ในที่สุดอัยการก็อุทธรณ์คดี 112 ของคุณทักษิณ ชินวัตร อย่างที่ผมพูดไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม
และในที่สุดคุณทักษิณก็มีโอกาสติดคุกคดีชั้น 14 จนครบกำหนด 1 ปี รวมทั้งโดนคดีภาษีหุ้นอีก 1.7 หมื่นล้านทั้งที่คิดว่าจะรอด
อนาคตคุณทักษิณวันนี้จึงมีทางเลือกจะจ่ายภาษีจากในคุก หรือจะเป็นบุคคลล้มละลาย
เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ที่จะเกิดกับเครือข่ายคุณทักษิณในอนาคต คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีค่าเสียหายคดีจำนำข้าวที่ต้องจ่ายให้รัฐอีกไม่เกิน 1 หมื่นล้าน ถ้าจ่ายก็จบ ถ้าไม่จ่ายก็โดนยึดทรัพย์และเป็นบุคคลล้มละลาย
ส่วนคุณแพทองธาร ชินวัตร และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจมีความผิดที่ไม่ดำเนินการเก็บค่าเสียหายคุณยิ่งลักษณ์เลย
เมื่ออดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตรติดคุกและมีหนี้ต้องจ่ายรัฐรวมเกือบ 2.7 หมื่นล้าน พรรคเพื่อไทยที่ระส่ำระสายอยู่แล้วจะยิ่งระส่ำระสายขึ้น
ไม่มีใครรู้ว่าครอบครัวชินวัตรจะเอาอย่างไร
ดีลที่อดีตนายกฯ เจรจากับ “บ้านใหญ่” จะไปต่อหรือจบ
เช่นเดียวกับดีลที่มีกับเจ้าสัวหรือบุคคลระดับสูงขึ้นไป
โลกของเพื่อไทยคือโลกแห่งการดีลซึ่งอยู่ด้วยการหมอบเพื่อแลกกับสิ่งที่คุณทักษิณต้องการ การตั้งรัฐบาลข้ามขั้วและทำเรื่องไร้หลักการนับไม่ถ้วนหลังปี 2566 คือหลักฐานว่าเพื่อไทยห่างไกลจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยไปสุดกู่ และคดีคุณทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ล่าสุดยิ่งทำให้เพื่อไทยไม่มีทางกลับมาได้เลย
หลักฐานง่ายๆ ว่าเพื่อไทย “หมอบ” เต็มที่คือขนาดคุณทักษิณโดนอุทธรณ์ 112 ซึ่งทำให้ติดคุกยาว 1 ปีและโดนคดีภาษีหุ้น 1.7 หมื่นล้าน เพื่อไทยทั้งพรรคกลับไม่มีแถลงการณ์เรื่องนี้ อดีตนายกฯ อย่างคุณแพทองธารและคุณเศรษฐา ทวีสิน เงียบสนิท เช่นเดียวกับแกนนำอย่างคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และคุณจาตุรนต์ ฉายแสง
นับตั้งแต่คุณทักษิณถูกรัฐประหารปี 2549 ไม่เคยมียุคไหนที่เพื่อไทยปิดปากเรื่องคุณทักษิณเท่ายุคนี้ คนของเพื่อไทยที่พูดเรื่องนี้มีไม่เกิน 5 และทั้งหมดพูดในฐานะบุคคล ไม่มีใครพูดในนามพรรค โฆษกและรองโฆษกที่พูดทุกเรื่องกลายเป็นคนหายไปเฉยๆ ราวกับเพื่อไทยส่งสัญญาณหมอบทันที
ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 2569 สะท้อนให้เห็นแล้วจากการหมอบราบคาบแก้วแม้กระทั่งคดีคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ปัจจุบัน โอกาสที่เพื่อไทยจะอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณอนุทิน ชาญวีรกูล จึงมีน้อยมาก เพราะจะทำให้โอกาสในการจับมือตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทยน้อยลงไปด้วยโดยปริยาย
ด้วยความอ่อนแอของเพื่อไทยตามสภาพคุณทักษิณแบบนี้ แนวโน้มที่พรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมจะแข็งแกร่งขึ้นโดยดูด ส.ส.จากเพื่อไทยย่อมมีมากขึ้นไปอีก ราคาตลาดของ ส.ส.เก่าที่ 50 ล้านแสดงความพร้อมของฝ่ายดูดอยู่แล้ว
การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการเลือกตั้งที่เพื่อไทยจะแพ้หนักกว่าที่เคย
ข้อถกเถียงเดียวของฝ่ายคุณทักษิณคือพูดอ้อมๆ แอ้มๆ ว่าคดีนี้เป็น “คดีการเมือง” แต่ที่จริงคดีนี้เป็นปฐมบทของ “การเมืองสีเทา ” ยุคที่นักการเมืองวิวัฒนาการจากการหากินส่วนต่างและค่านายหน้าในทศวรรษ 2520 มาเป็นการใช้ตำแหน่งการเมืองออกนโยบายและกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ตัวเอง
ข้ออ้างที่ฝ่ายคุณทักษิณใช้ปลุกปั่นคือทั้งประเทศมีคุณทักษิณขายหุ้นแล้วโดนภาษีคนเดียว แต่คดีไม่ได้เกิดจากขายหุ้น แต่เพราะคุณทักษิณตั้งบริษัทแอมเปิลริชที่เกาะเวอร์จิน, โอนหุ้นชินคอร์ปให้ลูกที่บริษัทนี้, ตั้ง “โอ๊ค-เอม” เป็นกรรมการบริษัท จากนั้นหาทางขายหุ้นที่แอมเปิลริชให้สิงคโปร์
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้พิรุธ แต่ยังไม่ผิด ส่วนความผิดเกิดเมื่อคุณทักษิณแก้กฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นโทรคมนาคมไทยได้ 49% หลังจากนั้น 2 วัน ทักษิณก็ขายหุ้นชินคอร์ปให้สิงคโปร์จนน่าสงสัยว่าออกกฎหมายเพื่อให้ขายหุ้นได้ หรือเท่ากับใช้ตำแหน่งการเมืองเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง
ยิ่งกว่านั้น แอมเปิลริชซึ่ง “โอ๊ค-เอม” เป็นกรรมการก็ขายหุ้นชินให้ “โอ๊ค-เอม” ในฐานะบุคคล 300 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท เพราะถ้าขายให้สิงคโปร์โดยตรงก็ต้องเสียภาษี จากนั้น “โอ๊ค-เอม” ก็ขายหุ้นนั้นให้สิงคโปร์ในวันเดียวกันในตลาดหลักทรัพย์ 49.25 บาทโดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่อง “เทา” แน่ เพราะไม่มีเหตุผลที่บริษัทดังกล่าวจะขายหุ้นให้ “โอ๊ค-เอม” แค่หุ้นละ 1 บาท ทั้งที่ตัวเองสามารถขายในตลาดได้ 49.25 บาท เท่ากับบริษัทยอมสูญเสียกำไรหุ้นละ 48.25 บาท โดยขายหุ้นให้ลูกคุณทักษิณเพื่อให้ทั้งคู่ไปขายในตลาดหลักทรัพย์โดยไม่ต้องเสียภาษีเลย
กรณีหุ้นทักษิณเป็นตัวอย่างของ “การเมืองสีเทา” ซึ่งคุณทักษิณในฐานะนักธุรกิจตั้งบริษัทนอมินีต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีอย่างซับซ้อนตั้งแต่ยังไม่เล่นการเมือง จากนั้นคุณทักษิณในฐานะนักการเมืองใช้อำนาจออกกฎหมายเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์จนขายหุ้นโดยหลบเลี่ยงภาษีโดยตรง
“การเมืองสีเทา” ที่ทุกวันนี้วิจารณ์ทั่วบ้านทั่วเมืองเป็นวิวัฒนาการของ “การเมืองสีเทา” ที่ผู้มีอำนาจใช้ตำแหน่งการเมืองเพื่อหาผลประโยชน์มานานแล้ว ตัวอย่างเช่นนักการเมืองและทหารในทศวรรษ 2490 ตั้งรัฐวิสาหกิจผูกขาดกิจการต่างๆ แล้วตั้งพวกพ้องไปคุมรัฐวิสาหกิจโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
เมื่อถึงทศวรรษ 2520 “การเมืองสีเทา” ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นที่เป็น ส.ส.และรัฐมนตรีหากินโดยรับเหมาและผูกขาดขายของให้หน่วยราชการ อดีตนายกคนหนึ่งรวยจากการขายคลอรีนให้การประปานับสิบปี พ่อของนายกฯ และรองนายกฯ หลายคนทำรับเหมาจนมีเงินมาทำงานการเมือง
เมื่อถึงยุคสมัยของคุณทักษิณในทศวรรษ 2540 “การเมืองสีเทา” กลายเป็นเรื่องที่นักการเมืองกลายเป็นคนกำหนดนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ประโยชน์กับธุรกิจตัวเองอย่างที่เกิดในคดีคุณทักษิณล่าสุด ขณะที่ในทศวรรษ 2560 “การเมืองสีเทา” กลายเป็นเรื่องการยึดรัฐโดยทุนการเมืองสีเทาโดยตรง
คำถามคือถ้า “การเมืองสีเทา” ยุคคุณทักษิณต้องใช้เวลาจนถึงปี 2568 กว่าคดีจะสิ้นสุด “การเมืองสีเทา” ในทศวรรษ 2560 จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะยุติลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคำนึงว่าพรรคการเมืองที่มีภาพ “การเมืองสีเทา” มีโอกาสเติบโตขึ้นบนความถดถอยของพรรคเพื่อไทย
สองสัปดาห์ที่แล้วผมเคยเขียนเรื่อง State Capture ที่ทุนสีเทาคุมรัฐมนตรี, คุมรัฐบาล และคุมพรรคการเมืองจนเกิด “การเมืองสีเทา” แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือทุกวันนี้แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ราชการฝ่ายรักษากฎหมายก็ยังอยู่ภายใต้ “ทุนสีเทา” ที่กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของข้าราชการ
ไม่มีหน่วยราชการไหนสะท้อนปัญหา “ทุนสีเทา” ได้เท่ากับตำรวจไทยในปัจจุบัน เพราะตำรวจตอนนี้เจอปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งซึ่งถึงที่สุดแล้วเชื่อมโยงไปถึง “ทุนสีเทา” ที่ต้องการใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการปกป้องธุรกิจผิดกฎหมายของตัวเอง
เถียงกันนานเป็นสัปดาห์แล้วระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก” กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าใคร “เทา” กว่าใคร คนที่เชื่อบิ๊กโจ๊กสุดลิ่มทิ่มประตูมีเยอะ ส่วนคนที่เชื่อ ผบ.ตร., รอง ผบ.ตร, และอดีตนายพลคนอื่นๆ นั้นมีน้อยกว่ามาก และที่แน่ๆ คือคนที่เชื่อว่าต่างฝ่ายต่าง “เทาทั้งคู่” ก็มีมากขึ้นทุกวัน
ไม่ใช่ความลับว่าคุณโจ๊กเหนือชั้นกว่าตำรวจคนอื่นเรื่องสื่อสารและการใช้สื่อเป็นเครื่องมือ
ข้อมูลที่คุณโจ๊กและพวกจงใจแฉทำให้ความเชื่อว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมแรงทะลุปรอท
เช่นเดียวกับข้อมูลเรื่องความเทาของคุณโจ๊กขณะมีอำนาจที่คุณโจ๊กยอมรับว่าตัวเองสีเทา
ตํารวจไทยเทาแค่ไหนเป็นเรื่องที่คนไทยรู้ทันทีที่รู้ว่าเจอด่านแล้วต้องจ่ายเงิน ที่แย่กว่าคือสังคมไทยเชื่อว่าตำรวจเทามากระดับที่คำพูดว่า “ปฏิรูปตำรวจ” ถูกพูดทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง หรือทหารยึดอำนาจ แต่พอใครที่พูดแบบนั้นได้เป็นนายกฯ และเป็นประธาน ก.ตร.ก็จะเลิกพูดเรื่องนี้ทันที
นายพลคน หนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ราคาซื้อตำแหน่งสารวัตรโรงพักเกรดที่เปิดหน้าต่างเห็นแต่ทุ่งนาอยู่ที่ 3 ล้านต่อคน ส่วนนายพลอีกท่านก็ยอมรับว่าเล่ห์เหลี่ยมการซื้อมีตั้งแต่ซื้อตำแหน่งให้ตัวเองโดยตรง, จ้างให้บางคนลาออกเพื่อให้ตัวเองได้ตำแหน่งแทน หรือแม้แต่ลงขันซื้อเพื่อเลื่อนตำแหน่งทั้งยวง
ยกตัวอย่างง่ายๆ รอง ผบ.คนหนึ่งเหลืออายุราชการ 2 ปีโดยไม่มีโอกาสเป็น ผบ. ตำรวจระดับรองลงมาหลายคนจึงลงขันให้รอง ผบ.คนนี้ลาออกเพื่อเปิดทางให้ตำรวจคนอื่นเป็น รอง ผบ. และมีโอกาสเป็น ผบ.ในอนาคต เช่นเดียวกับเปิดทางให้ผู้ร่วมหุ้นคนอื่นมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งตามมา
ตำรวจไม่ใช่องค์กรอาชญากรรมแน่ๆ แต่องค์กรที่ซื้อตำแหน่งประเจิดประเจ้อจนรู้กันทั่วแบบนี้ก็ไม่ใช่องค์กรที่ประชาชนจะไว้ใจเรื่องรักษากฎหมายได้ 100% ซ้ำก็ยังไม่มีใครมีแนวทางแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบแม้แต่นิดเดียว
ถ้าเอาสองภาพนี้มาประกบกัน
การเลือกตั้งปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะเห็น “การเมืองสีเทา” เติบโตขึ้นผ่านการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ระบบราชการที่ควรเป็นฝ่ายรักษากฎหมายก็อยู่ภายใต้ “ทุนสีเทา” ซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงไปถึง “การเมืองสีเทา”
ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนไทยต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยเจตจำนงอย่างแรงกล้าที่จะกำจัด “การเมืองสีเทา” อย่างครั้งปัจจุบัน
