หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
เยาวชนไทยลุกฮือก่อนยุโรป
การลุกฮือของเยาวชนในยุโรปที่เริ่มจากฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม 2026 และขยายตัวไปยังประเทศอื่นๆ เช่น เบลเยียม แอลเบเนีย ฯลฯ สาเหตุนั้นอาจจะเริ่มจากปัญหาการศึกษาที่ขาดแคลนทั้งทรัพยากรและครู แต่ที่สำคัญคือแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงกระทบต่อนักเรียนยังกระทบต่อผู้ปกครองพ่อแม่ด้วย ดังนั้น ปัญหาต่างๆ จึงไหลมารวมกัน
นี่คือจุดแตกของฝีหนองซึ่งสะสมมานานเพราะความเหลื่อมล้ำทางสังคม (อย่าเอาการเคลื่อนไหวไปปะปนกับพวกฉวยโอกาส ชิงทรัพย์)
มีคนตั้งคำถามว่าเยาวชนของไทยไม่รู้สึกอย่างนี้บ้างหรือ ที่จริงแล้วของไทยมีปัญหาหนักกว่าทางยุโรปและปฏิกิริยาต่อต้านต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว
ถ้าย้อนกลับไปในปี 2563-2565 เยาวชนไทยลุกขึ้นต่อต้านและเสนอปัญหาหลายเรื่อง แม้ปัญหาถูกเปิดโปงแต่ก็มีส่วนน้อยที่ได้รับการแก้ไข แต่การต่อสู้ของเยาวชนเหล่านั้นก็จบลงด้วยการถูกปราบโดยกฎหมาย
จุดสำคัญคือพวกเขาเคลื่อนไหวและต้องการแก้ไขปัญหาถึงราก โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของสังคม ในขณะที่ไม่มีอำนาจอะไรอยู่ในมือเลย
ดังนั้น ผลตอบแทนที่ได้รับจึงถูกดำเนินคดีและจำนวนหนึ่งต้องเข้าไปติดคุก
ลักษณะการเคลื่อนไหวของไทยและยุโรปวันนี้ก็คล้ายกัน คือไม่ได้มีองค์กรจัดตั้งที่เข้มแข็งเป็นแกนนำ
การชุมนุมในไทยก็เริ่มมาจาก LINE กลุ่ม เมื่อมีคนจัดขึ้นมา ก็มีคนมาขอเข้าร่วม รู้จักกันบ้างไม่รู้จักกันบ้าง แต่ใจตรงกัน ผลัดกันขึ้นไปพูด โดยยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
เยาวชนไทยมีข้อเสนอทางการเมือง
จะเห็นว่าในช่วงแรกๆ ไม่มีข้อเรียกร้องอะไร แต่ทุกคนรู้สึกว่าเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นในสังคม ในการเมือง ในระบบรัฐสภา
ประชาธิปไตยที่มีมาหลังเลือกตั้งนี้เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม มีการทุจริตในการบริหารบ้านเมือง รัฐบาลทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และลงท้ายด้วยการไล่นายกรัฐมนตรี ให้ออกไปจากตำแหน่ง
ต้องเข้าใจว่าช่วงนั้นนายกรัฐมนตรีคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช. และต่อมาก็แปลงกายมาลงเลือกตั้งใช้ ส.ว. 250 คนสนับสนุนตัวเองจนได้เป็นนายกฯ สืบทอดอำนาจต่อ หลังจากที่เป็นนายกฯ ด้วยอำนาจ คสช.อยู่แล้วถึง 5 ปี
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของเยาวชนจึงมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
1. ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างอิสระและให้มีการทำประชามติก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
2. ให้นายกรัฐมนตรีลาออก เปิดทางให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีที่นำพาประเทศข้ามพ้นวิกฤต มีความเชื่อมั่น มีศักยภาพในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้
3. ให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยรัฐประหารลาออกและให้มีการสรรหาบุคคลใหม่เข้าไปแทนที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ดูจากแถลงการณ์แล้วต้องถือว่า รู้ปัญหา และช่องทางแก้ปัญหา ไม่ใช่มาระบายความอัดอั้นเท่านั้น
ทำไมคนหนุ่มคนสาวไทยยุคนั้น
จึงออกมาเคลื่อนไหว
ไม่ยอมอยู่เฉยอีกต่อไป
1. คนกลุ่มนี้อายุประมาณ 18-28 ปี เป็นทั้งนักเรียน นักศึกษาปริญญาตรี-โท บางส่วนเป็นรุ่นพี่ที่จบไปไม่นาน ทั้งมีงานทำ และตกงาน ส่วนใหญ่เพิ่งจะได้เลือกตั้งปี 2562 แต่ก็โตพอจะรู้ถึงการรัฐประหารโค่นล้มนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557 เวลาผ่านไป 5 ปี พวกเขา จึงมีความรับรู้ทางสังคมมากขึ้นรู้เหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น
2. เมื่อมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ พวกเขาสรุปได้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่คิดจะขึ้นมาบริหารบ้านเมืองสร้างประชาธิปไตยให้ประชาชนจริงๆ สร้างความเท่าเทียมในสังคมจะต้องถูกโค่นล้มลงทันที
ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่มีโอกาสได้เข้าทำงานในสภาผู้แทนราษฎรอย่าไปพูดถึงเป็นนายกฯ เลย
ความหวาดกลัวของกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งยึดครองความได้เปรียบในสังคม ทำให้ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
3. ความอยุติธรรมในสังคม ที่ใช้ผ่านรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาหลังการรัฐประหาร ทั้ง 2550 และ 2560 แล้วก็ได้เห็นปรากฏการณ์ในการกีดกัน เหยียบย่ำ จนถึงขั้นยุบพรรค จากนั้นยังได้เห็นกระแสการซื้อ ส.ส.จากพรรคต่างๆ และอนาคตใหม่ เข้าไปสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งทำกันอย่างด้านๆ ในสภา
นี่เป็นการปล้นกลางแดด เจ้าของบ้านก็จะถูกจับไปขัง เพราะมีความผิดที่บังอาจไปสู้กับโจร การปล้นชิงทรัพย์ทางการเมืองแบบนี้ทำซ้ำอีก ทำเกินไป ไม่เห็นหัวประชาชน ทำลายความใฝ่ฝัน และความหวัง เหมือนกับการลองของ แถมยังถามว่า
จะทำแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า
เหล่าเยาวชนยืนยันว่าภายใต้รัฐธรรมนูญแบบนี้ ผู้นำแบบนี้ เราจะตายกันหมด
พวกเขาเคลื่อนไหวเพื่ออนาคตตนเอง
เด็กสมัยนี้มีการรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ กว้างขวาง มีความเข้าใจในประวัติศาสตร์ มีความรู้ทางการเมือง มีความเข้าใจทางเศรษฐกิจ มีตัวเลขข้อมูลซึ่งยืนยันได้
เขาบอกว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนของไทย มีช่องว่างที่ห่างกันมากที่สุดในโลก
ผลงานทางเศรษฐกิจตลอด 5 ปีหลัง ก็คือคนจนลงทั่วหน้า
ปี 2561ในยุค คสช. คนรวยในไทย 1% แรก มีทรัพย์สินเพิ่มเป็น 66.9% ได้อันดับ 1 แซงรัสเซียและตุรกี อินเดียที่ตกไปเป็นที่สี่ จาก 58.4% เหลือแค่เพียง 51.5% ซึ่งนอกจากสี่ประเทศนี้ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้ว ที่คนรวย 1% มีเกินครึ่ง คนไทยที่จนสุด 10% มีทรัพย์สิน 0% และที่น่ากังวลคือ คนครึ่งประเทศไม่มีเหลือเก็บเหลือออม ปัญหาทางสังคมจะเกิดขึ้นแน่
พวกเขาจะต้องเป็นคนแบกรับปัญหาและหนี้สินของประเทศในตลอด 20-40 ปีข้างหน้า คนหนุ่มสาวเหล่านี้รู้ชะตากรรมของตัวเองว่า ถ้าไม่ต่อสู้ให้ได้เป็นประชาธิปไตย จะไม่มีโอกาสเลือกผู้นำที่มีความสามารถมาบริหารให้ประเทศดีขึ้น เราจะพากันตายหมด
พวกเขามองเห็นอนาคตแล้วว่า เรียนจบจะต้องตกงาน ทั้งพวกที่จะจบรุ่นนี้ พวกที่จบไปแล้วตอนนี้ก็ว่างงานเยอะ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตกต่ำ แต่ได้ผู้บริหารที่ไร้ฝีมือแบบนี้ การละลายเงินที่ไม่มีผลต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้าง ทำสัญญา สัมปทาน จะให้ประโยชน์กับคนกลุ่มน้อย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศจะต้องจนลงไปเรื่อยๆ
เพราะโลกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงต้องการผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล การบริหารประเทศทุกวันนี้ไม่ใช่ใครอยากจะมาทำก็มาทำได้ การมีตำแหน่งรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แต่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตเลือดเนื้อ ความสุขหรือความลำบากยากแค้นของชาวบ้าน
จะให้คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง มีวิสัยทัศน์แค่แถวหน้าบ้านตัวเองมากำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้อย่างไร โลกยุคนี้เปลี่ยนเร็วเป็นรายสัปดาห์
ณ วันนี้แม้การเคลื่อนไหวในประเทศไทยดูเหมือนจะเงียบลง แต่เป็นความเงียบของน้ำที่กำลังถูกต้มอยู่ในหม้อใหญ่ การเลือกตั้งแต่ละครั้งที่ผ่านมาไม่ได้รัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชน การแจกจ่ายเงินทองเล็กน้อยก็เหมือนให้น้ำเปล่าครึ่งแก้วกับคนที่อดอาหารมาทั้งวัน
ในระยะ 2-3 ปีนี้แม้ผู้ไม่สนใจการเมืองแต่ได้รับฟังข่าวสารทุกวันจะรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสังคมนี้ ข่าวการคดโกงทุกวงการ มีมากจนบรรยายไม่ไหว สำหรับคนจนเมื่อมีการแจกเงินตามโครงการแค่พันสองพันก็วิ่งกันสุดชีวิต อยากได้เงินค่าเยียวยาน้ำท่วมก็ต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 3 ตี 4
และยังมีปรากฏการณ์ที่มีคนมีบ้านเป็นของตนเองแต่ตอนนี้ตกงานขายบ้านก็ไม่ได้ ไม่มีคนซื้อ ไม่มีเงินใช้ไม่มีแม้แต่ค่าน้ำค่าไฟ
ความรู้สึกว่าประชาชนถูกโกง ถูกเอาเปรียบ ความอยุติธรรม ความยากจนปกคลุมทั้งแผ่นดิน ให้เดากันเองว่าอะไรจะเกิดขึ้น
