บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
3 เรื่อง “Historic Firsts”
ที่รัฐบาลใหม่ต้องรู้ในปี 2026
เผลอแป๊บเดียวก็หมดปีอีกแล้วนะครับ ถ้าจำไม่ผิด ผมเริ่มเขียนคอลัมน์ให้ มติชนสุดสัปดาห์ หลังถูกตัดสิทธิ์และย้ายมาฮาร์วาร์ดได้ปีกว่าๆ แล้ว และเขียนทุกสัปดาห์แบบไม่เคยขาด ตอนนี้ก็กำลังจะเข้าใกล้หลักร้อยอย่างไม่น่าเชื่อ
หากมองย้อนกลับไปปี 2025 เป็นปีที่โลกของเราเผชิญสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า polycrisis-ไม่ใช่วิกฤตเดียว แต่เป็นวิกฤตหลายลูกซ้อนกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ความขัดแย้งทางทหารตามตะเข็บชายแดนในหลายภูมิภาคทั่วโลก เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน การรุกคืบของ AI ที่เร็วเกินกฎหมาย และภัยพิบัติสภาพภูมิอากาศที่เตือนเราผ่านจอมือถือแทบทุกเดือน
ประเทศไทยเราก็หนีไม่พ้นเกือบจะทุกอย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้น ผสมกับความเปราะบางทางการเมือง สภายุบและเรากำลังจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเลือกผู้นำใหม่ในต้นปีหน้า
จึงปะเหมาะเคราะห์ดี เพราะผมเองก็ตั้งใจทำเป็นธรรมเนียมประจำตัวในช่วงปลายปี ว่าเราไม่ควรถามแค่ว่า “ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเรา”
แต่ควรถามว่า “ปีหน้า โลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์แบบไหนบ้าง?”
เพราะจุดเปลี่ยนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มักเป็นสัญญาณให้ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมเป็นคอลัมน์ท้ายปีให้สม่ำเสมอต่อไปในอนาคต
สำหรับปี 2026 ผมมองเห็น “สามครั้งแรกในประวัติศาสตร์” หรือ ” Three Historic Firsts” ที่กำลังจะเปลี่ยนเกมใหญ่ของโลกอย่างแท้จริง คือ เรื่อง Environment, Economy และ Aging ดังต่อไปนี้ครับ
Environment – พลังงานหมุนเวียน
ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก
แต่ช่องว่างโลกร้อนน่ากังวลที่สุด
เริ่มจากข่าวดี สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่า ปี 2025-26 จะเป็นครั้งแรกที่พลังงานหมุนเวียน-แสงอาทิตย์ ลม น้ำ-ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถ่านหิน กลายเป็นแหล่งพลังงานอันดับหนึ่งของโลกหลังยุคถ่านหินครองอำนาจมากว่าศตวรรษ
ราคาของโซลาร์ที่ถูกลง การพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลม และนโยบายสนับสนุนในจีน บราซิล และยุโรป ทำให้ภาพใหญ่นี้ชัดขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่ข่าวไม่ดีคือ แม้พลังงานสะอาดจะวิ่งเร็ว ตัวเลขอุณหภูมิโลกวิ่งเร็วยิ่งกว่า รายงานของ UNEP ระบุว่า ด้วยนโยบายปัจจุบัน โลกยังมุ่งหน้าไปสู่การร้อนขึ้นราว 2.8-3.1 องศาเซลเซียสภายในปี 2100
และถึงแม้ประเทศต่างๆ จะทำตามคำมั่นสัญญาทั้งหมด ก็ยังลดลงได้เพียงประมาณ 2.3-2.5 องศา ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 1.5 องศาตามความตกลงปารีสอย่างน่ากังวล
นี่คือภาพ “สองขั้ว” ของปี 2026-ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้น และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ยิ่งถ่างออกจากเส้นปลอดภัย
ไทยจึงต้องทำสองอย่างไปพร้อมกัน
: เร่งเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้า
และเร่งพัฒนาความสามารถในการรับมือภัยทางสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี
Economy- ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก
เลื่อนไปยังประเทศเกิดใหม่
และเอกชนทรงพลังเทียบรัฐชาติ
ครั้งแรกแบบที่สองคือการสั่นสะเทือนของระบบเศรษฐกิจโลกที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการเปลี่ยน “โครงสร้างผู้เล่น” ของโลกทั้งใบ
ย้อนกลับไปปี 1994 กลุ่ม G7 เคยถือสัดส่วน GDP โลกกว่า 67%
แต่ปัจจุบัน-ถ้าวัดแบบกำลังซื้อ (PPP)-เหลือเพียงราว 30%
ขณะที่เศรษฐกิจเกิดใหม่รวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 60% และยังเติบโตเร็วกว่าอย่างต่อเนื่อง
IMF คาดว่าในปี 2026 เศรษฐกิจประเทศร่ำรวยจะโตเพียง 1.4-1.5% ขณะที่ประเทศเกิดใหม่โตใกล้เคียง 4%
แต่สิ่งที่ทำให้ปี 2026 น่าจับตามากกว่านั้นคือ “ครั้งแรกทางเศรษฐกิจ” อีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ปีนี้อาจเป็นปีแรกที่หนี้สาธารณะรวมของประเทศพัฒนาแล้วแตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ขณะที่ประเทศเกิดใหม่กลับมีฐานะการคลังยืดหยุ่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ปีเดียวกันนั้น กำลังซื้อของผู้บริโภคในเอเชียอาจมีขนาดใหญ่กว่าอเมริกาเหนือและยุโรปรวมกัน
ทำให้เอเชียกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมและสินค้าโลก ไม่ใช่เพียงตลาดปลายทาง
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือ อินเดียกำลังก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสามของโลก แซงเยอรมนีและญี่ปุ่นอย่างถาวรในช่วงปี 2026-27
ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ว่า ศูนย์กลางความเจริญกำลังก้าวจากแปซิฟิกเหนือไปสู่มหาสมุทรอินเดีย
และปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เราต้องยอมรับว่า “เศรษฐกิจโลกไม่ได้ขับเคลื่อนโดยรัฐเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”
เพราะบริษัทเทคโนโลยีเจ็ดแห่งของสหรัฐฯ-Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta, Nvidia และ Tesla-มีมูลค่าตลาดรวมกันราว 20-22 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าเศรษฐกิจเยอรมนีและญี่ปุ่นรวมกัน และถ้าจัดอันดับตามขนาดเศรษฐกิจ Magnificent 7 จะใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐฯ และจีน
นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ “เอกชนเพียงเจ็ดบริษัท” มีขนาดและอิทธิพลใกล้เคียงรัฐชาติระดับมหาอำนาจ ไม่ว่าจะในด้านการลงทุน R&D ข้อมูลมหาศาล การกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยี ไปจนถึงอิทธิพลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก
Age – อัตราเกิดตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ประเทศใหญ่หลายประเทศ
ประชากรเริ่มลดพร้อมกัน
ครั้งแรกแบบที่สามเกิดขึ้นเงียบกว่า แต่มีผลสะเทือนยาวนานที่สุด โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะอัตราเกิดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และประเทศเศรษฐกิจใหญ่หลายประเทศจะเริ่มลดประชากรพร้อมกัน
ญี่ปุ่นเป็นกรณีชัดที่สุด ปี 2024 มีเด็กเกิดเพียง 686,000 คน แต่มีผู้เสียชีวิตราว 1.6 ล้านคน ประชากรหายไปเกือบหนึ่งล้านคนในปีเดียว
จีนก็อยู่ในภาวะลดลงต่อเนื่อง แม้ปีมังกรจะกระตุ้นบ้างแต่ไม่พอจะกลับสู่ภาวะเกิดมากกว่าตาย
สหรัฐฯ ยังมีการเพิ่มตามธรรมชาติอยู่ แต่คาดว่าอาจเข้าสู่ภาวะ “เกิดน้อยกว่าตาย” ภายในทศวรรษหน้า หากไม่มีผู้อพยพช่วยพยุง
ประเทศไทยเองก็เข้าสู่ภาวะประชากรลดลงแล้ว อัตราเกิดประมาณ 7 ต่อพันคน ต่ำกว่าอัตราตายที่ใกล้ 9 ต่อพันคน
และหากไม่ปรับนโยบายด้านแรงงาน ครอบครัว และผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ระบบเศรษฐกิจไทยจะต้องรับภาระแบบใหม่ที่หนักและยาวนานกว่าวิกฤตใดของทศวรรษที่ผ่านมา
สามครั้งแรกของปี 2026-พลังงานสะอาดขึ้นนำโลก เศรษฐกิจเกิดใหม่และบริษัทเทคโนโลยีมหาอำนาจเปลี่ยนดุลอำนาจเศรษฐกิจ และอัตราเกิดแตะจุดต่ำสุด-คือสัญญาณว่ากติกาของโลกกำลังถูกเขียนใหม่ หลายประเทศหนี้สินเต็มเพดาน และงบประมาณต้องผูกกับทางทหารและความมั่นคงมากขึ้น ทำให้วิกฤตใหญ่ขึ้นๆ สมาธิกับงบประมาณรัฐกลับลดลงๆ
รัฐบาลใหม่ของไทยต้องตามให้ทัน ด้วยความกล้าและความไวต่อจังหวะโลกใหม่ในปี 2026
สวัสดีปีใหม่ครับ
