bg-single

3 เรื่อง “Historic Firsts”ที่รัฐบาลใหม่ต้องรู้ในปี 2026

19.12.2025

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

3 เรื่อง “Historic Firsts”

ที่รัฐบาลใหม่ต้องรู้ในปี 2026

เผลอแป๊บเดียวก็หมดปีอีกแล้วนะครับ ถ้าจำไม่ผิด ผมเริ่มเขียนคอลัมน์ให้ มติชนสุดสัปดาห์ หลังถูกตัดสิทธิ์และย้ายมาฮาร์วาร์ดได้ปีกว่าๆ แล้ว และเขียนทุกสัปดาห์แบบไม่เคยขาด ตอนนี้ก็กำลังจะเข้าใกล้หลักร้อยอย่างไม่น่าเชื่อ

หากมองย้อนกลับไปปี 2025 เป็นปีที่โลกของเราเผชิญสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า polycrisis-ไม่ใช่วิกฤตเดียว แต่เป็นวิกฤตหลายลูกซ้อนกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ความขัดแย้งทางทหารตามตะเข็บชายแดนในหลายภูมิภาคทั่วโลก เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน การรุกคืบของ AI ที่เร็วเกินกฎหมาย และภัยพิบัติสภาพภูมิอากาศที่เตือนเราผ่านจอมือถือแทบทุกเดือน

ประเทศไทยเราก็หนีไม่พ้นเกือบจะทุกอย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้น ผสมกับความเปราะบางทางการเมือง สภายุบและเรากำลังจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเลือกผู้นำใหม่ในต้นปีหน้า

จึงปะเหมาะเคราะห์ดี เพราะผมเองก็ตั้งใจทำเป็นธรรมเนียมประจำตัวในช่วงปลายปี ว่าเราไม่ควรถามแค่ว่า “ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเรา”

แต่ควรถามว่า “ปีหน้า โลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์แบบไหนบ้าง?”

เพราะจุดเปลี่ยนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มักเป็นสัญญาณให้ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมเป็นคอลัมน์ท้ายปีให้สม่ำเสมอต่อไปในอนาคต

สำหรับปี 2026 ผมมองเห็น “สามครั้งแรกในประวัติศาสตร์” หรือ ” Three Historic Firsts” ที่กำลังจะเปลี่ยนเกมใหญ่ของโลกอย่างแท้จริง คือ เรื่อง Environment, Economy และ Aging ดังต่อไปนี้ครับ

Environment – พลังงานหมุนเวียน

ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก

แต่ช่องว่างโลกร้อนน่ากังวลที่สุด

เริ่มจากข่าวดี สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า ปี 2025-26 จะเป็นครั้งแรกที่พลังงานหมุนเวียน-แสงอาทิตย์ ลม น้ำ-ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถ่านหิน กลายเป็นแหล่งพลังงานอันดับหนึ่งของโลกหลังยุคถ่านหินครองอำนาจมากว่าศตวรรษ

ราคาของโซลาร์ที่ถูกลง การพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลม และนโยบายสนับสนุนในจีน บราซิล และยุโรป ทำให้ภาพใหญ่นี้ชัดขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่ข่าวไม่ดีคือ แม้พลังงานสะอาดจะวิ่งเร็ว ตัวเลขอุณหภูมิโลกวิ่งเร็วยิ่งกว่า รายงานของ UNEP ระบุว่า ด้วยนโยบายปัจจุบัน โลกยังมุ่งหน้าไปสู่การร้อนขึ้นราว 2.8-3.1 องศาเซลเซียสภายในปี 2100

และถึงแม้ประเทศต่างๆ จะทำตามคำมั่นสัญญาทั้งหมด ก็ยังลดลงได้เพียงประมาณ 2.3-2.5 องศา ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 1.5 องศาตามความตกลงปารีสอย่างน่ากังวล

นี่คือภาพ “สองขั้ว” ของปี 2026-ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้น และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ยิ่งถ่างออกจากเส้นปลอดภัย

ไทยจึงต้องทำสองอย่างไปพร้อมกัน

: เร่งเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้า

และเร่งพัฒนาความสามารถในการรับมือภัยทางสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี

Economy- ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก

เลื่อนไปยังประเทศเกิดใหม่

และเอกชนทรงพลังเทียบรัฐชาติ

ครั้งแรกแบบที่สองคือการสั่นสะเทือนของระบบเศรษฐกิจโลกที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการเปลี่ยน “โครงสร้างผู้เล่น” ของโลกทั้งใบ

ย้อนกลับไปปี 1994 กลุ่ม G7 เคยถือสัดส่วน GDP โลกกว่า 67%

แต่ปัจจุบัน-ถ้าวัดแบบกำลังซื้อ (PPP)-เหลือเพียงราว 30%

ขณะที่เศรษฐกิจเกิดใหม่รวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 60% และยังเติบโตเร็วกว่าอย่างต่อเนื่อง

IMF คาดว่าในปี 2026 เศรษฐกิจประเทศร่ำรวยจะโตเพียง 1.4-1.5% ขณะที่ประเทศเกิดใหม่โตใกล้เคียง 4%

แต่สิ่งที่ทำให้ปี 2026 น่าจับตามากกว่านั้นคือ “ครั้งแรกทางเศรษฐกิจ” อีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ปีนี้อาจเป็นปีแรกที่หนี้สาธารณะรวมของประเทศพัฒนาแล้วแตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

ขณะที่ประเทศเกิดใหม่กลับมีฐานะการคลังยืดหยุ่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ปีเดียวกันนั้น กำลังซื้อของผู้บริโภคในเอเชียอาจมีขนาดใหญ่กว่าอเมริกาเหนือและยุโรปรวมกัน

ทำให้เอเชียกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมและสินค้าโลก ไม่ใช่เพียงตลาดปลายทาง

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือ อินเดียกำลังก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสามของโลก แซงเยอรมนีและญี่ปุ่นอย่างถาวรในช่วงปี 2026-27

ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ว่า ศูนย์กลางความเจริญกำลังก้าวจากแปซิฟิกเหนือไปสู่มหาสมุทรอินเดีย

และปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เราต้องยอมรับว่า “เศรษฐกิจโลกไม่ได้ขับเคลื่อนโดยรัฐเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”

เพราะบริษัทเทคโนโลยีเจ็ดแห่งของสหรัฐฯ-Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta, Nvidia และ Tesla-มีมูลค่าตลาดรวมกันราว 20-22 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าเศรษฐกิจเยอรมนีและญี่ปุ่นรวมกัน และถ้าจัดอันดับตามขนาดเศรษฐกิจ Magnificent 7 จะใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐฯ และจีน

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ “เอกชนเพียงเจ็ดบริษัท” มีขนาดและอิทธิพลใกล้เคียงรัฐชาติระดับมหาอำนาจ ไม่ว่าจะในด้านการลงทุน R&D ข้อมูลมหาศาล การกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยี ไปจนถึงอิทธิพลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก

Age – อัตราเกิดตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ประเทศใหญ่หลายประเทศ

ประชากรเริ่มลดพร้อมกัน

ครั้งแรกแบบที่สามเกิดขึ้นเงียบกว่า แต่มีผลสะเทือนยาวนานที่สุด โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะอัตราเกิดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และประเทศเศรษฐกิจใหญ่หลายประเทศจะเริ่มลดประชากรพร้อมกัน

ญี่ปุ่นเป็นกรณีชัดที่สุด ปี 2024 มีเด็กเกิดเพียง 686,000 คน แต่มีผู้เสียชีวิตราว 1.6 ล้านคน ประชากรหายไปเกือบหนึ่งล้านคนในปีเดียว

จีนก็อยู่ในภาวะลดลงต่อเนื่อง แม้ปีมังกรจะกระตุ้นบ้างแต่ไม่พอจะกลับสู่ภาวะเกิดมากกว่าตาย

สหรัฐฯ ยังมีการเพิ่มตามธรรมชาติอยู่ แต่คาดว่าอาจเข้าสู่ภาวะ “เกิดน้อยกว่าตาย” ภายในทศวรรษหน้า หากไม่มีผู้อพยพช่วยพยุง

ประเทศไทยเองก็เข้าสู่ภาวะประชากรลดลงแล้ว อัตราเกิดประมาณ 7 ต่อพันคน ต่ำกว่าอัตราตายที่ใกล้ 9 ต่อพันคน

และหากไม่ปรับนโยบายด้านแรงงาน ครอบครัว และผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ระบบเศรษฐกิจไทยจะต้องรับภาระแบบใหม่ที่หนักและยาวนานกว่าวิกฤตใดของทศวรรษที่ผ่านมา

สามครั้งแรกของปี 2026-พลังงานสะอาดขึ้นนำโลก เศรษฐกิจเกิดใหม่และบริษัทเทคโนโลยีมหาอำนาจเปลี่ยนดุลอำนาจเศรษฐกิจ และอัตราเกิดแตะจุดต่ำสุด-คือสัญญาณว่ากติกาของโลกกำลังถูกเขียนใหม่ หลายประเทศหนี้สินเต็มเพดาน และงบประมาณต้องผูกกับทางทหารและความมั่นคงมากขึ้น ทำให้วิกฤตใหญ่ขึ้นๆ สมาธิกับงบประมาณรัฐกลับลดลงๆ

รัฐบาลใหม่ของไทยต้องตามให้ทัน ด้วยความกล้าและความไวต่อจังหวะโลกใหม่ในปี 2026

สวัสดีปีใหม่ครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)