ในประเทศ
เข้าสู่ช่วงสิ้นปี บรรยากาศการเมืองไทยยังคงมืดมน ดูครึ้มๆ แกมลึกลับ ไร้ทางออก
ให้เปรียบเทียบกับภาพยนตร์ การเมืองไทยคงเหมือนหนังสไตล์ Film Noir คือเป็นแนวภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความสิ้นหวัง บาดแผลทางจิตใจ มีบรรยากาศมืดมน ตัวละครมีเทาๆ โทนสีแบบขาวดำ
จนถึงวันนี้ก็นับถอยหลังเข้าสู่ฤดูกาลซักฟอกครั้งแรกของรัฐบาลนี้
อันที่จริงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและอีก 17 รัฐมนตรีของรัฐบาลภูมิใจไทย ควรจะเริ่มต้นได้แล้วในสัปดาห์นี้
ไม่รู้ว่าฝ่ายค้านคิดอะไรถึงเสียงแข็งอยากได้วันอภิปราย 5 วัน ทั้งที่รู้กันดีว่าเป็นไปได้ยาก
ภายหลังฝ่ายรัฐบาลก็ยอมเพิ่มวันซักฟอกให้ 1 วันเป็น 4 วัน ตรงตามหลักการ แต่ฝ่ายค้านกลับยื่นเงื่อนไขขอเลื่อนไปอ้างว่าต้องมีการจัดกำลังคนในการอภิปรายขึ้นใหม่
อาจจะเป็นความจำเป็นของฝ่ายค้านจริงๆ ก็ได้ แต่ในทางหนึ่ง มันก็เข้าทางรัฐบาลทันที
การต้องรอซักฟอกรัฐบาลเลื่อนไปถึงต้นเดือนธันวาคมกลับเป็นคุณต่อฝ่ายรัฐบาลอย่างยิ่งในทางการเมือง
รัฐบาลจะใช้เวลาที่เหลือจากนี้ในการอ่านเกมอภิปรายฝ่ายค้าน จากนั้นทยอยแก้เกมทีละปม เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการพูดกับประชาชน กลบประเด็นฝ่ายค้าน
รูปธรรมคือ สัปดาห์นี้เองเราได้เห็นรัฐบาลทยอยดัน “ประชานิยมสีน้ำเงิน” ออกมาติดๆ ล่าสุด คือโครงการโซลาร์เซลภาคประชาชน ต่อเนื่องจากไทยช่วยไทยพลัส
แม้แต่ในทางกระแสข่าว สัปดาห์นี้เราได้เห็นกรณีตำรวจออกหมายจับแจ้งข้อหาเครือข่ายเบน-สมิธ และยิม เลียก กรณีตำรวจแถลงใหญ่ จับขบวนการพ่อทิพย์สวมสัญชาติ ก็มิอาจมองขาดออกจากบริบทการเมืองช่วงนี้
อย่างน้อยทำให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังแล้วกับขบวนการทุนเทากินประเทศ
การลงนามเซ็นคำสั่งปรับลด “ต้นทุนทิพย์” หรือต้นทุนแฝง 4 รายการออกจากโครงสร้างราคาน้ำมันด้วยท่าทีการแถลงดุดันขึงขังของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็เช่นกัน
ทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลแรกที่เข้ามาแตะโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อลดกระแสวิจารณ์
แต่ถึงกระนั้นก็ดูจะไม่สำเร็จมากนัก
จากผลสำรวจคะแนนนิยมนายกฯ และพรรครัฐบาลที่ล่วงลงเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรก
เสียงวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง เป็นรูปธรรมสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลทำอะไร ขยับทางไหน คนก็รอวิจารณ์
แม้ฐานอำนาจพื้นที่การเมืองในระบอบจะเข้มแข็ง แต่การเมืองในพื้นที่ประชาสังคม-พื้นที่สาธารณะกลับตรงกันข้าม
นอกจากรัฐบาลจะไม่พยายามทำพื้นที่การเมืองเชิงกระแสให้เข้าถึงผู้คน กรณีที่เกิดกับไทยพีบีเอสยังสะท้อนว่ารัฐบาลพยายามจะยึดกุม-ขยายฐานอำนาจสีน้ำเงินในพื้นที่ประชาสังคมเสียอีก
ท่าทีของผู้มีอำนาจรัฐในวันนี้ดูเหมือนจะไม่แคร์ใครแล้ว ดูจากการตั้ง นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ตัวตึงอดีตงูเห่าค่ายส้มเข้ามาปะ ฉะ ดะ กับผู้เห็นต่างกับรัฐบาลชนิด 24 ชั่วโมง
หรือจะเป็นท่าทีของ ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ที่ออกมา “แอ๊กชั่น” ซัดกับรังสิมันต์ โรม ส.ส.ค่ายส้มถึงในห้องกรรมาธิการกฎหมาย ต่อเนื่องด้วยการใช้โซเชียลมีเดียและช่องทางกฎหมายจัดหนัก รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อตัวตึงค่ายสีส้มช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
หรือจะเป็นท่าทีของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ผสานกับภราดร ปริศนานันทกุล ที่ออกมาตอบโต้วาทกรรม “โง่-ห่วย-เลว” ของ ดร.อ้อ-การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างจริงจัง ไม่มีปล่อยผ่าน
ในความเข้มแข็ง เบ็ดเสร็จ จึงสะท้อนความเปราะบาง สภาวะอ่อนไหวบางอย่างของรัฐบาลอยู่
ยิ่งเกิดกรณีสามี ส.ส.หญิงของพรรคเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมออนไลน์สีเทา ส่งผลไปถึงเป้าหมายใหญ่ กล่องดวงใจบ้านใหญ่บุรีรัมย์ อาการตอบโต้ทางการเมืองของคนค่ายสีน้ำเงิน ยิ่งดูออกอาการล้นเกิน
ดังนั้น การเลื่อนซักฟอกไปอีกเป็นต้นเดือนธันวาคมจึงเป็นผลดีต่อรัฐบาลในขณะนี้ อย่างน้อยได้มีเวลาหายใจหายคอ ไปคิดแก้เกมฝ่ายค้าน กระตุ้นคะแนนนิยมให้กลับคืนมาก่อนศึกอภิปรายได้บ้าง
การเมืองของค่ายสีน้ำเงินที่ดูเข้มแข็ง แต่เอาเข้าจริงก็ยัง วนเวียนอยู่ในบรรยากาศ “นัวร์โพลิติกส์” ทำได้แค่ประคองกระเตงกันไปเช่นนี้
ขณะที่ฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคส้ม หลังจากพลาดการเจรจาต่อรองศึกซักฟอกรัฐบาล เปิดโอกาสให้ค่ายน้ำเงินมีเวลาแก้ต่างอีก 1 เดือน สถานะของค่ายสีส้มวันนี้เองก็มิใช่จะตีกินกระแสวิจารณ์รัฐบาลได้ง่ายๆ
เพราะตัวเองก็มีแผลจากการไปร่วมส่งค่ายสีน้ำเงินขึ้นสู่อำนาจ จนลามมาเป็นปัญหาภายในถึงวันนี้
ในพรรคเองก็เพิ่งจะจบศึกวิวาทะเจนเก่าเจนใหม่ซัดกันนัว ระหว่างฝั่งบันเทิงธิปไตยกับนักรบดื่มไวน์ในห้องแอร์
สัปดาห์ที่ผ่านมาฝั่งไอซ์ รักชนกตัวตึงของพรรคก็พลาด กรณีแชร์ข่าวสลิปเงินโอนค่าน้ำชา 7 ล้านบาท ภายหลังธนาคารกสิกรไทยแถลงยืนยันว่าไม่จริง ทำกระแสตีกลับเรียกทัวร์ให้ค่ายส้ม แต่เจ้าตัวก็ยังออกอารมณ์เขินๆ ให้ไปฟ้องคนที่ทำสลิปขึ้นมา
ทีนี้ยิ่งเข้าบาทาทีมงานสีน้ำเงินเข้าไปใหญ่ แม้จะอ้างว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลต่อศึกซักฟอกที่ต้องดูที่ประเด็นก็จริง แต่ชาวบ้านคอการเมืองเขามองแล้วก็อดห่วงไม่ได้ ยังไงมันก็เสียเครดิต
เพราะไม่ว่าเป้าหมายทางการเมืองจะดีแค่ไหน แต่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเรียกร้องและต้องการวิธีการที่ถูกต้องด้วย
การเมืองค่ายสีส้มวันนี้จึงมีบรรยากาศ “นัวร์โพลิติกส์” อยู่ไม่น้อย
จะเดินหน้าก็ยังมองไม่เห็นทางไป ไม่รู้จะรอดห่าพายุนิติสงครามอีกไหม ล่าสุด ก็โดนระบอบน้ำเงินกระชับอำนาจแม้แต่ในห้องประชุมกรรมาธิการ
ยังไม่นับปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจเชียร์ตั้งแต่คราวโหวตสีน้ำเงินเป็นนายกฯ มาถึงวันนี้ต่อให้ผิดพลาดเรื่องเล็กน้อย ก็ถูกหยิบเอาไปประเด็นเยาะเย้ย กระทั่งประจานอย่างหนักก็มี บางทีโดนด่าหนักกว่าฝั่งรัฐบาลจนเกือบลืมไปว่าพรรคส้มคือฝ่ายค้าน ไม่มีอำนาจ ไม่มีทรัพยากรอะไรมาก
ผลจากการสร้างภาพลักษณ์และความหวังไว้สูงช่วงเป็นพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล พอวันนี้มีเรื่องให้ผิดหวัง สถานการณ์มันก็เลยลุกลามแบบนี้นั่นแหละ
จนกว่าพรรคส้มจะแสดงให้เห็นฝีมืออย่างชัดเจนในศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาลรอบแรกนั่นแหละ สถานการณ์ถึงจะดีขึ้น
แต่ ณ ขณะนี้พรรคส้มก็ต้องแบกรับการค่อนแคะจากสังคมเช่นนี้ต่อไปอีกระยะ ส่วนการเมืองภายในของพรรคส้มเอง ก็ยังคงอยู่ในสภาวะ “นัวร์โพลิติกส์” ต่อไป
ผิดกับค่ายสีฟ้า
วันนี้ประชาธิปัตย์พาตัวเองไปเป็นคน “ไฮแจ็ก” ประเด็นหรือวาระการเมืองจากค่ายส้มหมดแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นกรณี ส.ส.ไอเดียร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องฮั้ว ส.ว. เรื่องเอไอพาสปอร์ต เรื่องวิกฤตราคาน้ำมัน ที่พรรคส้มทำงานมายาวนาน และเป็นคนเปิดประเด็น
แต่วันนี้คนกลับพูดถึง ศิริโชค โสภา, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ดร.การดี เลียวไพโรจน์, กรณ์ จาติกวณิช ซะอย่างนั้น
ขนาดเรื่องเจรจาต่อรองในสภา คนยังนึกถึงสาทิตย์ วงศ์หนองเตย มากกว่า ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ซะอีกทั้งที่ต้องไม่ลืมว่าประชาธิปัตย์มี ส.ส.แค่หลัก 20
ประชาธิปัตย์รอบนี้แม้คนน้อยแต่เสียงดัง ผ่านจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์มาแล้ว จึงเล่นการเมืองแบบไม่มีอะไรจะเสียได้เพื่อหวังดึงสถานะพรรคอนุรักษนิยมจากสีน้ำเงิน และยังต้องดึงมวลชนอนุรักษนิยมที่เคยตาสว่างหันซบพรรคส้มให้กลับไปหาพรรคฟ้าอีกด้วย
ในสภาวะที่ทั้งค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีส้มอยู่ในสภาวะอึมครึมดูไร้หนทาง กลับเป็นบรรยากาศที่เป็นประโยชน์กับค่ายสีฟ้าเสียอย่างนั้น
การเมืองไทยจึงยังวนเวียนเป็นวัวพันหลัก
น้ำเงินสู้กับสีส้ม-ฟ้า โดยมีสีเขียวคอยอยู่ ส่วนค่ายสีฟ้าก็สู้กับน้ำเงินแม้ไม่มีโอกาสชนะ ขณะที่ค่ายสีส้มก็สู้กับสีน้ำเงินโดยมีสีฟ้ามาไฮแจ็กประเด็น ซ้ำยังโดนด่าว่าเป็นบันเทิงธิปไตย โดนนิติสงครามเล่นงานต่อเนื่อง
บรรยากาศแบบนี้ บีบให้คนไทยอย่าเพิ่งฝันถึงรัฐธรรมนูญใหม่, อย่าเพิ่งฝันถึงโครงสร้างการเมืองที่ดีกว่านี้ เพราะเอาแค่แก้รัฐธรรมนูญให้ได้สักมาตรายังยาก
การเมืองไทยเลยซึมๆ
เป็นบรรยากาศ “นัวร์โพลิติกส์” ด้วยประการฉะนี้
