บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ดร.อนุพงศ์ ตั้งพีรชัยกุล
ปี 2026 : ปีแห่งนวัตกรรม
– ถึงเวลาที่ไทยต้องตามโลกให้ทัน
สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ บทความนี้มาพร้อมกับฤดูกาลเลือกตั้ง และทุกคนคงยังกำลังหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ว่าจะไปเลือกตั้งดีไหม เลือกใคร พรรคไหนดี และจุดพิจารณาสำคัญควรอยู่จุดใด
สำหรับผมแล้ว ผมจะเลือกพรรคที่มีนโยบายวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแห่งชาติ (National Science & Innovation Policy) ที่ดีที่สุด
เพราะปีใหม่ แต่คำถามเดิมยังค้างอยู่-ประเทศไทยจะ “เปลี่ยนทิศ” ได้จริงหรือไม่
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่กำลังจะมาถึง อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เวทีการเมืองไทยมีแคนดิเดตนายกฯ สายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม มากขึ้นอย่างมีนัยยะ และนี่ทำให้ผมอยากฟังอย่างจริงจังว่า นโยบายวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ของแต่ละพรรคคืออะไร-ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือแผนที่วัดผลได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า นวัตกรรมระดับชาติ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการศึกษา STEAM ต้องเป็นแกนกลางของการเปลี่ยนทิศทางประเทศ หากไทยหวังจะ “ตามโลกให้ทัน”
คำถามคือ เราจะประเมินนโยบายวิทยาศาสตร์อย่างไร ให้แยกแยะของจริงกับของพูดได้
ในมุมมองของผม “นโยบายนวัตกรรมแห่งชาติ” ที่ดีและจับต้องได้ ควรมีลักษณะ 10 ประการดังต่อไปนี้ครับ
1)จัดสรรงบวิจัยและพัฒนา
มีสองมิติ คือปริมาณ และวิธีการจัดสรร
– ไทยมีงบวิจัยประมาณ 1.2% ของ GDP แม้จะมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนแต่ยังต่ำกว่าประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีหลายเท่า เช่น ญี่ปุ่น (3.4%) สหรัฐฯ (3.6%) เกาหลีใต้ (5.2%) และอิสราเอล (6%) แม้แต่จีน (2.6%) ก็แซงเราไปไกล ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีแผนเพิ่มงบประมาณในกรอบเวลาที่ชัดเจน
– ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ทุนวิจัยถูกกระจายเป็นก้อนเล็กๆ มีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่ล้าสมัย บังคับให้ตีพิมพ์ผลงานปีต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้นำไม่เข้าใจวัฏจักรของนวัตกรรม การให้ทุนทีละเล็กละน้อยแบบนี้เหมือนแจกดินสอร้อยแท่งไปสู้กับสัตว์ประหลาด เหลาแหลมแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
ทางแก้คือต้องรวมทุนวิจัยเป็นก้อนใหญ่เพื่อตอบวาระแห่งชาติไม่กี่เรื่อง เหมือนแจกดาบอัศวิน หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมือกัน แบ่งปันทรัพยากรและผลสำเร็จร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อน ควบรวมโครงการ
แทนที่จะแย่งทุนน้อยนิดมาแข่งกันเอง ควรรวมพลังกันแข่งกับต่างชาติมากกว่า
2) วาดสามเหลี่ยมแห่งนวัตกรรม “รัฐ-อุตสาหกรรม-มหาลัย”
แต่ละฝ่ายมีภารกิจชัดเจน
– รัฐ : กำหนดวาระนวัตกรรมแห่งชาติ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ออกกฎระเบียบที่เอื้อต่อนวัตกรรม กำกับดูแลอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลและดิจิทัล (internet, AI, cloud)สร้างความมั่นใจเชิงการเมืองและเศรษฐกิจให้ภาคธุรกิจเดินตาม
– อุตสาหกรรม : แปลงนวัตกรรมเป็นสินค้า เพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน สร้างกำไร มองภาพตลอดสายตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และให้โจทย์ชัดเจนแก่ภาครัฐและภาคมหาลัย
? มหาลัย : ผลิตบุคลากรตามความต้องการของอุตสาหกรรม แก้โจทย์ให้ภาคธุรกิจ ทดลองและสร้างองค์ความรู้ใหม่ แม้มีความเสี่ยงสูงแต่คืนทุนมหาศาลหากสำเร็จ
3) สร้าง “นักคิด”
ดึงดูดบุคลากรชั้นนำทั้งไทยและต่างชาติมาร่วมพัฒนานวัตกรรม ตัวอย่างเช่น การปฏิรูประบบนักเรียนทุน ปกตินักเรียนทุนต้องกลับไทยทันทีหลังเรียนจบ มาเป็นอาจารย์หรือนักวิจัยที่ไม่มีเงินเก็บและไม่มีประสบการณ์ ผมเสนอว่า
นักเรียนทุนควรมีสิทธิ์ทำงานต่อในต่างประเทศก่อนกลับมาไทย เพื่อดึงดูดความรู้ best practices
เครือข่ายและทักษะในการเปลี่ยนนวัตกรรมเป็นสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
พร้อมได้สร้างความมั่นคงทางการเงินด้วย ใช้เวลาเพิ่มแค่ไม่กี่ปี
แต่ได้ประสบการณ์อันมีค่ามากกว่าใบปริญญานับสิบเท่า
4) ผลิต “นักทำ”
นวัตกรรมต้องใช้แรงงานขั้นสูงที่ฝึกมาเฉพาะสาย
เราควรปฏิวัติหลักสูตร STEAM ที่ผลิตบุคลากรเข้าตลาดแรงงานชนิดนี้โดยตรง รวบรัด ลดระยะเวลาเรียนจาก 16 ปี (ประถม + มัธยม + ปริญญา) ให้เหลือไม่เกิน 10 ปี และให้เรียนไป ทำงานไป
ปลูกทั้ง hard skills คือทักษะด้านเทคโนโลยี และ soft skills คือเรียนรู้ระบบบริหารในบริษัท สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานอย่างมืออาชีพ มีรายได้ เข้าใจบัญชีและกฎหมายเอกชนพื้นฐาน
– นี่คือ ปวช.ยุคใหม่ ที่พร้อมส่งจากรั้วสถาบันเข้าสู่ตึกสำนักงานโดยไร้รอยต่อ มีทักษะตรงตามตลาดต้องการ
5) ปลูกระบบนิเวศ
– บุคลากร : นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องของนักวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ผมเคยนั่งคิดเล่นๆ ว่า บริษัทผมจะพัฒนายาแต่ละตัวต้องใช้บุคลากรกว่า 300 คนจากกว่า 30 สาขาวิชา รัฐที่มองขาดต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และส่งนักเรียนทุนให้ครบทั้งสายพาน
– ระบบการเงิน : นักลงทุนไทยยังคุ้นเคยกับผลตอบแทนเร็ว (ไม่เกิน 1-2 ปี) แต่นวัตกรรมต้องพึ่งการลงทุนระยะยาว
รัฐจึงต้องเป็นผู้นำและสร้างความมั่นใจกับการลงทุนที่ผลช้าแต่คืนทุนมหาศาล ช่วยอำนวยให้เกิด venture capital และองคาพยพต่างๆ ที่จะร่วมลงทุนในนวัตกรรมใหม่
6) ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว
สมัยผมเด็กๆ จีนเคยถูกดูถูกว่าเป็น “นักก๊อบปี้ที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง” แต่วันนี้จีนเป็นผู้นำของโลกด้านพลังงานสะอาด (เซลล์สุริยะ รถไฟฟ้า) AI (Deepseek) และยารักษาโรค ผ่านไปแค่ 20 ปี ผงาดมาทัดเทียมนานาอารยประเทศ
การเลียนแบบจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นพื้นฐานของการสร้างขีดความสามารถใหม่
เหมือนทารกทุกคนที่เริ่มพูดจากการเลียนแบบเสียงพ่อแม่ – ประเทศไทยไม่ควรหวังกระโดดไปเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างไมโครชิปหรืออวกาศ
แต่ควรก้าวอย่างมั่นคงในสิ่งที่เหมาะกับเรา
7) เน้นจุดแข็ง
ผมเห็นว่า ไทยมีศักยภาพเป็นผู้นำนวัตกรรมได้หลายด้าน ขอเสนอแค่ 3 ด้านก่อน :
– พันธุศาสตร์ (Genomics) : พัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ พันธุ์จุลินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าการเกษตร แก้ปัญหาโลกร้อน เสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– เทคโนโลยีวัยชรา (Aging Technologies) : พัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อผู้สูงอายุ ยกคุณภาพชีวิต เสริมศักดิ์ศรี กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
-การทดลองยาในมนุษย์ (Clinical Trials) : ดึงยาใหม่เข้ามาทดลองในไทย เพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วย ยกระดับ medical tourism เปลี่ยนแพทย์จากอาชีพบริการเป็นนักผลิตเทคโนโลยี
เราต้องไม่เดินคนเดียว ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสให้สร้างพันธมิตรกับนานาประเทศด้วย เช่น การพัฒนา Aging Tech ร่วมกับเกาหลีและญี่ปุ่น ดึงความรู้และทักษะจากผู้นำด้านนวัตกรรมโดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
8)ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์
ต้องไม่ลืมว่า นวัตกรรมที่ดีต้องตอบสนองความต้องการจริงของตลาด (คือต้องเป็น demand-side ไม่ใช่ supply-side) ซึ่งตัวอย่าง 3 ข้อที่ผมยกมา เป็นเช่นนั้น
-แรงงานไทยมีเกษตรกรกว่า 30% ? Genomics จึงเหมาะ
-ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่แก่เร็วที่สุด ? Aging Technologies จึงเหมาะ
-คนไทยยังยากจน หลายคนเข้าไม่ถึงยารักษาโรคชนิดใหม่ๆ อีกทั้งระบบการแพทย์ของไทยแข็งแรง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ? Clinical Trials จึงเหมาะ
อย่างที่เห็นนะครับ นโยบายนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องของชนชั้นนำ แต่สามารถสร้างประโยชน์มหาศาลต่อประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ยากจน เปราะบาง หากรัฐวางแผนอย่างถูกวิธี
9) ตั้งอยู่บนความเชื่อใจและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ระบบนวัตกรรมจะยั่งยืนได้ บุคลากรต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมต่อความสามารถ
สัญญา สิทธิบัตร และการกำกับดูแลต้องชัดเจนตามมาตรฐานสากล
รัฐต้องเป็นผู้นำวาระแห่งชาติอย่างแข็งขัน รวดเร็ว ลดขั้นตอนซับซ้อน กำจัดคอร์รัปชั่นและทุนเทาอย่างเด็ดขาด สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ
ดึงผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงจากบริษัทนวัตกรรมระดับโลกมาเป็นผู้นำ
(ไม่ใช่เอาอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่เคยบริหารนวัตกรรมระดับโลกมาบริหาร ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน)
10)ประเมินผลโปร่งใส
การวัดผลนวัตกรรมต้องไม่ยึดติดกับตัวเลขที่ตื้นเขิน เช่น จำนวนเปเปอร์ที่ตีพิมพ์ h-index หรือจำนวนโครงการที่ได้รับทุน ซึ่งล้วนเป็นความเบ่งบานบนกระดาษ
แต่ต้องสะท้อนถึงการเบ่งบานของนวัตกรรมจริง เช่น มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การเพิ่มผลิตภาพ อัตราการเพิ่มขึ้นของแรงงานทักษะสูง ฯลฯ
ตัวชี้วัดเหล่านี้จะบ่งบอกได้ชัดเจนว่านโยบายสร้างผลลัพธ์จริงหรือไม่
ตัวอย่างประเทศที่ “ทำจริง” เรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์
ฟินแลนด์
ตั้งหน่วยงานอย่าง Business Finland เชื่อมทุนรัฐกับเอกชน ลงทุนตามภารกิจชาติ (พลังงานสะอาด ดิจิทัล) งบ R&D ต่อเนื่องและคุ้มค่า
เกาหลีใต้
ทุ่ม R&D สูง เชื่อมอุตสาหกรรมเทคกับมหาวิทยาลัย ผลักดันเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และ AI อย่างเป็นระบบ
สิงคโปร์
ยุทธศาสตร์ Research, Innovation and Enterprise (RIE) ระยะยาว ชัดเจน วัดผลได้ ดึงคนเก่งจากทั่วโลก
อิสราเอล
รัฐเป็น “ลูกค้ารายแรก” ของนวัตกรรม สร้างระบบสตาร์ตอัพด้วยทุนร่วมรัฐ-เอกชนและการใช้จริงถึงเวลาถามพรรคการเมืองให้ชัด
ก่อนเลือกตั้ง ผมอยากฟังคำตอบตรงไปตรงมาจากทุกพรรคว่า
– จะเพิ่มงบ R&D อย่างไร ภายในกี่ปี
– ใครเป็นเจ้าภาพเชื่อมวิจัยกับอุตสาหกรรม
– จะปฏิรูป STEAM ให้เด็กไทย “ทำได้จริง” อย่างไร จะวัดผลและรับผิดรับชอบอย่างไร หากไม่เป็นไปตามแผน
ปี 2026 จะเป็นปีแห่งนวัตกรรมได้ก็ต่อเมื่อเราเลือกนโยบายที่มีเข็มทิศ มีงบ มีคน และมีตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่สโลแกน
สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ 🙂
