บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
กว่า 25 ปีแล้วที่ผมเดินทางเข้าออกบอสตัน ทั้งเพื่อเรียน ทำงาน และพักผ่อน เมืองนี้ค่อยๆ กลายเป็นบ้านหลังที่สองของผม ผมเคยเห็นมันในฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นไม้เปลี่ยนสี ในฤดูร้อนที่อากาศชื้นจนเหนียวตัว และในฤดูหนาวที่หิมะตกบางเบาอย่างสวยงาม
เป็นเวลานานมากแล้ว ผมไม่เคยเผชิญพายุหิมะในระดับนี้มาก่อน และอดคิดไม่ได้ถึงการนำของรัฐ ในช่วงภาวะวิกฤตแบบนี้ (Urban Climate Crisis Governance)
เมื่อพยากรณ์เตือนว่าหิมะจะสะสมเกือบครึ่งเมตร ลมกระโชกแรง และทัศนวิสัยแทบเป็นศูนย์ เมืองไม่ได้กำลังเผชิญเพียงสภาพอากาศเลวร้าย หากกำลังเผชิญบททดสอบของระบบทั้งหมด ผู้ว่าการรัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน
จึงเป็นที่น่าสนใจว่า เมืองอย่างบอสตันมี Institutional muscle การเตรียมความพร้อมต่อภาวะฉุกเฉินยังไงบ้าง
ทันทีที่ความเสี่ยงชัดเจน หน่วยงาน Boston Emergency Management (BEM) เปิดใช้งาน Emergency Operations Center (EOC) ศูนย์บัญชาการเหตุฉุกเฉินที่รวบรวม Boston Public Works Department, Boston Transportation Department, Boston Police Department, Boston Fire Department, Boston Public Health Commission รวมถึงการประสานกับ MBTA และผู้ให้บริการสาธารณูปโภคเข้าด้วยกันในจุดเดียว
ที่ดูค่อนข้างจะชัดคือ มันไม่ใช่การประชุมฉุกเฉินแบบตั้งโต๊ะคุยกันชั่วคราว แต่มันเป็นการเตรียม ซ้อม วางแผนในทุกฉากทัศน์ มันคือสถาปัตยกรรมการประสานงานที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้า
เมื่อ Mayor Michelle Wu ประกาศ Snow Emergency นั่นไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่มันคือ “ตัวกระตุ้นเชิงกฎหมาย” ที่ทำให้ทั้งระบบเข้าสู่โหมดปฏิบัติการได้ทันที ทุกหน่วยงานรู้หน้าที่ของตัวเอง รู้ว่าปฏิบัติอย่างไร รายงานใคร มีปัญหาแก้ยังไง
Parking ban บนเส้นทางหลักมีผลบังคับจริง รถที่ฝ่าฝืนถูกลากจริง
Boston Public Works ระดมรถไถหิมะและรถโปรยเกลือหลายร้อยคันตามลำดับความสำคัญที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
เส้นทางสู่โรงพยาบาลและเส้นเลือดใหญ่ของเมืองถูกเคลียร์ก่อน โรงเรียนปิด อาคารราชการปิด Boston Public Health Commission เปิด warming centers สำหรับผู้เปราะบาง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การตัดสินใจเฉพาะหน้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Snow Operations Plan ที่ถูกซ้อมและปรับปรุงมาหลายปี
ในทางรัฐศาสตร์ สิ่งที่กำลังถูกทดสอบคือ “ขีดความสามารถของรัฐ” หรือ State Capacity ซึ่งนักวิชาการมักแบ่งออกเป็นมิติของ
1) ความสามารถในการดำเนินนโยบาย
2) ความสามารถในการระดมงบประมาณ
3) ความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย
และ 4) ความสามารถในการประสานงานข้ามหน่วยงาน
พายุหิมะกดทั้งสี่มิตินี้พร้อมกัน
ความสามารถในการดำเนินนโยบายปรากฏผ่านความเร็วในการเปลี่ยนแผนให้เป็นเครื่องจักรจริง ความสามารถทางการคลังปรากฏผ่านงบประมาณที่รองรับเครื่องมือ แรงงาน และเกลือที่ต้องใช้ตลอดฤดูหนาว ความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายสะท้อนผ่านการลากรถที่ฝ่าฝืนอย่างสม่ำเสมอ และความสามารถในการประสานงานปรากฏผ่าน EOC ที่ทำให้ตำรวจ ดับเพลิง ระบบขนส่ง และสาธารณสุขใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
สิ่งสำคัญคือ พายุหิมะไม่เหมือนวิกฤตภูมิอากาศแบบอื่น
น้ำท่วมอาจกระทบบางเขต ฝุ่น PM2.5 กระทบระบบทางเดินหายใจ คลื่นความร้อนกดดันระบบพลังงานและสุขภาพ แต่พายุหิมะโจมตี “ระบบการเคลื่อนที่” ของเมืองโดยตรง เมื่อถนนหายไปใต้หิมะ รถพยาบาลเข้าไม่ได้ รถดับเพลิงช้า สนามบินหยุด รถไฟหยุด เมืองทั้งเมืองหยุด ผู้คนทนติดอยู่ในหิมะได้ไม่นานอาจเสียชีวิตทันที
และหิมะไม่หายไปเอง มันต้องถูกเอาออก
นี่คือความยากเชิงปฏิบัติการที่ต่างจากการออกประกาศเตือนภัย มันต้องใช้โลจิสติกส์ ใช้แรงงาน ใช้เครื่องจักร และต้องทำภายใต้เวลาที่ถูกบีบอัด หากตัดสินใจช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง ปัญหาอาจทวีคูณแบบลูกโซ่
ผมจึงมองว่า พายุหิมะไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็น stress test ของ institutional muscle อย่างแท้จริง รัฐที่แข็งแรงไม่ใช่รัฐที่ไม่มีวิกฤต แต่คือรัฐที่มีโครงสร้างเพียงพอจะไม่ปล่อยให้ระบบล่มภายใต้แรงกดดัน
สำหรับประเทศไทย เราอาจไม่ต้องมี Snow Operations Plan แต่เราต้องมี Flood Operations Plan หรือ Air Quality Emergency Protocol ที่มีความหนาแน่นของสถาบันเทียบเท่ากัน ต้องมีงบประมาณรองรับความผันผวนของภูมิอากาศ ต้องมีสายบังคับบัญชาที่ชัด และต้องมีความน่าเชื่อถือในการบังคับใช้กติกาเมื่อถึงเวลา
ในโลกของ climate volatility เมืองไม่ได้ถูกวัดจากความสวยงามของท้องฟ้า แต่ถูกวัดจากความสามารถในการรักษาระบบการทำงานของเมืองไว้ให้ได้แม้ท้องฟ้าจะปั่นป่วน
เมื่อเมืองทั้งเมืองกลายเป็นสีขาว สิ่งที่ถูกทดสอบไม่ใช่แค่ปริมาณหิมะ แต่วัดว่ากล้ามเนื้อของสถาบันแข็งแรงพอจะพาเมืองกลับมาเดินได้เร็วแค่ไหน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
