ระเบียบโลกใหม่ที่เดินถอยหลัง From Rules to Raw Power World Order
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ระเบียบโลกใหม่ที่เดินถอยหลัง
From Rules to Raw Power World Order
หลายท่านอาจจะประหลาดใจกับคำพูดของผมที่ลอสแอนเจลิสในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมเองก็ยอมรับตามตรงว่าประหลาดใจไม่แพ้กัน
ยังไม่ทันได้ทักทาย ถ่ายรูป ร่ำลากับพี่น้องคนไทยให้เสร็จดีข่าวจากเมืองไทยก็ออกเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งผมเชื่อว่าหลายท่านก็คงได้เห็นหรือได้ยินกันมาบ้าง
แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งของวันนั้นที่อาจจะไม่ได้เป็นข่าวมากนักแต่กลับติดอยู่ในหัวผมตลอดทั้งวัน
มันคือช่วงเวลาของการพูดคุยอย่างเข้มข้นกับคนไทยในลอสแอนเจลิสเกี่ยวกับทิศทางนโยบายความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาและสถานการณ์ความมั่นคงของโลกซึ่งกลายเป็นบริบทสำคัญของบทสนทนาในวันนั้นทั้งหมด
ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งถึงสองวันมีเหตุการณ์เชิงนโยบายระหว่างประเทศสี่เรื่องที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน และเมื่อวางเรียงต่อกันทำให้ผมเริ่มเชื่อว่าเราไม่ได้อยู่แค่ในช่วงที่ “ระเบียบโลกเดิมอ่อนแรง”
แต่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ระเบียบโลกใหม่เริ่มทำงานอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
จาก Right makes might
สู่การตั้งคำถามใหม่
ผมเติบโตมากับแนวคิด Right makes might และความเชื่อว่ากติกาสากลและสถาบันระหว่างประเทศจะค่อยๆ ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมยังยึดถือกรอบคิดนี้และเคยพูดถึง “การสั่นคลอนของระเบียบโลกเดิม” ในการเสวนาที่ซูริกกับ Asia Society Switzerland โดยมองว่านี่คือช่วงเปลี่ยนผ่าน
แต่เหตุการณ์สี่เรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่าโลกอาจกำลังขยับจาก Right makes might ไปสู่โลกที่ Might makes right มากกว่าที่เราเคยยอมรับกัน
หนึ่ง : เวเนซุเอลา
เมื่อการใช้กำลังไม่ถูกเรียกว่าสงคราม
กรณีเวเนซุเอลาสิ่งที่สำคัญในเชิงนโยบายไม่ใช่เพียงว่า “สหรัฐทำอะไร” แต่คือสหรัฐเรียกสิ่งที่ตัวเองทำว่าอะไร
ฝ่ายสหรัฐไม่ได้ใช้คำว่า “สงคราม” แต่เลือกอธิบายการกระทำในกรอบ law enforcement และ transnational crime หรือการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน
ในทางยุทธศาสตร์นักความมั่นคงเรียกวิธีคิดนี้ว่า regime decapitation การจัดการ “หัวของระบอบ” โดยไม่จำเป็นต้องประกาศสงครามแบบดั้งเดิม
กรอบคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สหรัฐเคยใช้ในฟิลิปปินส์ปี 1901 ปานามาปี 1989 และอิรักปี 2003
ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของ Donald Trump สหรัฐใช้มาตรการกดดันต่อรัฐบาลของ Nicol?s Maduro อย่างเป็นระบบ ทั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การจำกัดการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ และการรับรอง Juan Guaid? เป็นประธานาธิบดีชั่วคราวในปี 2019
ภายใต้กรอบ “แรงกดดันสูงสุด” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นความพยายามฟื้นฟูประชาธิปไตยไม่ใช่การทำสงคราม
เหตุการณ์ล่าสุดจึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวแต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ให้น้ำหนักกับผลลัพธ์เชิงอำนาจมากกว่ากระบวนการเชิงกติกา
Monroe Doctrine
: ทำไมคำนี้จึงกลับมา
แนวคิดนี้ยิ่งมีนัยสำคัญเมื่อเชื่อมโยงกับการกลับมาปรากฏของ Monroe Doctrine ในเอกสารนโยบายต่างประเทศของสหรัฐระยะหลัง
Monroe Doctrine ถูกประกาศครั้งแรกในปี 1823 โดยประธานาธิบดี James Monroe โดยมีแก่นสำคัญคือ สหรัฐจะไม่ยอมให้มหาอำนาจจากยุโรป เข้ามาแทรกแซงหรือขยายอิทธิพลในซีกโลกตะวันตก ขณะเดียวกันก็จะไม่เข้าไปยุ่งกับความขัดแย้งของยุโรป
ตลอดศตวรรษที่ 19 และ 20 หลักการนี้ถูกตีความและขยายความหมายหลายครั้ง ทั้งในฐานะการปกป้องเอกราชและในบางช่วงเป็นเหตุผลรองรับการแทรกแซงทางการเมืองและความมั่นคง
หลังสงครามเย็น โลกเชื่อว่ากรอบคิดแบบเขตอิทธิพลนี้หมดความจำเป็น ถึงขั้นที่ในปี 2013 รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในขณะนั้นประกาศว่ายุคของ Monroe Doctrine ได้จบลงแล้ว
แต่การที่คำนี้กลับมาปรากฏอีกครั้งสะท้อนว่าแนวคิดเรื่อง “พื้นที่ความรับผิดชอบทางยุทธศาสตร์” อาจกำลังถูกทบทวนใหม่ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น
สอง : การทบทวนบทบาทของสหรัฐ
ในองค์กรระหว่างประเทศ
เมื่อโลกพหุภาคีถูกชั่งน้ำหนักด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันสหรัฐอเมริกาได้ประกาศถอนตัว ระงับบทบาท หรือทบทวนการมีส่วนร่วมจากองค์กรและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่า 60 แห่ง
ในบรรดาองค์กรที่เป็นที่รู้จัก มีทั้ง UN Human Rights Council UN Women และ World Health Organization ซึ่งถูกทบทวนบทบาทในช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และอธิปไตยเชิงนโยบาย
ประเด็นสำคัญไม่ใช่รายชื่อองค์กร แต่คือสัญญาณเชิงโครงสร้างว่าสหรัฐกำลังประเมินระบบพหุภาคีผ่านเลนส์ของ strategic autonomy มากขึ้นในโลกที่เวทีซึ่งต้องอาศัยฉันทมติอาจถูกมองว่าช้าเกินไปเมื่อเทียบกับการดำเนินการแบบทวิภาคีหรือฝ่ายเดียว
สาม : งบฯ กลาโหม
เมื่อสันติภาพไม่ใช่สมมุติฐานหลัก
การขยายงบฯ กลาโหมของสหรัฐสู่ระดับประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สะท้อนสมมุติฐานว่าความขัดแย้งระยะยาวอาจกลายเป็น “สภาพแวดล้อมปกติ”
แนวโน้มนี้เกิดขึ้นควบคู่กับการที่หลายประเทศเริ่มถกเถียงเรื่องการเพิ่มงบฯ กลาโหมใกล้ระดับ 5% ของ GDP ซึ่งจะเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ในโลกที่หนี้สาธารณะรวมอยู่ในระดับสูงการเร่งงบฯ ด้านความมั่นคงย่อมเบียดบังงบฯ ด้านอื่น
ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สุขภาพ หรือสวัสดิการสังคม
สี่ : Greenland
เมื่อภูมิศาสตร์ ดินแดน และทรัพยากร
กลับมาเป็นอำนาจ
กรณี Greenland สะท้อนการกลับมาของภูมิรัฐศาสตร์แบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน
Greenland ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างอเมริกาเหนือกับยุโรปเป็นจุดตัดเชิงยุทธศาสตร์ของแอตแลนติกเหนือและอาร์กติก
หัวใจด้านความมั่นคงคือ Pituffik Space Base หรือ Thule Air Base เดิมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเตือนภัยขีปนาวุธและการติดตามดาวเทียมโดยเฉพาะภัยคุกคามที่มาจากเส้นทางขั้วโลกเหนือ
นอกจากนี้ Greenland ยังมีศักยภาพด้าน rare earth elements ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่ รวมถึงทรัพยากรน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง ซึ่งมีความหมายมากขึ้นในโลกที่พลังงานและห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นประเด็นความมั่นคง
เมื่อธารน้ำแข็งในอาร์กติกละลายเส้นทางเดินเรือใหม่เริ่มมีความเป็นไปได้ เชื่อมยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบดั้งเดิม ทำให้ Greenland มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นอีกขั้น
ความสนใจของสหรัฐต่อ Greenland ไม่ใช่เรื่องใหม่ตั้งแต่การซื้อ Alaska ในปี 1867 ไปจนถึงปี 1946 เมื่อประธานาธิบดี Harry S. Truman เคยเสนอเงินราว 100 ล้านดอลลาร์ในรูปทองคำเพื่อขอซื้อ Greenland จากเดนมาร์ก
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตรรกะเรื่อง “ดินแดนคืออำนาจ” ไม่เคยหายไปเพียงแต่ถูกลดบทบาทลงในช่วงเวลาที่โลกเชื่อในกติกามากกว่าอำนาจดิบ
บทส่งท้าย
: การยอมรับว่าโลกเปลี่ยน
บทความนี้ไม่ใช่การกล่าวโทษประเทศใดแต่เป็นการบันทึกกระบวนการเรียนรู้ของผมเอง
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมต้องใช้เวลาอยู่ที่บอสตันมากขึ้น
ไม่ใช่เพื่อยืนยันความเชื่อเดิม แต่เพื่อ unlearn และ relearn ทำความเข้าใจโลกใบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นตรงหน้าเรา ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้วอยู่แล้วและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
และนี่เอง คือโลกที่การปฏิรูปกองทัพ การมีกองทัพที่ทันสมัย Small และ Smart และการนิยามความมั่นคงใหม่อาจจะกลายเป็นเรื่องของความอยู่รอด
เพราะในโลกที่อำนาจดิบกลับมาการไม่เข้าใจมันอันตรายมากสำหรับประเทศเล็กๆ หรือ Middle power ที่อาจเกิด Slippery slope ว่า Raw power จะทำอะไรก็ได้ตามใจ
และต้องขอจบต้นฉบับนี้ด้วยเพลง Welcome to the jungle ของ Guns N Roses ที่ดังขึ้นในหัวผม เจอกันใหม่ฉบับหน้าครับ
