บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ผมเขียนบทความฉบับนี้จากเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของผม หลังจากใช้เวลาสองปีที่ผ่านมาอยู่กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐอเมริกา
โดยครั้งนี้ผมได้รับโอกาสให้มาร่วมงานกับ Institute of Asian Research ที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับอาเซียน
ขณะเดียวกันก็ยังคงจะกลับไปบอสตันบ่อยๆ ต่อไป โชคดีที่การเดินทางระหว่างแวนคูเวอร์กับบอสตันไม่ได้ลำบากจนเกินไปนัก
ผมคิดว่าเวลานี้เป็นช่วงที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการมาศึกษาการเมืองแคนาดา
เพราะในวันที่ระเบียบโลกกำลังแตกร้าว การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน หรือ G2 กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศอื่นๆ จึงต้องกลับมาคิดว่าจะรักษาผลประโยชน์และอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองอย่างไร
โดยไม่ต้องผูกชะตากรรมไว้กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ผมติดตามและค่อนข้างประทับใจแนวทางการนำของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางทั้งแคนาดาและอังกฤษ
ก่อนก้าวเข้าสู่การเมืองในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง เขามองเห็นว่าความสัมพันธ์แบบเดิม โดยเฉพาะการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาอย่างมากทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงพออีกต่อไป แคนาดาจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง สร้างพันธมิตรใหม่ และเพิ่มบทบาทของตนเองในฐานะประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศอำนาจขนาดกลางไม่จำเป็นต้องมีอำนาจทางทหารหรือขนาดเศรษฐกิจเทียบเท่ามหาอำนาจ จึงจะมีบทบาทในการกำหนดกติกาโลกได้ หากสามารถรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองผ่านการค้า เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ
แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตลอดจนอาเซียนต่างมีศักยภาพที่จะมีบทบาทมากขึ้นในโลกที่กำลังแบ่งขั้ว
แต่ในขณะที่แคนาดากำลังแสวงหาบทบาทใหม่บนเวทีโลก การเมืองภายในประเทศก็กำลังเผชิญคำถามสำคัญไม่แพ้กัน
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐควิเบกเพิ่งจัดการเลือกตั้ง และพรรค Parti Qu?b?cois ซึ่งสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชกลับมาชนะการเลือกตั้ง ได้ 59 จาก 127 ที่นั่ง แม้ยังไม่ถึงขั้นครองเสียงข้างมาก แต่ก็มากพอให้ประเด็นการแยกประเทศกลับมาอยู่กลางวงสนทนาทางการเมืองอีกครั้ง หลังจากควิเบกเคยจัดประชามติเรื่องนี้มาแล้วสองครั้งในปี 1980 และ 1995
อีกด้านหนึ่ง รัฐแอลเบอร์ตาก็กำลังเตรียมลงประชามติวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ว่าควรเริ่มกระบวนการทางกฎหมายเพื่อนำไปสู่การลงประชามติแยกตัวที่มีผลผูกพันในอนาคตหรือไม่
แม้จะยังไม่ใช่การลงคะแนนเพื่อแยกประเทศโดยตรง แต่ก็สะท้อนความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลระดับรัฐ โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรพลังงาน การจัดสรรรายได้ และอำนาจทางเศรษฐกิจ
ควิเบกมีรากฐานข้อเรียกร้องจากภาษาและอัตลักษณ์ ขณะที่แอลเบอร์ตามีความไม่พอใจทางเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ทั้งสองแห่งกำลังตั้งคำถามเดียวกันว่า อะไรทำให้ประชาชนที่แตกต่างกันยังต้องการมีอนาคตร่วมอยู่ในประเทศเดียวกัน
คำถามนี้น่าสนใจสำหรับประเทศอย่างไทยไม่น้อย เพราะความเป็นเอกภาพของประเทศไม่ได้เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจเพียงอย่างเดียว หากต้องเกิดจากความรู้สึกของประชาชนว่าตนเองได้รับความเป็นธรรมและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตด้วย
ส่วนที่แวนคูเวอร์ซึ่งผมกำลังใช้ชีวิตอยู่ ก็มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 17 ตุลาคมนี้เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นและชอบมากคือ เมืองนี้จัดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าถึง 4 วัน ในวันที่ 3, 7, 10 และ 13 ตุลาคม เปิดหน่วยเลือกตั้งตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ประชาชนสามารถเลือกลงคะแนนในสถานที่ที่ตนเองสะดวกจากหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า 59 แห่งทั่วเมือง ยังไม่นับการลงคะแนนทางไปรษณีย์และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ
เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงประเทศไทย เรามักถกเถียงเรื่องประชาธิปไตยผ่านเรื่องใหญ่ เช่น รัฐธรรมนูญ ระบบเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระ
แต่บางครั้งคุณภาพประชาธิปไตยก็วัดได้จากเรื่องง่ายๆ ว่า ประชาชนต้องลำบากเพียงใดกว่าจะได้ใช้สิทธิ์ของตัวเอง
ผมคิดว่าระบบเลือกตั้งที่ดีควรออกแบบจากความสะดวกของประชาชน
ไม่ใช่ความสะดวกของผู้จัดการเลือกตั้ง
สําหรับผู้อ่านที่ติดตามกันมาตลอด อาจจำได้ว่าเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ผมเคยเดินทางมาแคนาดาและเขียนถึงโอกาสความร่วมมือระหว่างแคนาดากับอาเซียน โดยเฉพาะสามเรื่องที่ผมเรียกว่า 3C
ได้แก่ Critical Minerals, Cybersecurity และ Coastal Commons หรือแร่ธาตุสำคัญ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งและทะเลร่วมกัน
ผมยังเชื่อเช่นเดิมว่า ทั้งสามเรื่องนี้เป็นจุดที่แคนาดามีความเชี่ยวชาญและอาเซียนมีความต้องการอย่างมาก
แคนาดามีทรัพยากรแร่ธาตุที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
มีองค์ความรู้ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์
และมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศทางทะเล
ที่สำคัญ แคนาดาสามารถเป็นหุ้นส่วนที่มีประโยชน์ต่ออาเซียนโดยไม่ต้องพ่วงภาระทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันให้เลือกข้างในระดับเดียวกับการร่วมมือกับมหาอำนาจ
ยิ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คาร์นีย์ได้ต้อนรับประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ที่แวนคูเวอร์ พร้อมยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ครอบคลุมตั้งแต่พลังงาน แร่ธาตุสำคัญ ไปจนถึงความมั่นคงทางทะเล
ผมยิ่งเห็นว่าความสนใจในสามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงวิชาการอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริง
การกลับมาแคนาดาครั้งนี้ ผมจึงหวังว่าจะได้ต่อยอดความคิดเหล่านี้ให้เป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และคนรุ่นใหม่ระหว่างสองภูมิภาค
แวนคูเวอร์เป็นเมืองที่เหมาะกับการเริ่มต้นงานลักษณะนี้อย่างยิ่ง เพราะเป็นเมืองที่หันหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เชื่อมเศรษฐกิจอเมริกาเหนือเข้ากับเอเชีย และมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกัน จึงทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมของนักการทูต แต่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน ธุรกิจ มหาวิทยาลัย และชุมชนด้วย
ในโลกที่มหาอำนาจแข่งขันกันมากขึ้น ผมคิดว่าประเทศอำนาจขนาดกลางยิ่งต้องร่วมมือกันมากขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่เพื่อแข่งขันว่าใครจะเป็นมหาอำนาจรายต่อไป แต่เพื่อให้ประเทศของตนยังมีทางเลือก มีอำนาจต่อรอง และมีส่วนร่วมกำหนดกติกาที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของโลกไม่ควรถูกกำหนดโดย G2 เพียงสองประเทศ แต่ควรเป็นอนาคตที่ประเทศอื่นๆ มีสิทธิ์ร่วมออกแบบด้วย
