บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
“สลิปเก๊” เป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กกว่า “ทุนเทา” คือคำถามที่ง่ายจนไม่ต้องถามเลย
เพราะ “สลิปเก๊” เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคนโพสต์, คนแชร์ และคนถูกพูดถึง
ส่วน “ทุนเทา” คือประเด็นส่วนรวมว่าทุน พนันยึดประเทศหรือไม่ จ่ายนักการเมืองคนไหน รัฐอุ้มทุนเทาหรือเปล่า ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ทั้งเพ
“สลิปเก๊” กลบข่าว “ทุนเทา” ได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ ทำได้แค่เบี่ยงเบนความสนใจชั่วคราวโดยด่าคนแชร์, จับคนโพสต์ และแซะคนนั้นคนนี้แล้วจบ
ส่วน “ทุนเทา” เป็นเรื่องที่คนรังเกียจตั้งแต่ ส.ส. 888, เบน สมิธ, ยิม เลียก, ปอยเปต, Entertainment Complex จนเรื่อง “สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” ซึ่งกินเวลาติดต่อกว่า 2 ปี
ต่อให้รัฐบาลดึงเช็งการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปตรงกับวันหยุดยาว 7-11 ธันวาคม “ทุนเทา” ก็กระทบความเชื่อมั่นรัฐบาลเหมือนเรื่องอื่นๆ จนประชาชนหงุดหงิดรัฐบาลไปหมด ถึงคนรักนายกรัฐมนตรี, คุณไชยชนก ชิดชอบ, คุณสุชาติ ชมกลิ่น, คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ และรัฐบาลจะมีแน่ๆ แต่เสียงตำหนิรัฐบาลในแทบทุกเรื่องก็ดังขึ้นแทบทุกวัน
ตัวอย่างง่ายๆ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศลดภาษีน้ำมัน 5.5 บาทต่อลิตร กรณี E20 และ B20 แต่ก็มีคนด่าว่ารัฐบาลลดแบบนี้ไม่ช่วยอะไร ราคาหน้าปั๊มไม่ลด คนขับรถไม่ได้ใช้น้ำมันนี้ ฯลฯ
หรือนโยบายโซลาร์เซลล์ 50,000 ล้านก็ถูกวิจารณ์ว่าบริษัทนายกฯ และเจ้าสัวพลังงานเพื่อนนายกฯ ได้ประโยชน์กลุ่มเดียว
กรณี #ค่าน้ำชา7ล้าน ซึ่งคนเยอะแยะตกใจที่เห็นภาพสลิปโอน 7 ล้านก็เช่นกัน ข้อความในโพสต์มีพิรุธเยอะ แต่เมื่อไม่อ่าน จับพิรุธไม่ได้ และโตในไทยจนรู้ว่าประเทศคอร์รัปชั่นเยอะ ทุนเทาจ่ายเงินให้รัฐบาลทุกชุด และรัฐบาลที่รับเงินสกปรกก็มาก ความพิรุธของโพสต์จึงถูกมองข้ามโดยปริยาย
พูดตรงๆ การแก้ปัญหา “ทุนเทา” แทบทุกกรณีเริ่มจากฝ่ายค้าน ไม่ใช่รัฐบาล เบน สมิธ สนิทกับคุณทักษิณ ชินวัตร ระดับไปหลีเป๊ะด้วยกัน ผู้การเคยหาทนายช่วยเบน สมิธ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ร่วมงานวันเกิดยิม เลียก และ ส.ส.ที่พัวพันบ่อนพนัน 2 คน ถูกแฉโดยรังสิมันต์ โรม, ไอซ์-รักชนก ศรีนอก และพรรคประชาชน ไม่ใช่พรรครัฐบาล
ถ้าประเทศเป็นแบบนี้ จะให้ประชาชนไม่ระแวงรัฐบาลจนตกใจเรื่องสลิปโอน 7 ล้านได้อย่างไร
แชร์สลิปผิดไหม คำตอบผิดในแง่ Media Literacy ซึ่งเป็นเรื่องความควรหรือไม่ควร หรือพูดอีกแบบคือเป็นความสะเพร่าส่วนบุคคล
ส่วนในแง่กฎหมายต้องดูก่อนว่าแชร์โดยตั้งใจแพร่ข้อมูลเท็จ หรือแชร์เพราะไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลเท็จ จากนั้นคือจงใจสร้างผลกระทบด้านความมั่นคงหรือไม่ตั้งใจ
การแชร์หรือโพสต์โดยไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอมคือ “Misinformation” ซึ่งผู้แชร์ไม่มีเจตนาปล่อยข่าวปลอม คนที่แชร์โดยไม่รู้จึงไม่ผิด แต่ถ้ามีการปล่อยข้อมูลโดยที่รู้ว่าเป็นเท็จหรือ “Disinformation” แปลว่ามี “เจตนา”
ซึ่งถ้าพิสูจน์ความเสียหายได้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอาญา
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอ่านแล้วจับใจความผิดประเด็น บทความนี้ไม่ได้พูดว่ารัฐบาลถูกหรือผิดที่ลดภาษีน้ำมัน
ไม่ได้พูดเรื่องนโยบายโซลาร์เซลล์ดีหรือไม่ดี
และไม่ได้พูดเรื่องใครผิดกรณีสลิปโอน 7 ล้าน เพราะเป็นเรื่องต่างคนต่างคิด แต่ “สลิปเก๊” คืออาการบวมโตของความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล
รัฐบาลทุกชุดเชื่อว่าประชาชนต้องเชื่อมั่นรัฐบาล และเพราะเชื่อแบบนี้ รัฐบาลทุกยุคจึงคุมสื่อ, ใช้สื่อรัฐล้างสมอง และจ้างนายแบกนางแบกด่าทุกคนที่วิจารณ์รัฐบาล ทั้งที่ประชาชนไม่ได้มีหน้าที่ต้องเชื่อมั่นรัฐบาลไหน และรัฐบาลต่างหากที่มีหน้าที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาล
ปากนายกฯ ช่วยรัฐบาลได้เท่านายกฯ ขี้เฟียส โฆษกปากแซ่บสร้างความเชื่อมั่นได้เท่านายแบกปากจัด และการจ้างคนทำสื่ออวยก็ช่วยรัฐบาลได้เท่าทีวีล้างสมอง เพราะทำให้ทุกรัฐบาลเห็นข่าวอวยตัวเองในกะลาบ่อยจนควักเงินให้สื่อแก๊งรับงานมากขึ้น
แต่ผลเป็นอย่างไรก็ถามนายกฯ ทุกคนหลังปี 2562 ดู
ไม่ว่าในสังคมไหน ปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลสูงขึ้นคือประชาชนรู้สึกว่าเสียงตัวเองมีความหมายต่อการตัดสินใจของรัฐบาล
ผลสำรวจของ OECD ที่รัฐบาลไทยอยากเข้าร่วมนักหนา พบว่าประชาชนที่รู้สึกว่ารัฐบาลฟังตัวเองจะเชื่อมั่นรัฐบาลสูงว่ากลุ่มที่รู้สึกว่ารัฐบาลไม่ฟังถึง 47%
เหตุผลของเรื่องนี้ง่ายนิดเดียว เมื่อใดที่รัฐบาลทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเสียงประชาชนมีความหมาย เมื่อนั้นประชาชนก็จะรู้สึกว่ารัฐบาล “เห็นหัว” ประชาชน ไม่ใช่เป็นรัฐบาลของนายใหญ่, ครูใหญ่, เจ้าสัว, สหพันธ์บ้านใหญ่, อำมาตย์, ทหาร, ทุนเทา ฯลฯ จนไม่มีอะไรให้ประชาชนเชื่อมั่นได้เลย
นายกฯ ปากแซ่บในระบอบปากจัดทุกคน มีจุดเด่นคือด่าประชาชนเก่ง ฟาดคนเห็นต่างแสบสะใจ เช่นเดียวกับด่านักวิชาการ, ฝ่ายค้าน, เอ็นจีโอ, สื่อ หรือใครที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่การปกครองด้วยปากไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “รัฐบาลเห็นหัว” เท่ากับรู้สึกว่านายกฯ ปากจัดและรัฐบาลปากดีย์
สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ลองนึกถึงนายกฯ คนไหนก็ได้ที่ปากจัดในระบอบที่มีลิ่วล้อปากเสียทั้งหลายในรอบหลายปี จุดจบนายกฯ แบบนี้ทุกคนคือพังคาเลือกตั้ง คะแนนเสียงตกต่ำ บางพรรคเละจน ส.ส.หายไปครึ่งหนึ่งพร้อมคะแนนเสียงลดลง 1 เท่าหลังปกครองประเทศด้วยปากและแจกเงิน
อดีตนายกฯ คนหนึ่งเคยคุยกับผมว่าทฤษฎีนี้ไม่จริง ตัวอย่างเช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ปากจัดขั้นกักขฬะ แต่ก็ถูกเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกรอบ
ผมยังไม่มีคำอธิบายดีๆ เรื่องนี้ แต่นายกฯ ไทยไม่ควรคิดแบบนี้ เพราะทรัมป์ทำให้คนสหรัฐเกลียดกันจนแบ่งขั้วเพื่อให้บางขั้ว “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” บนประเทศที่ยับเยิน
นอกจากการเห็นหัวประชาชนแล้ว อีกวิธีที่รัฐบาลจะเพิ่มความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชนได้คือรัฐบาลต้องทำนโยบายที่สัญญากับประชาชน แก้วิกฤตของประเทศให้ดี
เพราะถ้ารัฐบาลทำนโยบายที่แถลงไม่ได้ แก้ปัญหาประเทศไม่สำเร็จ ความเชื่อมั่นของประเทศต่อรัฐบาลก็ผุกร่อนลงโดยปริยาย
ยกตัวอย่างง่ายๆ แผลใหญ่ที่สุดของรัฐบาลเพื่อไทยคือไม่สามารถแจกเงิน 10,000 บาทให้ทุกคนตามที่หาเสียงไว้ คนที่ไม่ได้เงินหมื่นมีไม่ต่ำกว่าสิบล้านคน
ส่วนแผลใหญ่ภูมิใจไทยคือไม่มีปัญญาทำให้คนไทย “รวยไม่ไหวแล้ว” จนคุณอนุทินเลิกพูดคำนี้ และผลคือสองพรรคนี้ประชาชนไม่เชื่อมั่นเลย
ไม่มีประชาชนประเทศไหนทนได้ถ้าเจอรัฐบาลแบบนี้ คนไทยเจอแค่รัฐบาลเดียวก็พอแล้ว แต่เจอสองรัฐบาลติดกันยิ่งพอเลย โลกของคนไทยจึงเป็นโลกที่เชื่อถือรัฐบาลยากกว่าไม่เชื่อถือ ยกเว้นถ้าเป็นกองเชียร์พรรครัฐบาล ได้ประโยชน์จากรัฐบาล หรือรอรับเงินจากนโยบายแจกแถมของรัฐบาล
อภิปรายไม่ไว้วางใจถูกรัฐบาลดึงเช็งไปจนวันหยุดยาวเพื่อไม่ให้คนสนใจได้ก็จริง แต่ความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลคือปัญหาที่รัฐบาลยังแก้ให้กระเตื้องไม่ได้ เพราะโจทย์ใหญ่คือนโยบายที่สัญญายังไม่ทำ รวยไม่ไหวยังไม่เกิด ขนาดเรื่องง่ายๆ อย่างแก้รัฐธรรมนูญตามประชามติก็ยังไม่ขยับเลย
จะชนะโหวตไว้วางใจหรือไม่ก็ไม่มีผลให้ประชาชนเพิ่มความไว้วางใจต่อรัฐบาล ยิ่งใช้ “สลิปเก๊” กลบข่าว “ทุนเทา” ประชาชนจะยิ่งระแวงรัฐบาล
