บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
บอสตันในฤดูหนาวขาวโพลนไปด้วยหิมะ ผมใช้เวลาหลายวันจัดของเข้าห้องใหม่ ขันน็อตเตียง ประกอบโต๊ะทำงาน ยกกล่องหนังสือเข้าที่เข้าทาง และพาลูกไปลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนใหม่
ชีวิตค่อยๆ เข้าที่ ท่ามกลางอากาศเย็นจัดที่ทำให้ทุกอย่างดูช้าลงกว่าที่เคย
เมื่อผมนั่งลงกำลังจะเริ่มเขียนบทความชิ้นนี้ ประโยคข่าวด่วนก็วิ่งผ่านหน้าจอ – ศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัย 6 ต่อ 3 ว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินเพื่อกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้างได้
ทันทีที่ได้ยินข่าว คำถามมากมายก็แล่นเข้ามาในหัวผมมากมาย เช่น รายได้ที่เก็บไปแล้วจะเป็นอย่างไร
ใครมีอำนาจกำหนดภาษี, ศาลใช้หลักกฎหมายอะไร
และคำตัดสินนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับระบบถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐ
ผมจึงค่อยๆ คุยกับเพื่อน หาคำตอบ และจึงเรียบเรียงความคิดลงบนหน้ากระดาษ จากคำถามจุลภาคไปสู่คำถามมหภาค ดังนี้
1) ตัวเลข : รายได้ ภาระ และผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ
ปี 2025 สหรัฐอเมริกาเก็บรายได้จากภาษีศุลกากร ประมาณการราว 175,000-287,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล แต่ทั้งหมดทั้งปวงถือว่าสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ คิดเป็นประมาณ 3-4% ของรายได้รัฐบาลกลางทั้งหมด
ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอดีตยุคหลังสงครามโลก แต่ยังเป็นสัดส่วนที่จำกัดเมื่อเทียบกับงบประมาณรัฐบาลกลางที่มีขนาดหลายล้านล้านดอลลาร์
สินค้าที่สร้างรายได้มาก ได้แก่
– เหล็กและอะลูมิเนียม
– รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
– เครื่องนุ่งห่มและสินค้าอุตสาหกรรม
แม้จีนจะเป็นเป้าหมายหลักของมาตรการช่วงแรก แต่ภาษีถูกขยายไปยังหลายประเทศ ทำให้ภาระไม่ได้ตกอยู่ที่จีนเพียงประเทศเดียว การนำเข้าจากจีนลดลงจริงในบางช่วง แต่การนำเข้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้นแทน
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า ภาระต้นทุนส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านไปยังผู้นำเข้า บริษัทอเมริกัน และผู้บริโภคในสหรัฐเองไม่ได้ตกอยู่ที่ประเทศคู่ค้าเพียงฝ่ายเดียว
ดังนั้น คำถามว่า “ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด” จึงไม่มีคำตอบง่ายๆ
จีนได้รับแรงกดดันทางการค้าแต่ธุรกิจและผู้บริโภคอเมริกันก็แบกรับต้นทุนบางส่วนเช่นกัน
2) ความชอบด้วยกฎหมาย
: อำนาจอยู่ที่ใคร
ฝ่ายบริหารอ้างกฎหมายปี 1977 ชื่อ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจเมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคง
ฝ่ายบริหารตีความว่าอำนาจในการ “ควบคุมการนำเข้า” ครอบคลุมถึงการกำหนดภาษีศุลกากร
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา 1 ระบุว่า อำนาจ “จัดเก็บภาษีและอากร” เป็นของสภาคองเกรส
ศาลฎีกาเสียงข้างมากเห็นว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดภาษีอย่างชัดแจ้ง และหากจะมอบอำนาจที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับชาติขนาดนี้ สภาต้องระบุถ้อยคำที่ชัดเจนกว่านี้
ศาลอ้างหลักที่เรียกว่า Major Questions Doctrine ซึ่งระบุว่า หากเป็นนโยบายที่มีผลกระทบกว้างขวางและสำคัญต่อประเทศ ต้องมีฐานอำนาจจากสภาอย่างชัดเจน
คำวินิจฉัยจึงไม่ได้ตัดสินเรื่องความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ แต่ตัดสินเรื่องขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
3) บุคคล : ใครเป็นผู้ตัดสิน
คําวินิจฉัย 6 ต่อ 3 ในคดีนี้เขียนโดยประธานศาล John Roberts
ผู้พิพากษาเสียงข้างมาก 6 คน ได้แก่ ประธานศาล John Roberts, Neil Gorsuch, Amy Coney Barrett, Sonia Sotomayor, Elena Kagan และ Ketanji Brown Jackson
ส่วนผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย 3 คน ได้แก่ Clarence Thomas, Samuel Alito และ Brett Kavanaugh
หากสังเกตให้ดี ในกลุ่มผู้พิพากษา 3 คนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Gorsuch, Kavanaugh และ Barrett) มีถึงสองคนที่โหวตอยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากเพื่อเบรกอำนาจของฝ่ายบริหาร และมีเพียงหนึ่งคนที่อยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อย
ภาพนี้สะท้อนว่า การตัดสินไม่ได้แบ่งตามความคาดหวังทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา คำวินิจฉัยในคดีนี้เป็นการจัดแนวตามการตีความอำนาจและขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ มากกว่าความภักดีต่อตัวบุคคลหรือผู้ที่แต่งตั้งตนเข้าสู่ตำแหน่ง
4) Checks and Balances
: กลไกที่ทำงานจริง
คดีนี้สะท้อนกลไกถ่วงดุลอำนาจในระบบสหรัฐอย่างชัดเจน
ฝ่ายบริหารใช้อำนาจตามกฎหมายที่ตนเห็นว่าให้อำนาจ
ฝ่ายตุลาการตรวจสอบว่า การใช้อำนาจนั้นอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ และศาลมีบทบาทเป็นผู้ตีความขั้นสุดท้าย
คำตัดสินไม่ได้บอกว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์กำหนดภาษี แต่บอกว่าหากจะทำ ต้องทำผ่านกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยเฉพาะผ่านสภาคองเกรส
นี่คือหลักการพื้นฐานของการแบ่งแยกอำนาจ
ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น อเมริกายังถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีความสำคัญกับประเทศไทยของเรา
ฝ่ายบริหารยังสามารถใช้อำนาจภายใต้กฎหมายการค้าอื่นที่มีขั้นตอนชัดเจนกว่า
สภาคองเกรสอาจพิจารณาออกกฎหมายใหม่
หรือมาตรการบางส่วนอาจถูกปรับให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
และการเมืองยังคงต้องติดตาม
สิ่งที่ชัดเจนในวันนี้คือ
คำตัดสินนี้ไม่ใช่จุดจบของนโยบายการค้า
แต่เป็นการย้ำระเบียบโลกใหม่ที่ไทยต้องทำความเข้าใจและตามให้ทัน
และในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญกระบวนการสำคัญพอๆ กับผลลัพธ์
แหล่งข้อมูล
Supreme Court Opinion: Learning Resources, Inc. v. Trump, 24-1287 (Feb 20, 2026) – Full decision available at supremecourt.gov/opinions/25pdf/24-1287_3e04.pdf
SCOTUSblog: “Court rejects Trump’s emergency tariff authority 6-3” with vote breakdown (Roberts majority: Roberts/Thomas/Alito/Gorsuch/Kavanaugh/Barrett) – scotusblog.com/case-files/cases/learning-resources-v-trump/
Oyez: Case summary confirming Trump appointees in majority, dissent by Sotomayor/Kagan/Jackson – oyez.org/cases/2025/24-1287
