บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เกมมหาอำนาจ
และสถาปนิกเงียบของระเบียบโลก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองโลกได้เผยให้เห็นการเคลื่อนไหวสองกระแสที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน่าสนใจ
ด้านหนึ่ง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์รอบอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ภายใต้แรงกดดันและปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้นำของประเทศมหาอำนาจขนาดกลางจำนวนหนึ่งกลับกำลังเร่งสร้างความร่วมมือข้ามภูมิภาค
ตั้งแต่การเรียกร้องให้ประเทศขนาดกลางร่วมกันกำหนดกติกาโลกใหม่ของนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ หลังกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างแรงสะเทือนบนเวที World Economic Forum ไปจนถึงการเดินสายสร้างความร่วมมือกับอินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
รวมทั้งท่าทีของผู้นำยุโรปอย่างเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ที่ออกมาตั้งคำถามต่อการเมืองระหว่างประเทศที่พึ่งพาอำนาจแข็งของมหาอำนาจ
เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน หากมองเพียงผิวเผิน
แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง กลับสะท้อนพลวัตสำคัญของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
โลกในปัจจุบัน
กำลังถูกกำหนด
โดยแรงสองด้านที่ดำเนินไปพร้อมกัน
แรงหนึ่งคือ การกลับมาของการเมืองมหาอำนาจ ซึ่งใช้อำนาจทางทหาร มาตรการคว่ำบาตร และการแข่งขันเพื่อควบคุมทรัพยากรยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดทิศทางของระบบโลก
อีกแรงหนึ่งคือ ความพยายามของประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ที่กำลังสร้างดุลยภาพของระบบระหว่างประเทศผ่านการทูต ความร่วมมือเชิงสถาบัน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่
แรงแรกมักปรากฏบนหน้าพาดหัวข่าวของโลก
แรงที่สองมักดำเนินไปอย่างเงียบงัน
แต่ทั้งสองกำลังทำงานพร้อมกัน และกำลังกำหนดสถาปัตยกรรมของระเบียบโลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
พลวัตสองด้านนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี หากกำลังปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายภูมิภาคของโลก
และหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนความตึงเครียดของแรงทั้งสองได้ชัดเจนที่สุดก็คือสถานการณ์รอบอิหร่าน
ที่นี่เราจะเห็นการเคลื่อนไหวของมหาอำนาจที่ใช้แรงกดดันทางยุทธศาสตร์ ทั้งมาตรการคว่ำบาตร การแสดงกำลังทางทหาร และการเมืองพลังงาน เพื่อกำหนดสมดุลอำนาจในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน วิกฤตเดียวกันนี้ก็เผยให้เห็นข้อจำกัดของการเมืองแบบใช้อำนาจแข็ง
และทำให้ประเทศจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะมหาอำนาจขนาดกลาง เริ่มมองหากลไกความร่วมมือรูปแบบใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบโลก
อย่างไรก็ตาม หากจะทำความเข้าใจวิกฤตนี้อย่างเป็นระบบ เราจำเป็นต้องแยกชั้นของปัญหาออกจากกันเสียก่อน
เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบอิหร่านไม่ได้มีเพียงมิติเดียว หากประกอบด้วยปัจจัยหลายระดับที่ซ้อนทับกันอยู่
อย่างน้อยที่สุด ความตึงเครียดนี้สามารถทำความเข้าใจผ่านสามชั้นหลัก
ได้แก่
1) มิติของความมั่นคงนิวเคลียร์
2) มิติของภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน
และ 3) มิติของการเมืองพลังงานซึ่งเชื่อมโยงวิกฤตนี้เข้ากับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจของโลก
ชั้นแรก : ความมั่นคงนิวเคลียร์ (Nuclear Security)
หากจะเข้าใจความตึงเครียดรอบอิหร่าน จำเป็นต้องเริ่มจากกรอบความคิดที่กว้างกว่าการเมืองตะวันออกกลาง นั่นคือระบบความมั่นคงนิวเคลียร์ของโลก ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธที่ทำลายล้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์แพร่กระจายไปยังรัฐจำนวนมากเกินไป
หลังจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิในปี 1945 มหาอำนาจตระหนักอย่างรวดเร็วว่า หากรัฐจำนวนมากสามารถพัฒนาอาวุธชนิดนี้ได้ ระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอาจเข้าสู่ภาวะไร้เสถียรภาพอย่างถาวร
นี่คือที่มาของความพยายามสร้างระบอบไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ nuclear non-proliferation regime ซึ่งมีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) เป็นเสาหลัก
สนธิสัญญานี้มีผลบังคับใช้ในปี 1970 และปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 190 ประเทศ
หลักการสำคัญของ NPT คือการแลกเปลี่ยนระหว่างสามองค์ประกอบ ได้แก่ การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ การลดอาวุธของรัฐที่ครอบครองอาวุธอยู่แล้ว และการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติภายใต้การตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
ปัญหาสำคัญของระบบนี้คือ เทคโนโลยีสำหรับการผลิตพลังงานนิวเคลียร์กับเทคโนโลยีสำหรับการผลิตอาวุธมีความใกล้เคียงกันอย่างมาก กระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ใช้ผลิตเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถปรับระดับเพื่อผลิตวัสดุสำหรับอาวุธได้เช่นกัน หากระดับการเสริมสมรรถนะสูงเกิน 90 เปอร์เซ็นต์
กรณีของอิหร่านจึงกลายเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของระบอบไม่แพร่ขยายนิวเคลียร์ทั้งหมด ความกังวลของประชาคมโลกเริ่มเพิ่มขึ้นในปี 2002 เมื่อมีการเปิดเผยสถานที่นิวเคลียร์ที่ไม่ได้รายงานต่อ IAEA ในเมืองนาทานซ์และอารัก
หลังการเจรจาที่ยืดเยื้อกว่าทศวรรษ โลกได้เห็นข้อตกลง JCPOA ในปี 2015 ซึ่งจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างเข้มงวด
แต่เมื่อสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงในปี 2018 ความตึงเครียดก็กลับมาอีกครั้ง
และทำให้คำถามเรื่องการแพร่ขยายนิวเคลียร์ในตะวันออกกลางกลับมาอยู่ในศูนย์กลางของการเมืองโลก
อย่างไรก็ตาม การอธิบายวิกฤตนี้ผ่านมิติของนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอ เพราะปัจจัยด้านความมั่นคงในภูมิภาคมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน
ชั้นที่สอง : ภูมิรัฐศาสตร์ของอิสราเอลและอิหร่าน
ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเป็นหนึ่งในแกนหลักของสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง
ก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านภายใต้ระบอบชาห์เคยมีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับอิสราเอล
แต่หลังการปฏิวัติ ความสัมพันธ์กลับพลิกผันโดยสิ้นเชิง และรัฐบาลใหม่ของอิหร่านได้ประกาศจุดยืนต่อต้านอิสราเอลอย่างเปิดเผย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศจึงพัฒนาไปสู่สิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “สงครามเงา”
ซึ่งประกอบด้วยปฏิบัติการข่าวกรอง การโจมตีทางไซเบอร์ และความขัดแย้งผ่านตัวแทนในหลายประเทศของภูมิภาค
อิหร่านได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ผ่านกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ตั้งแต่เฮซบอลเลาะห์ในเลบานอน ไปจนถึงกองกำลังในซีเรีย อิรัก และเยเมน
ขณะที่อิสราเอลตอบโต้ด้วยยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงรุก
หลักคิดนี้สะท้อนอยู่ในสิ่งที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า Begin Doctrine ซึ่งมีรากฐานจากการโจมตีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของอิรักในปี 1981 และต่อมาถูกใช้ในการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของซีเรียในปี 2007
ภายใต้ตรรกะด้านความมั่นคงนี้ อิสราเอลจึงมองโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านว่าเป็นภัยคุกคามระดับอัตถิภาวะ
แต่ถึงแม้มิติด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์จะสำคัญเพียงใด วิกฤตนี้ก็ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่เชื่อมโยงมันเข้ากับการแข่งขันของมหาอำนาจระดับโลก
ชั้นที่สาม : พลังงาน การเปลี่ยนแปลงระบอบ
และการแข่งขันกับจีน
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นศูนย์กลางของระบบการผลิตโลก ปัจจุบันจีนผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตทั่วโลก และระบบเศรษฐกิจขนาดมหาศาลนี้ต้องพึ่งพาพลังงานในปริมาณมหาศาล
จีนกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกตั้งแต่ปี 2017 และปัจจุบันต้องนำเข้าพลังงานมากกว่าร้อยละ 70 ของความต้องการทั้งหมด
พลังงานเหล่านี้หล่อเลี้ยงทั้งภาคอุตสาหกรรม การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ศูนย์ข้อมูลและระบบปัญญาประดิษฐ์
ด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงด้านพลังงานจึงกลายเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์ของจีน
ที่น่าสนใจคือ ส่วนหนึ่งของพลังงานที่จีนพึ่งพามาจากรัฐที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก เช่น อิหร่าน เวเนซุเอลา และรัสเซีย
เวเนซุเอลาเพียงประเทศเดียวมีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ขณะที่อิหร่านมีน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน และจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายสำคัญของทั้งสองประเทศ
ในบริบทนี้ การกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อรัฐผู้ผลิตพลังงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะผ่านมาตรการคว่ำบาตร การจำกัดการส่งออก หรือความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง จึงอาจมีผลสะเทือนมากกว่าการเมืองระดับภูมิภาค
เพราะมันสามารถกระทบต่อโครงสร้างพลังงานที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจจีนโดยตรง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิกฤตในอิหร่านและเวเนซุเอลาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระดับภูมิภาค หากยังเชื่อมโยงกับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจในระบบเศรษฐกิจโลก
สถาปนิกเงียบของระเบียบโลก
แต่ในขณะที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกันอย่างเปิดเผย อีกกระแสหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเพิ่มสูงขึ้น ผู้นำของประเทศมหาอำนาจขนาดกลางหลายประเทศกลับกำลังเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างออกไป
หลังจากสุนทรพจน์ที่สร้างแรงสะเทือนบนเวที World Economic Forum นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ได้เริ่มเดินสายหารือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศสำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
โดยได้พบกับนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ และนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบานีซี เพื่อหารือถึงความร่วมมือระหว่างประเทศขนาดกลางในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นขึ้นระหว่างมหาอำนาจ
ในยุโรปเอง เสียงสะท้อนในลักษณะเดียวกันก็เริ่มปรากฏให้เห็น นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการเมืองระหว่างประเทศที่พึ่งพาอำนาจแข็งและมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
ขณะที่ประธานาธิบดีฟินแลนด์ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ซึ่งมีพื้นฐานทางวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) และบทบาทของประเทศขนาดกลางในการปกป้องระบบพหุภาคี
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจไม่ปรากฏบนหน้าพาดหัวข่าวของโลกเหมือนการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ
แต่ในทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
นักวิชาการเรียกบทบาทของประเทศเหล่านี้ว่า มหาอำนาจขนาดกลาง หรือ middle powers
แนวคิดนี้มีรากฐานมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อประเทศอย่างแคนาดา ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศนอร์ดิกพยายามสร้างอิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศผ่านการทูตและการสร้างสถาบันระหว่างประเทศ แทนที่จะใช้อำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจแบบมหาอำนาจ
นักทฤษฎีอย่าง Robert Cox เคยชี้ว่า ในช่วงเวลาที่ระบบโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางมักมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างระหว่างประเทศ เพราะพวกเขามีแรงจูงใจสูงในการปกป้องระบบที่ตั้งอยู่บนกติกา มากกว่าระบบที่ถูกกำหนดด้วยอำนาจของรัฐขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ
ในทางปฏิบัติ บทบาทของประเทศมหาอำนาจขนาดกลางในปัจจุบันสามารถมองเห็นได้อย่างน้อยสามมิติ
มิติที่หนึ่ง : การสร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่
ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางมักใช้อิทธิพลผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือความมั่นคง
ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังเพิ่มสูงขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และแคนาดา มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ แร่หายาก ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัล
เครือข่ายความร่วมมือเหล่านี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นพันธมิตรทางทหารแบบดั้งเดิม หากเป็นโครงสร้างความร่วมมือที่ช่วยลดความเสี่ยงของการแบ่งขั้วของระบบเศรษฐกิจโลก
มิติที่สอง : การทูตเชิงเฉพาะทาง (Niche Diplomacy)
อีกเครื่องมือสำคัญของประเทศมหาอำนาจขนาดกลางคือสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า niche diplomacy
แนวคิดนี้หมายถึงการที่ประเทศขนาดกลางเลือกลงทุนทางการทูตในประเด็นเฉพาะที่ตนมีศักยภาพสูง เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การกำกับดูแลเทคโนโลยีดิจิทัล หรือความมั่นคงทางทะเล
ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล
อินเดียกำลังเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจเทคโนโลยีในโลกกำลังพัฒนา
ขณะที่ประเทศนอร์ดิกและสหภาพยุโรปมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด
มิติที่สาม : การปกป้องระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา
มิติสุดท้าย และอาจสำคัญที่สุด คือบทบาทของประเทศมหาอำนาจขนาดกลางในการปกป้องสิ่งที่เรียกว่า rules-based international order
ในระบบที่มหาอำนาจแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ประเทศขนาดกลางมีแรงจูงใจสูงในการรักษาระบบกติกาสากล ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายการค้า ระบบการเงินระหว่างประเทศ หรือสถาบันพหุภาคีอย่างองค์การการค้าโลก เพราะสำหรับประเทศเหล่านี้ โลกที่ถูกกำหนดด้วยกติกาย่อมให้ความมั่นคงมากกว่าโลกที่ถูกกำหนดด้วยอำนาจเพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ แม้บทบาทของประเทศมหาอำนาจขนาดกลางจะไม่โดดเด่นเท่าการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ
แต่ในระยะยาว พวกเขาอาจมีบทบาทสำคัญในการกำหนดสถาปัตยกรรมของระบบโลก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากมหาอำนาจคือผู้เล่นหลักของเกมการเมืองโลก ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางก็คือสถาปนิกเงียบ ที่ช่วยออกแบบโครงสร้างของระบบที่เกมนั้นกำลังดำเนินอยู่
โลกที่กำลังถูกกำหนดโดยสองแรง
เมื่อมองภาพรวม ระเบียบโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นอาจไม่ได้ถูกกำหนดโดยมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว
ด้านหนึ่ง มหาอำนาจใช้มาตรการคว่ำบาตร แรงกดดันทางทหาร และการแข่งขันด้านทรัพยากรเพื่อผลักดันวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ของตน
อีกด้านหนึ่ง ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางกำลังพยายามรักษาเสถียรภาพของระบบโลกผ่านการทูตและการสร้างสถาบัน
แรงแรกมักเป็นข่าวใหญ่
แรงที่สองมักดำเนินไปอย่างเงียบงัน
แต่ภารกิจของ “สถาปนิกเงียบ” เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ระเบียบโลกแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนสถาบันพหุภาคีและกติกาสากลกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกัน ระเบียบโลกแบบใหม่ก็ยังไม่ได้ถูกออกแบบขึ้นอย่างชัดเจน
โลกไม่สามารถย้อนกลับไปสู่ระบบเดิมได้ทั้งหมด เพราะระบบเดิมเองก็มีข้อจำกัดและความไม่สมบูรณ์ของมัน
แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าระบบใหม่ของโลกจะมีหน้าตาอย่างไร ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลาที่เรากำลังอยู่จึงอาจเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบโลก
ช่วงเวลาที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกันเพื่อกำหนดทิศทางของระเบียบโลก ขณะที่ประเทศมหาอำนาจขนาดกลางพยายามประคองโครงสร้างของความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ให้พังทลายลง ท้ายที่สุดแล้ว ระเบียบโลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจะมีหน้าตาอย่างไร อาจยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างแน่ชัดในวันนี้
สิ่งเดียวที่เรารู้คือ การต่อสู้เพื่อกำหนดสถาปัตยกรรมของระบบโลกใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และผลลัพธ์ของมัน…ยังคงต้องรอให้ประวัติศาสตร์เป็นผู้ตัดสิน
