บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
1)สหภาพยุโรปมี GDP รวมราว 17-18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 15-17% ของโลก) และเติบโตเพียง 0.5-1.0% ต่อปี ในช่วง 2024-2025
2) สหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในคู่ค้าและแหล่งลงทุนสำคัญของไทย เป็นคู่ค้า Top 4-5 คิดเป็นราว 7-9% ของมูลค่าการค้าไทยทั้งหมด และเป็นแหล่ง FDI สะสมอันดับ 1-2 คิดเป็นประมาณ 20-25%
3) การเลือกตั้งปี 2023 มีคนไทยในยุโรปลงทะเบียนใช้สิทธิ์มากกว่า 30,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่ลอนดอนถึงบูคาเรสต์
4) ในปี 2023 เมืองหลักในยุโรปที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุดคือ ลอนดอน ราว 7,700 คน, เยอรมนี (แฟรงก์เฟิร์ต-มิวนิก-เบอร์ลิน) ราว 5,500 คน และ ปารีส ราว 2,200 คน
5) ในปีนี้ สหราชอาณาจักรและเยอรมนียังคงอยู่ใน Top 10 ผู้ลงทะเบียนนอกประเทศ โดยสหราชอาณาจักร 8,630 คน และเยอรมนี 8,458 คน
6) เยอรมนีมีการเติบโตของผู้ลงทะเบียนสูงโดดเด่น จาก 5,500 (2023) เป็น 8,458 (ปีนี้) หรือประมาณ +53.8%
7) คนไทยในยุโรปจำนวนมากเป็น long-term residents โดยในประเทศหลัก สัดส่วนผู้พำนักเกิน 10 ปี และมีสถานะถาวรอยู่ที่ราว 60-70%
8) สหราชอาณาจักรมี GDP ราว 3.2-3.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเศรษฐกิจอันดับ 6-7 ของโลก และเติบโตเพียง 0.5-1.0% ต่อปี
9) สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของไทยในยุโรป มูลค่าการค้ารวมราว 6-7 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
10) สหราชอาณาจักรเป็นแหล่ง FDI สำคัญของไทยในยุโรป โดยเฉพาะภาคบริการ การเงิน และพลังงาน
11) มีนักเรียน-นักศึกษาไทยในสหราชอาณาจักรราว 6,500-7,500 คนต่อปี

12) ครั้งนี้ผมมีโอกาสไปบรรยายที่ University College London (UCL) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Top 10-20 ของโลก, มีนักศึกษากว่า 50,000 คนจาก 150+ ประเทศ, โดยมีนักเรียนไทยจาก University of Oxford, University of Cambridge, Imperial College London, Birkbeck, University of London และสถาบันอื่นๆ เข้าร่วม
13) National Health Service (NHS) ดูแลประชากรราว 67 ล้านคน, ใช้งบประมาณ 180-190 พันล้านปอนด์ต่อปี (ราว 9-10% GDP), มีบุคลากรกว่า 1.3-1.4 ล้านคน
14) NHS เป็นประเด็นการเมืองอ่อนไหว มีผู้ป่วยรอคิวกว่า 7-8 ล้านคน, ขาดแคลนบุคลากร 100,000+ ตำแหน่ง และเกิดการนัดหยุดงานช่วง 2022-2024
15) NHS ใช้งบฯ สุขภาพ 9-10% GDP มีแพทย์ 3.2-3.4 ต่อ 1,000 คน, ขณะที่ไทยผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ใช้งบฯ 4-5% GDP และมีแพทย์ 0.8-0.9 ต่อ 1,000 คน
16) แพทย์-พยาบาลอังกฤษทำงานเฉลี่ย 40-48 ช.ม./สัปดาห์, ขณะที่แพทย์รัฐไทยจำนวนมากทำงานถึง 70-80 ช.ม./สัปดาห์, ทำให้ burnout เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
17) ระหว่างที่เรากำลังคุยกัน ประเทศไทยเพิ่งสูญเสียพยาบาลวัย 30 ปี ที่ จ.ร้อยเอ็ด ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ – Rest in Peace
18) ในพื้นที่ขาดแคลนที่สุดอย่างบึงกาฬ แพทย์ 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยราว 6,000 คน
19) ในระบบ NHS บุคลากรสาธารณสุขสามารถตั้งสหภาพ ต่อรอง และจำกัดชั่วโมงทำงานตามกฎหมาย (48 ช.ม./สัปดาห์) ก่อนจะพูดถึง burnout
20) บทเรียนจาก NHS คือ ต้องลด burnout ด้วย task-shifting และการจัดสรรกำลังคนตามภาระงานจริง ไม่ใช่เพิ่มงบฯ เพียงอย่างเดียว
21) เยอรมนี เป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดใน EU มี GDP 4.4-4.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นราว 25% ของ EU
22) ภาคการผลิตคิดเป็นราว 20% GDP, เยอรมนีเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก
23) เยอรมนีใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการรวมราว 25-30% GDP
24) ครอบครัวได้รับ Kindergeld 250 ยูโร/เดือน/คน และในหลายรัฐมี childcare ฟรีหรือค่าใช้จ่ายต่ำมาก
25) มหาวิทยาลัยรัฐค่าเล่าเรียน 0 ยูโร สำหรับนักศึกษาทุกสัญชาติ มีนักศึกษากว่า 3 ล้านคน
26) ระบบประกันการว่างงานและ upskill-reskill รองรับแรงงาน 1-2 ล้านคน/ปี, อัตราว่างงาน 5-6%
27) เยอรมนีมีผู้รับบำนาญกว่า 21 ล้านคน, อายุมัธยฐานราว 45 ปี
28) รายได้ภาษีต่อ GDP อยู่ที่ 40-42% (ไทย 17-18%)
29) ภาษีเงินได้เป็นแบบก้าวหน้า อัตราสูงสุด 42-45%, เริ่มเก็บเมื่อรายได้เกินราว 11,000 ยูโร/ปี
30) เงินสมทบสังคม (บำนาญ สุขภาพ ว่างงาน) รวมราว 35-40% ของค่าจ้างขั้นต้น, แบ่งจ่ายนายจ้าง-ลูกจ้าง
31) VAT มาตรฐาน 19%, อัตราลด 7% สำหรับของจำเป็น
32) คนยอมจ่ายภาษี เพราะแลกบริการที่จับต้องได้จริง ตั้งแต่ childcare, มหาวิทยาลัยฟรี, reskill ถึงบำนาญ
33) เมื่อถามคนไทยในเยอรมนีระหว่าง low tax-low welfare กับ high tax-high welfare คำตอบ แตกเป็นสองฝั่ง
34) ความเห็นที่แตกต่างสะท้อนว่า หัวใจคือ ความเชื่อมั่นว่าเงินภาษีถูกใช้คุ้มค่าและยุติธรรมหรือไม่
35) บทเรียนจากเยอรมนีคือ ระบบ high tax-high welfare จะยืนได้เมื่อรัฐส่งมอบจริง ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม
36) ฝรั่งเศสมี GDP 3.0-3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเศรษฐกิจอันดับ 7-8 ของโลก
37) ฝรั่งเศสและไทยมีโครงสร้างใกล้กัน : ประชากร 65-68 vs 66-67 ล้านคน, พื้นที่ 551,000 vs 513,000 ตร.กม., อายุมัธยฐาน 42 vs 40-41 ปี
38) แต่เศรษฐกิจฝรั่งเศสใหญ่กว่าไทยราว 6 เท่า
39) ขณะที่เศรษฐกิจใหญ่กว่า 6 เท่า, การใช้จ่ายด้านวัฒนธรรมของฝรั่งเศสสูงกว่าไทยราว 18 เท่า
40) งบฯ วัฒนธรรมฝรั่งเศสจัดสรรโดยประมาณ 40% heritage, 30% creation, 30% media & news

41) จากการสนทนากับคนไทยในฝรั่งเศส มีการเล่าว่า งบฯ วัฒนธรรมเกือบครึ่งหนึ่งมาจากระดับท้องถิ่น, ไม่ใช่รัฐบาลกลาง
42) กรณีฝรั่งเศสชี้ชัดว่า ความสำเร็จมาจาก culture policy X decentralization
43) ในเชิง tourism demand, ฝรั่งเศสต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 90-100 ล้านคน/ปี ขณะที่ไทยราว 28-35 ล้านคน/ปี ; ในเชิง tourism supply, ฝรั่งเศสอยู่ราวอันดับ 3 ของโลก ส่วนไทยราวอันดับ 30-35 จากดัชนีของ World Economic Forum (Travel & Tourism Development Index)
44) ด้าน tourism spread, ฝรั่งเศสกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรองและชนบทได้ดีกว่าผ่านโครงสร้างราง เมืองวัฒนธรรม และพิพิธภัณฑ์ระดับเมือง ขณะที่รายได้ท่องเที่ยวของไทยราว 75% ยังกระจุกใน 5 เมืองหลัก จากข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐาน
45) ผมได้พบคนไทยที่อาศัยอยู่ในปารีสมาตั้งแต่ปี 1985 มาจากสุโขทัย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แม้สุโขทัยจะเป็นอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แต่เมื่อถึงสนามบินแล้ว ตัวเลือกการเดินทางสาธารณะที่ทั้งราคาเข้าถึงได้และสะดวกสบายไปยังแหล่งสำคัญยังหาได้ยาก
46) ระหว่างทางกลับโรงแรมใกล้หอไอเฟล เรื่องราวชีวิตของเขา – จากแรงงานสิ่งทอและงานหัตถศิลป์ ทำงานเบื้องหลังให้แบรนด์หรูฝรั่งเศสที่ขึ้นต้นด้วย “C” มายาวนานจนเกษียณ – กลายเป็นไฮไลต์ของทริป และย้ำว่า คุณค่าของวัฒนธรรมเกิดจากแรงงาน ทักษะ และศักดิ์ศรีของคนทำงานจริง
AI Disclosure – บางข้อมูลใช้ AI ในการหา คำนวณ และ Sanity check จากบทสนทนาระหว่างทริป
