หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกับผมย่อมคาดเดาได้เป็นธรรมดาอยู่แล้วว่า สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปและการลงประชามติพร้อมกันในวันเดียวทั่วทั้งประเทศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมจะไม่ยอมพลาดการไปใช้สิทธิ์เสียงของผมอย่างแน่นอน
เช้าวันนั้น ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ที่จังหวัดเชียงราย เพราะมีธุระจำเป็น บางอย่างที่ต้องไปปฏิบัติที่จังหวัดเชียงรายในวันก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน แต่ก็วางแผนไว้อย่างดิบดีว่า จะขึ้นเครื่องบินกลับมาถึงกรุงเทพฯ ในราวเที่ยงวัน และจะได้ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนของตัวเองก่อนกลับเข้าบ้านมาพักผ่อนตอนบ่าย
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ว่านี้อย่างงดงาม เครื่องบินขึ้นลงตรงตามกำหนดเวลา การแวะลงคะแนนเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งซึ่งอยู่ปากซอยบ้านผมใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สำเร็จเรียบร้อยสมประสงค์
ถึงเวลาบ่าย 5 โมง หรือ 17.00 น. ผมติดตามข่าวการปิดหีบเลือกตั้งทางสถานีโทรทัศน์ได้เพียงครู่เดียวก็ต้องออกจากบ้าน เพื่อไปกินข้าวมื้อเย็นกับเพื่อนที่นัดหมายกันไว้นานแล้วร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในย่านถนนรัชดาภิเษกใกล้กันกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ขณะเมื่อขับรถออกจากบ้านและต้องผ่านหน่วยเลือกตั้งที่ผมเองไปลงคะแนนมาเมื่อตอนบ่าย ด้วยความเป็นพลเมืองที่ขมีขมัน หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Active citizen ในเมื่อเวลายังพอมีเหลืออยู่ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมควรจะแวะดูเขาเปิดหีบเริ่มนับคะแนนเสียหน่อยจะเป็นไรไป
ว่าแล้วผมก็จอดรถลงไปดูบรรยากาศการเริ่มนับคะแนน นึกว่าได้ดูสัก 10 นาทีหรือ 20 นาทีก็พอแล้ว
บริเวณนั้นมีหน่วยเลือกตั้งเรียงรายกันอยู่ประมาณ 10 หน่วยเห็นได้ แต่ละหน่วยประกอบด้วยเต็นท์ขนาดใหญ่ที่พอจุผู้ที่เป็นกรรมการประจำหน่วยและข้าวของทั้งหลายได้ครบถ้วน
ข้อสังเกตสำคัญที่ผมได้พบในตอนเย็นวันนั้นคือ ก่อนเริ่มนับคะแนน ได้มีการปรับพื้นที่ภายในหน่วยเลือกตั้งใหม่ แต่ต่างหน่วยก็ต่างจัดเอาเองตามที่เห็นเหมาะเห็นควร
มีหน่วยหนึ่งที่ผมถูกใจมาก เพราะเจ้าหน้าที่ยกหีบบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบ คือบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขตเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ มาตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าหน่วยเลือกตั้ง ห่างจากเชือกที่ขึงกั้นมิให้บุคคลภายนอกเข้าไปจอแจวุ่นวายภายในหน่วยเพียงแค่ประมาณ 1 เมตรครึ่ง
นั่นหมายความว่า เมื่อเจ้าหน้าที่หยิบบัตรแต่ละใบออกจากกล่องเพื่อขานคะแนน ประชาชนผู้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งจะสามารถเห็นบัตรเลือกตั้งได้โดยชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนได้แสดงความจำนงไว้อย่างไร และผู้ขานบัตรได้อ่านถูกต้องหรือไม่
ถ้าอ่านผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปก็จะได้ทักท้วงกันขึ้นในขณะนั้น
ส่วนกระดานใบใหญ่สำหรับปิดกระดาษซึ่งใช้กรอกคะแนนก็ตั้งอยู่ถัดไปอีกนิดเดียว ผู้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เห็นได้ถนัดชัดเจนมากว่าการกรอกคะแนนตรงกันกับเสียงขานคะแนนหรือไม่
เรียกว่า การปฏิบัติของหน่วยเลือกตั้งหน่วยนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและความสบายใจของกรรมการประจำหน่วยและประชาชนที่ยืนอยู่นอกเชือกกั้นเต็มร้อยทุกประการ
ในขณะที่บางหน่วยที่อยู่ห่างกันเพียงแค่ไม่กี่เมตร การจัดสถานที่ใหม่เพื่อการนับคะแนนมิได้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
ข้อสำคัญคือ ตำแหน่งที่วางบัตรเลือกตั้งและกระดานกรอกคะแนนได้ย้ายจากบริเวณด้านในลึกสุดซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมออกมาตั้งอยู่กลางหน่วยเลือกตั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังห่างจากสายตาของผู้ยื่นเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ดี
ผมซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ยืนอยู่นอกเชือกกั้นบริเวณหน้าหน่วยนี้ เพ่งมองบัตรเลือกตั้งแต่ละใบที่กรรมการผู้ขานคะแนนยกขึ้นให้ดูจากระยะห่างดังกล่าว บอกได้ตามตรงเลยครับว่าเพ่งแล้วเพ่งอีกก็เห็นบัตรเลือกตั้งหรือบัตรลงประชามติไม่ชัด ถึงแม้จะทำใจให้เชื่อในความสุจริตของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพียงใดก็ตาม แต่ก็อดนึกตรึกตรองไม่ได้ว่า การขานคะแนนแบบนี้ถ้ามีข้อบกพร่องเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไรครับ
กระดานที่ปิดกระดาษใบใหญ่สำหรับกรอกคะแนนเลือกตั้งก็อยู่ลึกเข้าไปอีก และต้องไม่ลืมว่าเวลานั้นพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว แสงสว่างมิได้สว่างจ้าอย่างเวลากลางวัน สายตาชายชราวัย 70 ปีเศษอย่างผมจะเห็นอะไรได้ชัดเจนเล่า
ขอทบทวนข้อเท็จจริงครั้งหนึ่งว่า เมื่อจะเริ่มนับคะแนนมีการจัดพื้นที่ภายในหน่วยเลือกตั้งใหม่ “แต่” (ขีดเส้นใต้ลายเส้นใต้คำว่า แต่) การจัดพื้นที่ในแต่ละหน่วยว่าหีบเลือกตั้งและกระดานกรอกคะแนน จะตั้งอยู่ตรงไหน ใกล้หรือไกลกับสายตาผู้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณหน้าหน่วย “ไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน”
ผมมีเวลาเดินดูอะไรต่อมีอะไรอยู่บริเวณนั้นประมาณ 20 นาทีก็เดินทางต่อไปอย่างร้านอาหารที่นัดกินข้าวไว้ ระหว่างทางก็คิดอะไรไว้ในใจที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังหรือมาชวนคิดในพื้นที่ “หลังลับแล มีอรุณรุ่ง ” ตรงนี้
เรื่องสำคัญมีอยู่ว่า ระบบราชการของเรามีแนวปฏิบัติที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ “ดุลพินิจ” ในการตัดสินใจทำนู่นทำนี่อยู่มากพอสมควร หรืออาจจะเกินสมควรไปในหลายกรณีเสียด้วยซ้ำ
การจัดพื้นที่ในหน่วยเลือกตั้งก็เป็นดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยที่ผมสังเกตเห็นว่าต่างหน่วยต่างคิด
มีคำถามในใจผมว่า กรรมการการเลือกตั้งใหญ่ในระดับชาติได้วางมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ไว้ชัดเจนเพียงพอหรือไม่ ตำแหน่งวางหีบบัตรที่เลือกตั้งต้องอยู่ห่างจากเชือกกั้นด้านหน้า ห่างจากสายตาประชาชนมากน้อยเพียงใด ตำแหน่งของไฟฟ้าแสงสว่างที่จะทำให้ทุกคนเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยความสบายใจจะต้องอยู่ตรงไหน ฯลฯ เรื่องเหล่านี้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนหรือไม่
ไปดูมาแล้วก็อยากรู้ครับ
ถ้าไม่มีมาตรฐานการปฏิบัติก็อยากให้มี หรือถ้ามีมาตรฐานการปฏิบัติแล้ว แต่กรรมการประจำหน่วยไม่ปฏิบัติก็สงสัยต่อไปว่า “แล้วไง”
ในฐานะที่ผมยังทำหน้าที่เป็นกรรมการของภาครัฐหลายกรรมการ เคยเป็นกรรมการพัฒนาระบบราชการมาแล้วแปดปี สิ่งหนึ่งที่เราได้คุยกันอยู่เสมอในการทำงานของเราคือ ภาครัฐต้องทบทวนอยู่เสมอว่าการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ทางราชการนั้นเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตขึ้นได้
การใช้ดุลพินิจจึงต้องเพียงเท่าที่จำเป็น และมีมาตรการกำกับการใช้ดุลพินิจที่ชัดเจนด้วย เช่น ต้องมีการกลั่นกรองการใช้ดุลพินิจไม่ให้อยู่ในอำนาจของใครเพียงคนเดียวแบบปิดตามืดบอด ต้องมีระบบที่เปิดโอกาสให้มีการทบทวนได้โดยไม่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเกินสมควร
ประชาชนผู้ติดต่อราชการต้องทราบข้อมูลแน่ชัดว่า ถ้าราชการจะต้องใช้ดุลพินิจตัดสินเรื่องของเราแล้ว หลักเกณฑ์มีอยู่ว่าอย่างไร ประชาชนจะได้เตรียมตัวไปได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
หรือแม้กระทั่งเรื่องของกรอบเวลาในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีดุลพินิจเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องระบุบ่งให้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ไม่ใช่ยื้อกันไปเรื่อยๆ
หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็ต้องถอยกลับไปอีกหนึ่งบรรทัดคือ การตั้งคำถามว่ายังจำเป็นอยู่เพียงใดหรือไม่ที่ทางราชการต้องใช้ดุลพินิจในการอนุมัติอนุญาตเรื่องนั้นๆ
ทางราชการยังคงเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ยิ่งกว่าประชาชนในเรื่องนั้นๆ จริงหรือไม่
ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่คนรุ่นผมต้องจำกันได้ดี นั่นคือเรื่องการตรวจสภาพรถยนต์เพื่อต่อใบอนุญาตให้ใช้รถยนต์เป็นการประจำปี สำหรับรถที่มีอายุมากแล้วจะต้องนำไปให้ทางราชการกรมขนส่งทางบกตรวจสภาพก่อนการต่อทะเบียน
ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ละ เครื่องมือตรวจสภาพที่ราชการมีอยู่ก็มีจำนวนน้อยและอายุมาก และอาจจะมากกว่าอายุรถที่นำมาตรวจสภาพเสียด้วยซ้ำไป ถ้าจะซ่อมหรือซื้อใหม่ก็ต้องตั้งงบประมาณนานอีกหลายเดือนกว่าจะได้มา เจ้าหน้าที่ก็มีจำนวนจำกัด การนำรถไปตรวจสภาพในแต่ละครั้งจึงใช้เวลาและความอดทนของประชาชนมากเป็นพิเศษ
เพื่อลด “ดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่ ประชาชนบางคนจึงยินยอมจ่ายเงิน “ค่าอำนวยความสะดวก” ให้กับเจ้าหน้าที่ และความสะดวกก็เกิดขึ้นจริงๆ เสียด้วย
แต่มาถึงทุกวันนี้ เราเปลี่ยนระบบให้ทางราชการเลิกตรวจสภาพรถด้วยตัวเองแล้ว เปลี่ยนบทบาทของราชการให้เป็นแต่เพียงผู้วางกฎและผู้คุ้มกฎว่า หน่วยตรวจสภาพรถของเอกชนต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง ต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่มีวุฒิ และประสบการณ์อะไรบ้าง ทุกอย่างก็ลื่นไหลไปได้ด้วยดี
ความสะดวกก็เกิดขึ้นโดยประชาชนไม่ต้องจ่ายค่าอำนวยความสะดวก
ผมบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า ถ้าผมจะต้องเขียนกฎอะไรก็แล้วแต่สำหรับภาครัฐใช้ปฏิบัติติดต่อกับประชาชน ต้องลดอำนาจของรัฐลงให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ต้องมีการทบทวนความจำเป็นนี้อยู่เสมอ เพราะเมื่อสิบปีก่อนอาจจะจำเป็น แต่วันนี้ไม่จำเป็นแล้ว
ถ้ายังมีความจำเป็นที่รัฐยังต้องใช้อำนาจในการปฏิบัติอนุมัติหรืออนุญาตอยู่ การใช้ดุลพินิจต้องใช้เพียงเท่าที่พอเหมาะ มีการกำกับดูแล มีการทบทวน และประชาชนที่เห็นต่างกับดุลพินิจนั้นสามารถอุทธรณ์หรือโต้แย้งได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายแทบล้มประดาตาย
ไปดูเขานับคะแนนเลือกตั้งมา 20 นาที ทำไมคิดฟุ้งซ่านได้ถึงขนาดนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน
สงสัยผมจะป่วยหนักเสียแล้วละครับ
เลือกตั้งคราวหน้า อยากจะชวนกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาเดินเล่นหน้าหน่วยเลือกตั้งเพื่อดูเขานับคะแนนโดยไม่ต้องบอกใครล่วงหน้าแบบผมบ้าง เผื่อจะเห็นอะไรดีๆ แล้วกลับไปป่วยด้วยกัน
เวลานอนป่วยอยู่นี่คิดอะไรได้มากดีนะครับ
