E-DUANG | เสียงร้องท้า หน้าค่าย การเมือง ก่อนญัตติ อภิปราย ไม่ไว้วางใจ
E-DUANG
การมองและประเมินสภาพพร้อมกับกำหนดสถานะพรรคฝ่ายค้านในสถานการณ์การยื่นญัตติ”อภิปรายทั่วไป”จากด้านของฝ่าย รัฐบาลเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้
ไม่ว่าจะมาจากพรรคภูมิใจไทยอันเป็นแกนหลัก ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทยอันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ความโน้มเอียงตลอดสองรายทางเป็น”ลบ”มากกว่า”บวก”
พรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการอาจสงวนท่าทีบ้างจากกรรม การบริหารพรรค ตั้งแต่เลขาธิการพรรค กระทั่งหัวหน้าพรรค หรือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ว่าเลขาธิการพรรค ไม่ว่ารัฐมนตรีของพรรค หรือแม้แต่โฆษกพรรค หรือฝ่ายกฎหมาย
แทบมิได้สงวนท่าที ล้วนแต่ดับเครื่องชนอย่างชนิดมิได้สงวนท่าที
ยิ่งที่เป็นกองเชียร์ถึงขั้นฟันธงให้รับรู้ว่าเป็น”ฝ่ายโง่”
มีความแจ่มชัดในการมองประเมินจากด้านของรัฐบาลอย่างจำแนกแยกแยะให้รับรู้และรู้สึกอย่างชัดเจน
การใช้คำว่ามี”ความโง่”พุ่งตรงเข้าใส่พรรคประชาชน
เป็นการแยกจำแนกพรรคฝ่ายค้านอื่นๆออกไปมิได้หมายถึง พรรคประชาธิปัตย์ มิได้หมายถึงพรรคเสรีรวมไทย มิได้หมายถึง พรรคไทยภักดี หรือพรรคไทรวมพลัง
คำประณามหยามหมิ่นในลักษณาการเดียวกันนี้ดำเนินไปดุจเดียวกับความเห็นว่ามีความไร้เดียงสาในทางการเมือง
ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน
ที่ไม่ควรมองข้ามในยุคพรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลก็มองเช่นนี้ ในยุคพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็มองเช่นนี้ และตกทอดมาถึงพรรคภูมิใจไทย
ณ วันนี้ คำเรียกที่ว่า”ไอ้หนู”ทอดเสียงยาวอาจไม่ได้ยิน แต่ความรู้สึกที่มาพร้อมกับไความไร้เดียงสา ชัดถ้อยชัดคำอย่างยิ่งว่า เป็นความโง่ในทางการเมือง
สภาพการณ์ใดที่พรรคประชาชนถูกมองว่าตัดสินใจโง่ๆ
แน่นอน ตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างสำคัญที่ถูกโหมประโคมอย่างต่อเนื่องจนแทบเป็นไวรัล
นั่นคือ การยกมือให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
แม้จะเป็นการกระทำภายใต้ข้อตกลงอย่างที่เรียกว่า MOA ก็ถูกมองและประเมินบทบาทและความหมายแทบไม่แตกต่างไปจากกรณี MOU
จะต่างก็เพียงจากพรรคเพื่อไทยมาเป็นพรรคภูมิใจไทย
อย่างที่ 2 คือการตัดสินใจตัดพรรคกล้าธรรมออกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน แม้จะเป็นมติและความเห็นร่วมของฝ่ายค้านอันมี พรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย
อย่างที่ 3 คือการตัดสินใจวอล์คเอาต์จากการประชุมร่วมกัน ระหว่างวิปครม. วิปพรรคร่วมรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน
เป็นการชี้นิ้วมอบความโง่ให้ พริษฐ์ วัชรสินธุ โดยตรง
อย่างที่ 4 ก็เมื่อมีข่าวจากภายในพรรคฝ่ายค้านอาจมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152
แม้จะยังมิได้มีการยืนยันจาก”ฝ่ายค้าน”แต่อย่างใด
บรรยากาศนับแต่ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปและรอคอยการดำเนินการอย่างที่เชื่อว่าจะเป็นในเดือนธันวาคม
จึงเป็นบรรยากาศแห่งการร้องท้าหน้าค่าย
เป็นความเคยชินจากที่เคยอ่านและเคยเห็นหนังย้อนยุคไม่ว่าจะเป็น”ไซฮั่น” ไม่ว่าจะ”สามกฎ”ไม่ว่าจะ”ซ้องกั๋ง”
มองเห็นลักษณะ”หยุดนิ่ง”มากกว่าเห็น”พลวัตร”
