bg-single

พาไปรู้จัก สะพานซ่อม 3ปี ยังไม่เสร็จ คนเดือดร้อนทั้งจังหวัด ล่าสุดคนขับรถตกพังยับเยิน

22.10.2026

ค่ำวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา รถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ซึ่งมีพ่อ แม่ และลูกชายโดยสารมาด้วยกัน 3 คน เดินทางมาจากต่างพื้นที่ ประสบเหตุพุ่งตกลงจากบริเวณสะพานศรีมงคลวชิรานุสรณ์ หรือ “สะพานวังแขม” สะพานข้ามแม่น้ำปิงที่เชื่อมระหว่างตำบลวังแขมกับตำบลแม่ลาด อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ

เหตุเกิดเวลาประมาณ 21.45 น. เจ้าหน้าที่กู้ชีพองค์การบริหารส่วนตำบลวังแขมและตำรวจสายตรวจตำบลวังแขมเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทั้ง 3 คน ซึ่งตกลงไปอยู่ด้านล่างที่มีความลึกกว่า 5 เมตร ก่อนนำส่งโรงพยาบาลคลองขลุง ผู้เป็นพ่อได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก ส่วนแม่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะที่ลูกชายอายุ 11 ปีอยู่ในรถด้วย

เคราะห์ดีที่บริเวณด้านล่างเป็นพื้นทรายและไม่ใช่ช่วงที่มีกระแสน้ำลึก มิฉะนั้นอุบัติเหตุครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้น

ข้อมูลจากชาวบ้านระบุว่า บริเวณดังกล่าวเป็นทางขึ้นสะพานฝั่งหน้าวัดจันทาราม โดยปกติจะมีแบริเออร์กั้นห้ามรถทุกชนิดผ่าน แต่มีข้อร้องเรียนว่าอุปกรณ์กั้นทางไม่ได้ถูกนำกลับมาติดตั้งปิดกั้นตามเดิม ทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่อาจไม่ทราบว่าสะพานปิดใช้งานอยู่

นอกจากคำถามถึงมาตรการป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้างว่ารัดกุมเพียงพอหรือไม่ ยังมีอีกประเด็นสำคัญที่เป็นคำถามใหญ่กว่าคือระยะเวลาการซ่อมแซมสะพาน ที่กินเวลายาวนานมากกว่า 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุสะพานพังเมื่อเดือน ต.ค.2566 จนถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 3 ปี 17 วัน

คิดเป็นจำนวนวันได้ 1,113 วัน คิดเป็นสัปดาห์ได้ 159 สัปดาห์ โดยยังไม่มีที่ท่าจะเสร็จโดยง่าย

ทำไมการซ่อมสะพานแห่งนี้จึงยาวนานขนาดนั้น?


จากสะพานพังปี 2566 สู่โครงการซ่อมที่เลยกำหนด

ย้อนกลับไปวันที่ 5 ตุลาคม 2566 สะพานศรีมงคลวชิรานุสรณ์ หรือสะพานวังแขม พังถล่มลงในแม่น้ำปิง หลังตอม่อสะพานทรุดตัว ประกอบกับฝนตกหนักและกระแสน้ำไหลเชี่ยวแรง

สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2547 และเป็นเส้นทางเชื่อมการเดินทางระหว่างตำบลวังแขมกับตำบลแม่ลาด เมื่อสะพานใช้การไม่ได้ ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำต้องเผชิญความยากลำบากในการเดินทาง ทั้งนักเรียนที่ต้องไปโรงเรียน ชาวบ้านที่จับจ่ายซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน และเกษตรกรที่ต้องขนส่งผลผลิต

แม้กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ จะดำเนินโครงการซ่อมแซมสะพาน แต่ปัญหากลับยืดเยื้อกว่าที่กำหนดไว้

สัญญาซ่อมแซมเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ใช้งบประมาณกว่า 84 ล้านบาท แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญา โครงการกลับยังไม่แล้วเสร็จ

มีการติดตามปัญหานี้จากสส.ในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ตกสะพานหลายเดือน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายนพพล ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร ที่เพิ่งเข้ารับหน้าที่สส.สมัยแรก ก็ถูกประชาชนแจ้งความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มส่งสัญญาณถึงปัญหาความล่าช้า โดยได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง พร้อมนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการในสภาผู้แทนราษฎร และยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถึงสาเหตุที่โครงการไม่แล้วเสร็จตามกำหนด

นพพลยังประสานแขวงทางหลวงชนบทกำแพงเพชร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชนว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น และจะมีแนวทางดำเนินการต่อไปอย่างไร


เจาะสาเหตุซ่อมล่าช้า

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นพพลร่วมกับนายอำเภอคลองขลุง ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน เข้ารับฟังคำชี้แจงจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงชนบทถึงสาเหตุที่การซ่อมแซมไม่เป็นไปตามแผน

ข้อมูลที่หน่วยงานชี้แจงระบุว่า แม้สะพานจะเสียหายเพียงหนึ่งช่วงคาน แต่การซ่อมแซมจำเป็นต้องรื้อถอนตอม่อและคานสะพานฝั่งตำบลแม่ลาดทั้งหมด เพื่อก่อสร้างใหม่ตามมาตรฐานความปลอดภัย

ปัญหาสำคัญเกิดขึ้นเมื่อการก่อสร้างมาถึงตอม่อจุดสุดท้าย พบว่าร่องน้ำจริงมีความลึกกว่าที่สำรวจและออกแบบไว้ โดยแบบเดิมกำหนดให้ใช้เสาเข็มลึก 24 เมตร แต่เมื่อเปิดหน้างานกลับพบว่าต้องใช้เสาเข็มลึกถึง 37 เมตร ทำให้ไม่สามารถใช้ระบบเสาเข็มตอกตามแบบเดิมได้อย่างเหมาะสม และจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นเสาเข็มเจาะ

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวทำให้ต้องออกแบบตอม่อใหม่และของบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 40 ล้านบาท แบ่งเป็นงบเหลือจ่ายปี 2569 จำนวน 20 ล้านบาท และงบประมาณปี 2570 อีก 20 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงชนบทและผู้รับจ้างรายเดิมชี้แจงว่า การรื้อถอนโครงสร้างเดิมมีความซับซ้อน ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง นักประดาน้ำ และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งระดับน้ำที่สูงเป็นเวลานานยังเป็นอุปสรรคต่อการทำงานใต้น้ำและการติดตั้งอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม นพพลตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการสำรวจและออกแบบตั้งแต่แรกจึงไม่สามารถสะท้อนสภาพพื้นที่จริงได้ครบถ้วน จนต้องแก้ไขแบบและของบประมาณเพิ่มเติมภายหลัง อีกทั้งการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำย่อมต้องคำนึงถึงสภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล จึงควรมีคำอธิบายต่อสาธารณะอย่างชัดเจน

สำหรับแนวทางแก้ไขที่หน่วยงานชี้แจงในเวลานั้น คือการยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างรายเดิม ปรับแบบตอม่อ และให้กรมทางหลวงชนบทดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือเอง โดยคาดว่าจะกลับมาเริ่มก่อสร้างได้ช่วงปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม และแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

แต่กำหนดการดังกล่าวก็ไม่เป็นไปตามแผนอีกครั้ง

นำปัญหาเข้าสภาหลายรอบ แต่กำหนดซ่อมเสร็จก็เลื่อนออกไปอีก

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นพพลนำประเด็นความคืบหน้าการซ่อมแซมสะพานเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อความเดือดร้อนของประชาชนไปยังกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงชนบท

ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2569 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับมอบหมายให้ตอบกระทู้ถามที่นพพลยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่าจะเร่งรัดการดำเนินงานและตั้งเป้าให้ซ่อมแซมสะพานแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

แต่วันที่ 20 สิงหาคม 2569 แผนงานกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง

ภายหลังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมลงพื้นที่ติดตามปัญหา มีการชี้แจงว่าสัญญากับผู้รับจ้างรายเดิมเพิ่งถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 และอยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน ก่อนเริ่มกระบวนการก่อสร้างที่คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือน

กำหนดแล้วเสร็จจึงเลื่อนจากเดือนธันวาคม 2569 ไปเป็นประมาณเดือนมิถุนายน 2570

จากสัญญาเดิมที่ควรแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2568 มาถึงกำหนดการล่าสุด ประชาชนจึงต้องรอการซ่อมแซมต่อไปอีก ขณะที่คำถามสำคัญยังคงอยู่ทั้งเรื่องสาเหตุที่โครงการล่าช้า การเปลี่ยนผู้รับจ้าง และความเป็นไปได้ที่แผนงานรอบใหม่จะทำได้จริงตามกรอบเวลา

นพพลระบุว่า ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเหตุใดแผนที่เคยกำหนดไว้จึงต้องเลื่อนออกไปอีกประมาณ 6 เดือน และจะมีหลักประกันอย่างไรว่ากำหนดการใหม่จะไม่ถูกเลื่อนซ้ำ

อุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว จึงยื่น กมธ.คมนาคม ขอให้ตรวจสอบทั้งโครงการ

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 อุบัติเหตุรถยนต์ตกจากสะพานทำให้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญมานานกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เพราะมิใช่เพียงความเดือดร้อนจากการเดินทางอ้อม แต่เป็นความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจริง

วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นพพล ผลอำนวย สส.พรรคเพื่อไทย จึงเข้ายื่นหนังสือต่อ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบความล่าช้าในการซ่อมแซมสะพานศรีมงคลวชิรานุสรณ์ และมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่

การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการผลักดันให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของกรรมาธิการ แม้ผู้ยื่นเรื่องจะสังกัดพรรคเพื่อไทย ขณะที่ประธาน กมธ.การคมนาคมสังกัดอีกพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีเป้าหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงและเร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบประชาชน

ข้อเรียกร้องสำคัญประกอบด้วย

  1. ตรวจสอบสาเหตุความล่าช้า โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงปัญหาและอุปสรรคของโครงการ
  2. ตรวจสอบการบริหารสัญญา ทั้งการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างรายเดิม สาเหตุการยกเลิกสัญญา การจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ และการกำกับควบคุมงานของหน่วยงานเจ้าของโครงการ
  3. ตรวจสอบงบประมาณและการดำเนินโครงการ ทั้งการเบิกจ่าย การตรวจรับงาน การเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากความล่าช้า
  4. ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทาง ป้ายเตือน สัญญาณไฟ และอุปกรณ์ป้องกันอันตราย รวมถึงการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ
  5. เร่งรัดแผนงานและกำหนดแล้วเสร็จที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าได้
  6. เร่งบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ ระหว่างที่สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้

นายศุภณัฐกล่าวภายหลังรับหนังสือว่า กมธ.การคมนาคมยินดีรับเรื่องร้องเรียนเข้าสู่การพิจารณา และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

คำถามที่ประชาชนไม่ควรต้องรอคำตอบไปอีกหลายเดือน

กรณีสะพานวังแขมสะท้อนปัญหาที่มากกว่าความล่าช้าของโครงการก่อสร้าง เพราะทุกครั้งที่กำหนดแล้วเสร็จถูกเลื่อนออกไป ภาระก็ยังตกอยู่กับประชาชนที่ต้องเดินทางอ้อม ขนส่งผลผลิตทางการเกษตร และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

ขณะเดียวกัน อุบัติเหตุรถยนต์ตกสะพานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ยังทำให้ต้องมีคำตอบอย่างจริงจังว่า ในช่วงที่สะพานปิดใช้งาน หน่วยงานที่รับผิดชอบได้จัดมาตรการป้องกันอันตรายไว้อย่างเพียงพอหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

สิ่งที่ประชาชนต้องการจึงไม่ใช่เพียงคำชี้แจงว่าทำไมงานจึงล่าช้า แต่คือแผนก่อสร้างที่มีกรอบเวลาชัดเจน ตรวจสอบได้ มาตรการความปลอดภัยที่ใช้ได้จริงตั้งแต่วันนี้ และการตรวจสอบความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

หลังติดตามปัญหาผ่านการลงพื้นที่ การประสานหน่วยงาน และการตั้งกระทู้ถามในสภามาหลายครั้ง นพพลได้ส่งเรื่องเข้าสู่ กมธ.การคมนาคมเพื่อเพิ่มช่องทางตรวจสอบและเร่งรัดการแก้ไขปัญหา

ขั้นตอนต่อจากนี้จึงอยู่ที่การทำให้คำรับเรื่องของกรรมาธิการนำไปสู่การเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรม

เพราะสำหรับชาววังแขมและแม่ลาด สะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญของการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ และยิ่งโครงการล่าช้าออกไปนานเท่าใด ต้นทุนความเสียหายที่ที่มองเห็นและมองไม่เห็น ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หล่มสงครามกัมพูชา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
พาไปรู้จัก สะพานซ่อม 3ปี ยังไม่เสร็จ คนเดือดร้อนทั้งจังหวัด ล่าสุดคนขับรถตกพังยับเยิน
E-DUANG | บทบาท รัฐบาล ภูมิใจไทย การปกป้อง “กล่องดวงใจ”
“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509