bg-single

‘หน้าที่’ ของ ‘ผู้แทนราษฎร’

11.02.2023

ตามประสาคนที่เริ่มเติบโตมีวุฒิภาวะในช่วงทศวรรษ 2530 ต่อ 2540 ซึ่ง “บ้านเมืองยังดี” ในหลายๆ ด้าน ขณะที่ “ประชาธิปไตยไทย” ก็ดูจะมีลำดับพัฒนาการของตัวเอง

ยอมรับว่า ณ เวลานั้น มองไม่เห็น “ประโยชน์” ของ “ผู้แทนราษฎร” มากนัก

ทรรศนะดังกล่าวไม่ได้เกิดจากเหตุผลประเภท “นักการเมืองเลว” หรือ “นักเลือกตั้งซื้อเสียง” อะไรทำนองนั้นด้วย

ทว่า ในยุคสมัยที่ความคาดหวังทางเศรษฐกิจ ความใฝ่ฝันทางวิชาชีพ และความรื่นรมย์ทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจเรียกรวมๆ กันได้ว่า “เป้าหมายของการมีชีวิตที่ดี” มิได้ถูกผนวกรวมเข้ากับ “สังคมการเมือง” อย่างแนบสนิท

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า “เป้าหมายของการมีชีวิตที่ดี” กับ “สังคมการเมือง” สามารถดำรงอยู่และมีพลวัตเคลื่อนหน้าไปอย่างคล้ายจะแยกขาดจากกันได้

คำถามที่เกิดขึ้น ก็คือ “ผู้แทนราษฎร” ที่เราต้องเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะสามารถทำอะไร “แทน” เราได้แค่ไหน? ทำไมพวกเขาต้องมาเป็น “ผู้แทน” ของเรา?

 

อย่างไรก็ตาม ผมมาเริ่มรู้สึกว่า “ผู้แทนราษฎร” มีความสำคัญเด่นชัดขึ้น ในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองช่วงทศวรรษ 2550 หลังการรัฐประหารครั้งแรกในรอบ 15 ปี และหลังเหตุการณ์สังหารประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ณ ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร

เพราะ “ผู้แทนราษฎร” ในสภา สามารถสื่อสารความปรารถนาทางการเมืองที่ตัวเราเอง ในฐานะประชาชน ไม่สามารถแสดงออกอย่างเป็นประจำ หรือส่งเสียงเรียกร้องดังๆ ในชีวิตประจำวันได้

เช่น เราไม่กล้าหาญพอที่จะออกไปประท้วงหรือต่อต้านรัฐประหารอย่างโจ่งแจ้งวันแล้ววันเล่า

แต่เราสามารถลงคะแนนเลือกตั้งพรรค-นักการเมืองที่ถูกยึดอำนาจโดยกองทัพ และยังคงมีจุดยืนตรงข้ามกับคณะรัฐประหารได้

หรือเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังพล-กำลังอาวุธ สังหารประชาชนที่มารวมตัวยืนยันสิทธิ์เสียงตามระบอบประชาธิปไตยของพวกตน

เราที่ยืนอยู่ข้างประชาชนเหล่านั้น และต้องหลบกลับไปรักษาแผลกาย-แผลใจที่บ้านหรือสถานที่ปลอดภัยอื่นๆ ก็ย่อมมีเพียงหนทางเดียวที่จะ “สู้กลับ” ได้ นั่นคือ การเลือก “ผู้แทนราษฎร” ซึ่งอยู่ขั้วตรงข้ามกับรัฐบาลที่มีส่วนในการเข่นฆ่าประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย

ในทางกลับกัน ต่อให้คุณเป็นประชาชนที่สนับสนุนการสังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงปี 2553 คุณก็ไม่สามารถหรือไม่ได้กระหายเลือดมากพอ (เพราะความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง) ที่จะเรียกร้องให้มีการเด็ดหัว “ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง” ไปได้เรื่อยๆ ทุกวัน จนหมดประเทศ

ส่วน “ระบอบอำนาจ” ที่คุณนิยมชมชอบ ก็ลงมือปฏิบัติภารกิจป่าเถื่อนไปอย่างมิรู้จบ ไม่ได้

ดังนั้น การเลือกตั้ง “ผู้แทนราษฎร” ตามกลไกประชาธิปไตย จึงกลายเป็นเครื่องมือเดียวที่จะช่วยให้จุดยืนทางการเมืองของคุณมีความสถาพรยั่งยืนสืบต่อไปได้ แม้ว่านั่นจะเป็นจุดยืนที่สนับสนุนการใช้อำนาจอย่างอยุติธรรม, ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง, อยู่ตรงข้ามเสียงส่วนใหญ และขวาจัดก็ตาม

พูดอีกแบบได้ว่า “ผู้แทนราษฎร” ต้องพูด หรือทำ หรือแสดงตนเป็นสัญลักษณ์ เพื่อยืนยันในสิ่งที่ประชาชนผู้กากบาทเลือกพวกเขาเข้าสภา ไม่สามารถพูดหรือทำอะไรแบบนั้นในวิถีชีวิตสามัญปกติ

หมายความว่า “ผู้แทนฯ” หลักร้อยในสภา ได้รับมอบ “พลังอำนาจอันไพศาล” ไปจากประชาชนหลักสิบล้านคน เพื่อจะได้ลงมือทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าศักยภาพของสามัญชนคนธรรมดาเหล่านั้น

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากปี 2550 ถึงปี 2554 สู่ปี 2562 วางอยู่บนแนวคิดเช่นนี้

แต่การเลือกตั้ง 2566 ดูจะวางอยู่บนฐานคิดอันผิดแผกออกไปบ้าง

ด้านหนึ่ง มีความพยายามจากหลายพรรคการเมืองของทุกขั้ว ที่จะนำพาการเลือกตั้งหนนี้ให้ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง และชี้ชวนให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยเหตุผลปัจจัยอื่นๆ เช่น เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง

ในโจทย์ดังกล่าว “ผู้แทนราษฎร” จึงคล้ายจะมิได้ต้องรับภารกิจหน้าที่อัน “ยิ่งใหญ่” เกินขอบเขตศักยภาพของประชาชน แต่พวกเขากำลังสะท้อนหรือต้องการแก้ปัญหาที่ชาวบ้านพร่ำบ่นดังๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

อีกด้านหนึ่ง ก็เกิดความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่มีความใฝ่ฝันทางการเมืองชุดใหม่ และยืนยันว่าสังคมไทยยังก้าวข้ามไม่พ้นจากปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนานเกินทศวรรษ

มิหนำซ้ำ ปัญหาข้างต้นยังมีความสุกงอมมากยิ่งขึ้น

น่าสนใจว่าส่วนใหญ่ของ “ผู้แทนราษฎร” ชุดนี้ ตลอดจนคนที่ต้องการเป็น “ผู้แทนราษฎร” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดูเหมือนจะมีความปรารถนาทางการเมืองที่ “เล็กกว่า” คนรุ่นใหม่

เท่ากับว่า “หน้าที่” ของ “ผู้แทนราษฎร” กำลังจะย้อนไป “เล็กจ้อย” กว่าความปรารถนาของผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคม

จนสามารถตั้งคำถาม (ได้อีกครั้ง) ว่า ถ้าอย่างนั้น เราจะมี “ผู้แทนฯ” ไปทำไม?

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย