bg-single

เมื่อศาลเบรกทำเนียบขาว

27.02.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

บอสตันในฤดูหนาวขาวโพลนไปด้วยหิมะ ผมใช้เวลาหลายวันจัดของเข้าห้องใหม่ ขันน็อตเตียง ประกอบโต๊ะทำงาน ยกกล่องหนังสือเข้าที่เข้าทาง และพาลูกไปลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนใหม่

ชีวิตค่อยๆ เข้าที่ ท่ามกลางอากาศเย็นจัดที่ทำให้ทุกอย่างดูช้าลงกว่าที่เคย

เมื่อผมนั่งลงกำลังจะเริ่มเขียนบทความชิ้นนี้ ประโยคข่าวด่วนก็วิ่งผ่านหน้าจอ – ศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 ว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินเพื่อกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้างได้

ทันทีที่ได้ยินข่าว คำถามมากมายก็แล่นเข้ามาในหัวผมมากมาย เช่น รายได้ที่เก็บไปแล้วจะเป็นอย่างไร

ใครมีอำนาจกำหนดภาษี, ศาลใช้หลักกฎหมายอะไร

และคำตัดสินนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับระบบถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐ

ผมจึงค่อยๆ คุยกับเพื่อน หาคำตอบ และจึงเรียบเรียงความคิดลงบนหน้ากระดาษ จากคำถามจุลภาคไปสู่คำถามมหภาค ดังนี้

1) ตัวเลข : รายได้ ภาระ และผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ

ปี 2025 สหรัฐอเมริกาเก็บรายได้จากภาษีศุลกากร ประมาณการราว 175,000-287,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล แต่ทั้งหมดทั้งปวงถือว่าสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ คิดเป็นประมาณ 3-4% ของรายได้รัฐบาลกลางทั้งหมด

ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอดีตยุคหลังสงครามโลก แต่ยังเป็นสัดส่วนที่จำกัดเมื่อเทียบกับงบประมาณรัฐบาลกลางที่มีขนาดหลายล้านล้านดอลลาร์

สินค้าที่สร้างรายได้มาก ได้แก่

– เหล็กและอะลูมิเนียม

– รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์

– เครื่องนุ่งห่มและสินค้าอุตสาหกรรม

แม้จีนจะเป็นเป้าหมายหลักของมาตรการช่วงแรก แต่ภาษีถูกขยายไปยังหลายประเทศ ทำให้ภาระไม่ได้ตกอยู่ที่จีนเพียงประเทศเดียว การนำเข้าจากจีนลดลงจริงในบางช่วง แต่การนำเข้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้นแทน

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า ภาระต้นทุนส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านไปยังผู้นำเข้า บริษัทอเมริกัน และผู้บริโภคในสหรัฐเองไม่ได้ตกอยู่ที่ประเทศคู่ค้าเพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น คำถามว่า “ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด” จึงไม่มีคำตอบง่ายๆ

จีนได้รับแรงกดดันทางการค้าแต่ธุรกิจและผู้บริโภคอเมริกันก็แบกรับต้นทุนบางส่วนเช่นกัน

2) ความชอบด้วยกฎหมาย
: อำนาจอยู่ที่ใคร

ฝ่ายบริหารอ้างกฎหมายปี 1977 ชื่อ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจเมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคง

ฝ่ายบริหารตีความว่าอำนาจในการ “ควบคุมการนำเข้า” ครอบคลุมถึงการกำหนดภาษีศุลกากร

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา 1 ระบุว่า อำนาจ “จัดเก็บภาษีและอากร” เป็นของสภาคองเกรส

ศาลฎีกาเสียงข้างมากเห็นว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดภาษีอย่างชัดแจ้ง และหากจะมอบอำนาจที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับชาติขนาดนี้ สภาต้องระบุถ้อยคำที่ชัดเจนกว่านี้

ศาลอ้างหลักที่เรียกว่า Major Questions Doctrine ซึ่งระบุว่า หากเป็นนโยบายที่มีผลกระทบกว้างขวางและสำคัญต่อประเทศ ต้องมีฐานอำนาจจากสภาอย่างชัดเจน

คำวินิจฉัยจึงไม่ได้ตัดสินเรื่องความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ แต่ตัดสินเรื่องขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

3) บุคคล : ใครเป็นผู้ตัดสิน

คําวินิจฉัย 6 ต่อ 3 ในคดีนี้เขียนโดยประธานศาล John Roberts

ผู้พิพากษาเสียงข้างมาก 6 คน ได้แก่ ประธานศาล John Roberts, Neil Gorsuch, Amy Coney Barrett, Sonia Sotomayor, Elena Kagan และ Ketanji Brown Jackson

ส่วนผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย 3 คน ได้แก่ Clarence Thomas, Samuel Alito และ Brett Kavanaugh

หากสังเกตให้ดี ในกลุ่มผู้พิพากษา 3 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Gorsuch, Kavanaugh และ Barrett) มีถึงสองคนที่โหวตอยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากเพื่อเบรกอำนาจของฝ่ายบริหาร และมีเพียงหนึ่งคนที่อยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อย

ภาพนี้สะท้อนว่า การตัดสินไม่ได้แบ่งตามความคาดหวังทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา คำวินิจฉัยในคดีนี้เป็นการจัดแนวตามการตีความอำนาจและขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ มากกว่าความภักดีต่อตัวบุคคลหรือผู้ที่แต่งตั้งตนเข้าสู่ตำแหน่ง

4) Checks and Balances
: กลไกที่ทำงานจริง

คดีนี้สะท้อนกลไกถ่วงดุลอำนาจในระบบสหรัฐอย่างชัดเจน

ฝ่ายบริหารใช้อำนาจตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าให้อำนาจ

ฝ่ายตุลาการตรวจสอบว่า การใช้อำนาจนั้นอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ และศาลมีบทบาทเป็นผู้ตีความขั้นสุดท้าย

คำตัดสินไม่ได้บอกว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์กำหนดภาษี แต่บอกว่าหากจะทำ ต้องทำผ่านกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยเฉพาะผ่านสภาคองเกรส

นี่คือหลักการพื้นฐานของการแบ่งแยกอำนาจ

ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น อเมริกายังถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีความสำคัญกับประเทศไทยของเรา

ฝ่ายบริหารยังสามารถใช้อำนาจภายใต้กฎหมายการค้าอื่นที่มีขั้นตอนชัดเจนกว่า

สภาคองเกรสอาจพิจารณาออกกฎหมายใหม่

หรือมาตรการบางส่วนอาจถูกปรับให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
และการเมืองยังคงต้องติดตาม

สิ่งที่ชัดเจนในวันนี้คือ

คำตัดสินนี้ไม่ใช่จุดจบของนโยบายการค้า

แต่เป็นการย้ำระเบียบโลกใหม่ที่ไทยต้องทำความเข้าใจและตามให้ทัน

และในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญกระบวนการสำคัญพอๆ กับผลลัพธ์

แหล่งข้อมูล

Supreme Court Opinion: Learning Resources, Inc. v. Trump, 24-1287 (Feb 20, 2026) – Full decision available at supremecourt.gov/opinions/25pdf/24-1287_3e04.pdf

SCOTUSblog: “Court rejects Trump’s emergency tariff authority 6-3” with vote breakdown (Roberts majority: Roberts/Thomas/Alito/Gorsuch/Kavanaugh/Barrett) – scotusblog.com/case-files/cases/learning-resources-v-trump/

Oyez: Case summary confirming Trump appointees in majority, dissent by Sotomayor/Kagan/Jackson – oyez.org/cases/2025/24-1287



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)