
เมื่อระบบโกงถูกทำให้กลายเป็นวัฒนธรรม กลายเป็นระเบียบปฏิบัติที่แม้ไม่เขียนไว้แต่ต้องจ่าย
ในสภาพเป็นจริง พวกพ่อค้าที่ทำมาหากินไม่มีใครอยากไปจ่ายเงินสินบน เพราะเท่ากับเป็นการตัดกำไรของตัวเอง แต่ถ้าไม่ทำ พวกเขาจะไม่มีโอกาสแม้แต่เข้าประมูลงาน พอจ่ายให้เท่ากับเติมเต็มระบบโกง กลายเป็นวงจรที่ครบสมบูรณ์ ดัชนีการคอร์รัปชั่นของประเทศเราจึงอยู่ในระดับนำหน้า
ประเมินกันว่า เงินงบประมาณที่รั่วไหลออกไปผ่านการคอร์รัปชั่นมีไม่น้อยกว่า 30%
เงินก้อนนี้ไปเข้ากระเป๋าของผู้มีอำนาจในแต่ละระดับมากน้อยต่างกัน
นี่ยังไม่นับระบบเศรษฐกิจใต้ดินตั้งแต่หวยบ่อนพนันธุรกิจเถื่อนต่างๆ ซึ่งจะมีเงินไหลอยู่ใต้ดินอีกหลายแสนล้าน
เมื่อความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ การแทรกแซงจากต่างชาติก็จะรุนแรงขึ้น ทั้งมาแบบหากำไรชั่วคราวและพยายามเข้ามาเอาสัญชาติไทย ทำธุรกิจแบบไม่สนใจกฎเกณฑ์และกฎหมาย ไม่สนใจเรื่องสถาบันของชาติและวัฒนธรรมเรื่องศาสนาเรื่องสิ่งแวดล้อม
ถ้ามองภาพรวมจะพบว่า ทุกระบบที่เชื่อมโยงให้สังคมอยู่ได้ถูกการโกงทำลายจนเสาหลักที่ประคองให้สังคมดีงามได้ทรุดตัวและคดงอแล้ว ระบบสังคมจะล้มเหลว ถ้าทุกระบบเดินต่อด้วยกลไกการโกง ความยุติธรรมกลายเป็นสายใยบางๆ ดึงตาชั่งให้เที่ยงตรงไม่ได้
ที่ต้องทำด่วนคือฟื้นระบบยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
