บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (53)
กราบแผ่นดิน
หลังจากที่ได้ลงจากเครื่องบินหมดทั้ง 64 คน เสียงไชโยโห่ร้องก็สงบลงไปด้วย ต่อจากนั้นก็ได้เห็นภาพของพวกเชลยศึกทุกคนต่างก็นั่งคุกเข่าลงกับพื้นสนามบิน ก้มลงกราบที่พื้นสนามบินคนละ 3 ครั้ง โดยพร้อมเพรียงกัน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาขณะนั้นมันเป็นภาพที่ไม่มีผู้ใดเป็นผู้สั่งการ เพราะต่างคนต่างก็กระทํากันเองโดยอัตโนมัติ มันอาจเป็นสามัญสํานึกของเชลยศึกแต่ละคนที่มีสายเลือดของคนไทยอยู่ในตัวเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ แม้แต่คณะเจ้าหน้าที่จากสวนรื่นฤดีเองซึ่งมีตั้งแต่นายพลจนถึงนายสิบ ซึ่งมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่คอยต้อนรับพวกเชลยยังทึ่งต่อการกระทําของพวกเชลยศึกไทยทุกคน
ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่จากสวนรื่นฤดีคนหนึ่งท่าทางสมาร์ตหล่อเหลา (ทราบในตอนหลังว่าเป็นทหารมียศร้อยโท) ได้ตะโกนเรียกให้พวกเชลยเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง เพื่อดําเนินกรรมวิธีในขั้นต่อไป แต่ปรากฏว่าพวกเชลยศึกยังไม่ยอมปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น สังเกตได้คือ แต่ละคนทําหน้าตาเลิ่กลั่ก บางคนไม่แน่ใจว่าจะทําดีหรือไม่ทําดี บางคนไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องการอะไร พร้อมกับได้ยินเสียงเอะอะและบ่นพึมพํา มีเสียงเรียกคําว่า “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่” (ซึ่งเป็นคําที่พวกเชลยใช้เรียกชื่อผม) เหมือนกับคําถามว่า “จะเอายังไงดีล่ะพี่ใหญ่” จึงร้อนถึงผม คงจะต้องแสดงบทบาทเป็นครั้งสุดท้ายอีกสักนิดหน่อยก่อนที่จะจากกัน ผมจึงต้องใช้เสียงร้องตะโกนดังๆ ว่า “ทั้งหมดจัดแถวตอนเรียงหนึ่ง” ขาดคําก็ได้ยินเสียงของเชลยทั้งหมดร้องคําว่า “เฮ” ดังๆ พร้อมกันคําเดียว แล้วทุกคนก็วิ่งเข้าไปจัดแถวตอนเรียงหนึ่งตามคําสั่งที่ผมตะเบ็งออกไปเมื่อกี้นี้
เมื่อทุกคนจัดแถวเรียบร้อยแล้ว ผมก็สั่ง “นิ่ง” ต่อจากนั้นผมก็เดินไปบอกกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้นพร้อมกับบอกเขาดังๆ ว่า “เชิญครับ ตอนนี้ผมหมดหน้าที่แล้ว”
เจ้าหน้าที่ท่านนั้นได้เป็นผู้นําแถวเดินไปจากสนามบิน ผมเดินอยู่ทางท้ายแถวสุดและมองไปทางซ้ายมือเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งยืนอยู่บนแท่นสูงประมาณ 1 เมตร กําลังประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับเชลยศึกที่เดินอยู่ในแถวทุกคน ผมเองมีอาการขนลุกซู่ท่วมตัวเมื่อได้รับน้ำมนต์จากหลวงพ่อเป็นคนสุดท้าย ต่อจากนั้นก็เป็นแถวของสุภาพสตรีกว่า 20 คน ซึ่งแต่ละคนสวมเครื่องแบบสีขาวอาจเป็นนางพยาบาลจากโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ช่วยกันนําเอาพวงมาลัยดอกมะลิสดที่วางอยู่ในพานใหญ่ 5 – 6 ใบ ช่วยกันคล้องให้พวกเชลยศึกคนละพวง พร้อมกับแสดงความดีใจที่ได้เห็นพวกเรารอดชีวิตกลับคืนมาได้
ต่อจากแถวของนางพยาบาลก็เป็นแถวของนายทหารจากสวนรื่นฤดีอีก 20 กว่าคนเช่นกัน ซึ่งแต่ละคนได้แสดงออกถึงความดีใจที่ได้เห็นพวกเรากลับมาทุกคน บางคนก็เคยไปร่วมในทีมเดียวกับพวกเชลยศึกหลายคนซึ่งจํากันได้ แต่นายเป็นคนโชคดีจึงไม่ถูกจับ ลูกน้องดวงไม่ดีก็เลยต้องถูกจับไปเป็นเชลย บางคนก็ทักทายกันแบบสนิทสนมว่า “เฮ้ย มึงยังอยู่หรือวะ” “ครับ…ผมมันคนตายยากครับ” แล้วต่างคนต่างหัวเราะให้กัน แล้วตัวนายก็วิ่งเข้ามากอดกันแน่น
ดูภาพเหล่านี้แล้วทําให้เชลยทุกคนมีความสุข สุขทั้งกายและทั้งใจ บางคนก็หัวเราะและมีน้ำตาไหลออกมาด้วย สําหรับผมนั้นแน่นอนมีความสุขที่สุด
ในชีวิตตั้งแต่เกิดมาตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่ไร้เดียงสาจนถึงจําความได้ มีการพลัดพรากจากกันทั้งพ่อทั้งแม่ ชีวิตครอบครัวของผมไม่เคยสมบูรณ์พูนสุข สุขบ้างทุกข์บ้างคละเคล้ากันมาโดยตลอด ตกทุกข์ได้ยากลําบากแสนเข็ญ แต่นั่นมันเป็นชีวิตในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นและอาศัยอยู่บ้านของตัวเองจึงไม่เกิดปัญหาอะไรมากนัก แม้จะมีความทุกข์ก็ยังพอทน เพราะรู้ว่าความทุกข์คือความทุกข์
ในชีวิตตั้งแต่เกิดมาลืมตาดูโลกเป็นเวลาถึง 43 ปี ในวันนี้ผมมีความสุขที่สุด เพราะมีโอกาสได้ผุดโผล่ขึ้นมาจาก “ขุมนรก” ใต้อเวจี และได้กลับคืนมาเหยียบผืนแผ่นดินไทยในวันนี้ (29 กันยายน 2517) ไม่รู้ว่าเป็นผลบุญแต่ชาติปางก่อนหรือจะเป็นเพราะว่าผลบุญของพระคุณเจ้าท่านช่วยคุ้มครองเอาไว้กันแน่จึงได้รอดชีวิตมาได้อย่างนี้ ผมพยายามทําใจให้เป็นปกติ เพราะขณะที่กําลังคิดอยู่นี้ผมเกิดอาการขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว คิดอยู่ในใจว่า
“แม่ครับ ลูกของแม่กลับมาแล้วครับ…”
ทหารเหลือใช้สงคราม
“เป็นความผิดของพวกเราที่ไม่ตายเสียให้หมดในสนามรบ แล้วมีชีวิตรอดกลับมาให้เป็นภาระของสังคม” : พล.ท.สาโรจน์ รบบำรุง ทหารผ่านศึก
Yellow Ribbon
บทเพลง “Tie a Yellow Ribbon Round the Ole Oak Tree” รำพึงว่าตนจะได้รับการต้อนรับจากหญิงอันเป็นที่รักอย่างไร หลังพ้นโทษ
กันยายน พ.ศ.2517 เชลยศึกทหารไทย 216 ชีวิตได้กลับมากราบแผ่นดินไทย ทิ้งกระดูกของเพื่อนนักรบที่ไม่ทราบยอดแน่นอนไว้บนแผ่นดินลาวจนบัดนี้ แม้จะไม่ได้กลับแผ่นดินไทยแต่วิญญาณของพวกเขาคงจะไม่เหงาเกินไปนัก เพราะคงได้รับการโอบรับจากวิญญาณของเหล่านักรบไทยที่สิงสถิตอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่ครั้งศึกขุนเจืองในสมรภูมิเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 2 พันปีที่แล้ว
แล้วเหล่าทหารผ่านศึกที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งที่เพิ่งได้กลับบ้านในฐานะอดีตเชลยศึก และทั้งที่ได้กลับบ้านหลังเสร็จสิ้นภารกิจเล่า พวกเขาจะได้รับการต้อนรับจากสังคมไทยที่ข้ามโขงไปทำสงครามนอกบ้านเพื่อให้คนในบ้านอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัยอย่างไร สังคมไทยจะมอง “ทหารเหลือใช้สงคราม” เหล่านี้อย่างไร ไม่ต้องคาดหวังแถวผู้คนต้อนรับพร้อมธงไตรรงค์เหมือนหลายสงครามที่ผ่านมา
บางคนอาจนึกถึงเพียงริบบิ้นสีเหลือง
หนัง 3 เรื่อง
มีหนังฮอลลีวู้ดจำนวนไม่น้อยที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสงครามเวียดนามที่สะท้อนทัศนะสังคมอเมริกันส่วนรวมเชิงลบต่อทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวทหาร และยังมีเรื่องหนึ่งที่สะท้อนภาพตรงกันข้ามต่อทหารอเมริกันในสงครามอ่าว รวมทั้งยังมีหนังไทยที่สะท้อนทัศนะสังคมไทยต่อทหารเสือพรานที่รอดชีวิตจากสงครามลับลาว
First Blood พ.ศ.2525 : หนังเรื่องนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนและจุดกระแสตอบรับอย่างสูงในสังคมอเมริกันที่ไม่ใช่เป็นเพียงหนังแอ็กชั่นทั่วไป แต่ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงาบานใหญ่” ที่บังคับให้สังคมอเมริกันในยุคนั้นต้องหันกลับมามองและยอมรับความจริงเกี่ยวกับความโหดร้ายของสงครามเวียดนาม และบาดแผลที่พวกเขาเคยมองข้ามไป
หนังทำรายได้ถล่มทลายทั่วสหรัฐ ผู้ชมสะใจกับฉากแอ็กชั่น แต่ในขณะเดียวกันก็สะเทือนใจกับบาดแผลทางสงครามของแรมโบ้
ในช่วงแรก นักวิจารณ์ฝั่งเสรีนิยมบางกลุ่มกังวลว่าหนังเชิดชูความรุนแรงและต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ต่อมาหนังได้รับการยอมรับในฐานะงานศิลปะที่วิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาลได้อย่างเจ็บปวดตรงไปตรงมา
จอห์น แรมโบ้ อดีตทหารหน่วยรบพิเศษผู้ผ่านสงครามเวียดนามมาอย่างโชกโชน เดินทางมายังเมืองเล็กๆ แถบชนบทของอเมริกาเพื่อตามหาเพื่อนร่วมรบคนสุดท้าย แต่กลับพบว่าเพื่อนได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจากสารเคมีในสงครามไปแล้ว แรมโบ้จึงต้องเดินเตร่ไปตามทางหลวงอย่างโดดเดี่ยวในสภาพแต่งตัวซอมซ่อจนเตะตานายอำเภอท้องถิ่นบ้าอำนาจที่มองว่าเขาเป็น “เดนมนุษย์” และเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย จึงจับกุมเขาเข้าคุกโดยไม่มีความผิด ในห้องขัง แรมโบ้ถูกผู้คุมกลั่นแกล้งและทารุณกรรม บรรยากาศของห้องขังแคบๆ และความรุนแรงได้ไป “ปลุกเร้า” บาดแผลฝังใจในอดีตตอนที่เขาเคยถูกเวียดกงจับกุมและทรมานในค่ายเชลยศึก
สมองของแรมโบ้ชัตดาวน์จากโลกปัจจุบันและดึงเขากลับเข้าสู่โหมดสงครามทันที เขาแหกคุกหนีเข้าป่าลึกบนภูเขา นายอำเภอจึงระดมกำลังตำรวจและกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมินับร้อยพร้อมอาวุธหนักมาไล่ล่า
หนังเปลี่ยนจากศึกไล่ล่ากลายเป็นการเปิดโปงความจริงอันเจ็บปวดในตอนท้าย เมื่อแรมโบ้ระเบิดอารมณ์ร้องไห้ต่อหน้าผู้บังคับบัญชาเก่า ตัดพ้อสังคมแนวหลังที่ประท้วงด่าทอทหารว่าฆ่าเด็ก ทั้งที่พวกเขาไปรบตามคำสั่งรัฐบาล และเมื่อกลับมา เกียรติยศที่เคยรับผิดชอบอาวุธราคาเป็นล้านในสงครามกลับสูญสิ้น แม้แต่งานล้างรถในเมืองหลวงก็ไม่มีใครจ้าง
ภาพที่เกิดขึ้นในหนัง ไม่ใช่เรื่องเกินจริงจากประวัติศาสตร์ในช่วงหลังสงครามเวียดนาม ซึ่งทหารผ่านศึกส่วนใหญ่เป็นเด็กหนุ่มวัยเรียนและชนชั้นแรงงานที่ถูกเกณฑ์ไปรบ แต่เมื่อกลับมา พวกเขากลับกลายเป็นที่ระบายอารมณ์และถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากกลุ่มต่อต้านสงครามที่โกรธแค้นรัฐบาล ทหารในเครื่องแบบหลายคนถูกถ่มน้ำลายใส่และถูกด่าว่า “ฆาตกรฆ่าเด็ก” (Baby killers) ตั้งแต่ลงเหยียบสนามบินและในที่สาธารณะ ผิดจากภาพการต้อนรับอันยิ่งใหญ่เมื่อทหารอเมริกันกลับบ้านพร้อมชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2
ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ในช่วงที่แรมโบ้และทหารผ่านศึกเหล่านี้กลับมาจากสงครามเวียดนาม อาการสะดุ้งกลัวและเห็นภาพหลอนอันเป็นผลต่อเนื่องจากความโหดร้ายในสงครามยังไม่ถูกระบุเป็นโรคทางการแพทย์ ทหารจำนวนมากจึงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกผิดปกติทางจิตและประสาท เป็น “ฆาตกรบ้าสงคราม” อันตรายสังคม ขณะที่สำนักงานทหารผ่านศึกสหรัฐในยุคนั้นไม่มีงบประมาณและบุคลากรเพียงพอในการเยียวยา ส่งผลให้ทหารผ่านศึกเวียดนามกลายเป็นคนไร้บ้านสูงติดอันดับต้นๆ ของประเทศ และมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก ซ้ำเติมความบอบช้ำให้แก่ทหารผ่านศึกยิ่งขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้ สังคมอเมริกันมักมองทหารผ่านศึกเวียดนามที่มีอาการแปลกๆ ว่าเป็น “คนบ้าที่อันตราย” แต่หนังเรื่องนี้ช่วยเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็น “วีรบุรุษผู้บอบช้ำและน่าเห็นใจ” จนนำไปสู่ความเห็นใจและความตื่นตัวทางการแพทย์เพื่อทำความรู้จักอาการนี้
ขณะที่กลุ่มทหารผ่านศึกเวียดนามจำนวนมากรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ ที่พูดแทนใจและถ่ายทอดความอัดอั้นตันใจที่พวกเขาต้องเผชิญจากการถูกสังคมทอดทิ้งและเหยียดหยามได้ตรงความเป็นจริงที่สุด
