วิวาทะ กะเพรา vs ทุนใหญ่ ต่างมุมมอง ย้อนแย้ง จาก ความหวาดระแวง ถึง การพัฒนาพันธุ์พืช
ในประเทศ
กระแสดราม่าเรื่องการจดคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์ ไม่ได้ทิ้งไว้แค่ความเข้าใจผิดเรื่องกฎหมายหรือเรื่องสายพันธุ์พืชเท่านั้น
แต่ได้ทำให้เราเห็นพฤติกรรมและความคิดของคนบางกลุ่มที่น่าสนใจมาก
เรามักจะเห็นโพสต์หรือบทความประเภทที่ออกมาเขียนแสดงความเสียดายความหลากหลายทางธรรมชาติ ตัดพ้อว่าระบบทุนนิยมกำลังจะกลืนกินทุกอย่าง ย้อนนึกถึงความหลังเรื่องผักพื้นบ้านที่ค่อยๆ หายไปจากชีวิต แล้วจบลงด้วยการถอนหายใจยาวๆ ชวนให้ทุกคนช่วยกันอุดหนุนผักพื้นเมืองเพื่อต่อสู้กับทุนใหญ่
ดูผิวเผินนี่อาจเป็นความหวังดีที่ดูเข้าใจโลกและรักท้องถิ่น แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองใหม่ จะพบว่าวิธีคิดแบบนี้เต็มไปด้วย “ความย้อนแย้ง” และอาจเป็นมุมมองของคนเมืองติดแอร์ที่เอาความต้องการส่วนตัวไปตัดสินชีวิตของเกษตรกร โดยที่ชีวิตจริงของตัวเองกลับไม่ได้เฉียดใกล้กับวิถีชีวิตแบบที่ตัวเองกำลังโหยหาเลยแม้แต่นิดเดียว
การมานั่งเสียดายว่าผักพื้นบ้านกำลังจะสูญพันธุ์ แล้วเรียกร้องให้เกษตรกรช่วยกันปลูกและอนุรักษ์พืชพันธุ์ดั้งเดิมเอาไว้ คือการเอาความชอบส่วนตัวของคนเมืองไปครอบทับชีวิตของคนอื่น
เพราะในความเป็นจริงเกษตรกรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่มีหน้าที่ปลูกผัก ไว้ตอบสนองความสโลว์ไลฟ์ของใคร
แม้ในกรณีของกะเพรา 4 สายพันธุ์นี้ ฝั่งเอกชนจะพัฒนาขึ้นมาเพื่อปลูกใช้เองในอุตสาหกรรม และเกษตรกรรายย่อยในหลายพื้นที่ก็ยังคงปลูกกะเพราพื้นบ้านขายตามปกติ
แต่หากมองในภาพใหญ่ของพืชชนิดอื่นๆ การที่เกษตรกรบางส่วนเลือกหันไปปลูกพืชสายพันธุ์พาณิชย์ นั่นคือการตัดสินใจทางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลผลิตต่อไร่ ความทนทานต่อโรค หรือการตอบโจทย์ตลาดเฉพาะหน้า การเรียกร้องให้เกษตรกรหันกลับไปปลูกพืชพื้นบ้านเพียงเพราะคนเมืองรู้สึกเสียดาย โดยไม่เข้าใจเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกันของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม
จึงเป็นการพูดที่ง่ายเกินไปสำหรับคนที่ไม่เคยลงไปทำแปลงเกษตรเอง และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องให้ใครได้อย่างแท้จริง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทุกคนจะเลือกปลูกพืชตามผลกำไรเพียงอย่างเดียว หรือว่าผักพื้นบ้านไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม พืชพื้นบ้านบางชนิดอาจมีตลาดเฉพาะ มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ หรือมีคุณสมบัติที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น
แต่การจะรักษาพันธุ์พืชชนิดหนึ่งไว้ได้ในระยะยาว ย่อมต้องตอบคำถามให้ได้ด้วยว่า ใครจะซื้อ ซื้อในปริมาณเท่าไร ราคาเหมาะสมหรือไม่ และคนปลูกสามารถมีรายได้เพียงพอจากมันหรือเปล่า
การอนุรักษ์ที่ฝากความหวังไว้กับความเสียสละของเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว จึงอาจไม่ได้ต่างจากการผลักภาระให้คนอื่นรับผิดชอบความต้องการของเราเอง
คนเมืองอยากเห็นผักพื้นบ้านอยู่ต่อ แต่คนที่ต้องรับความเสี่ยงจากการปลูกกลับเป็นเกษตรกร หากตลาดไม่รองรับ ผลผลิตขายไม่หมด หรือต้นทุนสูงกว่ารายได้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบความเสียหายเหล่านั้น
คำถามนี้มักไม่ค่อยปรากฏในโพสต์ที่จบลงด้วยคำเชิญชวนให้ช่วยกันอุดหนุนผักพื้นบ้าน
อีกด้านหนึ่ง การพูดว่าผักพื้นบ้านกำลังหายไปจากชีวิตประจำวัน อาจต้องถามต่อว่าสิ่งที่หายไปนั้นหายไปจากที่ไหนกันแน่ หายไปจากประเทศไทย หายไปจากพื้นที่เพาะปลูก หรือเพียงหายไปจากตลาดและร้านค้าที่คนเมืองคุ้นเคย
การที่เราไม่ค่อยเห็นผักบางชนิดในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ได้แปลว่าผักเหล่านั้นกำลังสูญพันธุ์เสมอไป เพราะตลาดแต่ละแบบมีเงื่อนไขในการคัดเลือกสินค้าแตกต่างกัน ทั้งเรื่องอายุการเก็บรักษา การขนส่ง ปริมาณความต้องการ และความสม่ำเสมอของผลผลิต
ผักบางชนิดอาจยังมีขายตามตลาดสด ตลาดท้องถิ่น หรือในชุมชนเกษตรกรรม แต่ไม่ปรากฏบนชั้นวางในห้างที่เราเดินเป็นประจำ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ธรรมชาติถูกทุนกลืนกินไปทั้งหมด แต่อยู่ที่วิถีชีวิตของเราค่อยๆ ห่างออกจากแหล่งผลิตอาหาร จนสิ่งที่เราคุ้นเคยกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนกำลังหายไปจากโลก
เราอาจไม่ชอบการผูกขาด ไม่อยากเห็นบริษัทใหญ่มีอำนาจเหนือตลาด และรู้สึกเสียดายเมื่อเห็นความหลากหลายของอาหารลดลง
แต่ในชีวิตประจำวันเราก็ยังพึ่งพาระบบการผลิตและจัดจำหน่ายสมัยใหม่อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เราซื้ออาหารในห้าง สั่งอาหารจากร้านเครือใหญ่ และเลือกสินค้าจากความสะดวก ราคา และเวลาที่มีอยู่
ความย้อนแย้งนี้ไม่ได้แปลว่าคนที่กินอาหารในห้างไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ทุนนิยม เพราะไม่มีใครจำเป็นต้องถอนตัวออกจากระบบเศรษฐกิจทั้งหมดก่อนจึงจะตั้งคำถามกับระบบนั้นได้ คนส่วนใหญ่ต้องทำงาน มีข้อจำกัดด้านรายได้ และต้องเลือกสิ่งที่เหมาะกับชีวิตจริงของตัวเอง
หากแต่เราต้องการเข้าใจปัญหาให้มากกว่าการระบายความไม่พอใจ
เราอาจรู้สึกไม่พอใจกับทุนใหญ่ แต่ไม่เคยถามว่าทำไมเกษตรกรจึงมีอำนาจต่อรองจำกัด ทำไมผู้ผลิตรายย่อยจึงเข้าถึงตลาดได้ยาก ทำไมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชจึงต้องพึ่งพาเงินทุนจากบางกลุ่ม และรัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้ดำรงอยู่ได้จริง
หากอยากรักษาพันธุ์พื้นบ้านให้เกษตรกรปลูกต่อได้ รัฐอาจต้องสนับสนุนธนาคารเมล็ดพันธุ์ งานวิจัยพันธุ์ท้องถิ่น การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ตลาดสำหรับผลผลิตหลากหลายชนิด ตลอดจนระบบที่ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกันต้องมีกติกาที่ชัดเจนเรื่องสิทธิ์ในพันธุ์พืชและการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ
เรื่องเหล่านี้เป็นงานเชิงนโยบายและโครงสร้างตลาด ที่ไม่อาจฝากไว้กับความหวังว่าผู้บริโภคจะยอมจ่ายแพงขึ้นทุกครั้งที่เห็นผักพื้นบ้าน
กรณีกะเพราแก้วจุรีเองก็ต้องมองด้วยหลักเดียวกัน การพัฒนาพันธุ์พืชต้องอาศัยความรู้และการทดลอง การได้รับสิทธิ์คุ้มครองพันธุ์ใหม่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทั้งหมด
ขณะเดียวกันการที่กฎหมายอนุญาตให้คุ้มครองพันธุ์พืชก็ไม่ได้ทำให้ทุกคำถามเรื่องอำนาจของเอกชนหมดไป สังคมยังถามได้ว่ากระบวนการวิจัยเป็นอย่างไร สิทธิ์ที่ได้รับมีขอบเขตแค่ไหน และรัฐจะคุ้มครองประโยชน์ของเกษตรกรอย่างไร
โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจผิดว่าคนไทยจะปลูกกะเพราทั่วไปไม่ได้อีกแล้ว
ท้ายที่สุด สิ่งที่ควรเลิกอาจไม่ใช่การคิดถึงผักพื้นบ้าน หรือการตั้งคำถามกับทุนใหญ่ แต่คือการมองความยากลำบากของคนอื่นเป็นภาพสวยงามที่เราอยากเก็บไว้ให้โลก การอนุรักษ์ไม่ควรหมายถึงการขอให้เกษตรกรเสียสละรายได้เพื่อรักษาความทรงจำของคนเมือง
และการวิจารณ์ทุนนิยมก็ไม่ควรจบลงเพียงการหาคนผิดที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นชั่วคราว
เราอาจยังซื้ออาหารในห้าง กินเห็ดฟางในร้านสุกี้ และใช้ชีวิตอยู่ในระบบที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนกำหนด แต่เรายังตั้งคำถามกับระบบนั้นได้อย่างจริงจัง คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้บริโภคที่บริสุทธิ์จากทุนนิยมหรือไม่
หากเป็นว่าเราจะทำอย่างไรให้คนปลูกมีทางเลือกมากขึ้น ให้การรักษาพันธุ์พืชไม่กลายเป็นภาระของเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว และให้ความหลากหลายทางอาหารมีคุณค่าทางเศรษฐกิจพอที่จะอยู่รอดได้จริง
เพราะถ้าผักพื้นบ้านจะอยู่ต่อได้ด้วยการขอให้คนปลูกอดทนเสียสละ ขณะที่คนกินเพียงแค่ถอนหายใจเมื่อเห็นมันกำลังหายไป
สิ่งที่เรากำลังอนุรักษ์อาจไม่ใช่ความหลากหลายทางอาหาร แต่เป็นความสบายใจของคนที่ไม่ต้องรับต้นทุนของการอนุรักษ์นั้นเอง
