บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านได้ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการปะทะกันโดยตรงและผ่านตัวแทนในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง
สหรัฐพยายามผลักดันข้อเสนอ 15 ประการเพื่อจำกัดการขยายตัวของความขัดแย้งและเปิดทางสู่การเจรจา
ขณะที่อิหร่านปฏิเสธและยืนยันเงื่อนไขของตนเอง 5 ประการ ทั้งเรื่องชดเชยค่าเสียหาย อธิปไตย ความมั่นคง และการยุติแรงกดดันจากภายนอก
พอได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่าจุดยืนของทั้งสองขั้วยังห่างกันมากเหลือเกิน
ในอีกด้านหนึ่ง อิสราเอลยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารและส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ภัยคุกคามจากอิหร่านและพันธมิตรขยายตัว โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงและอาวุธเชิงยุทธศาสตร์
ภาพรวมจึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งแบบทวิภาคี แต่เป็นความตึงเครียดสามเส้าที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา และยังไม่เห็นจุดลงตัวในระยะสั้น
แต่ท่ามกลางแรงกดดันระหว่างรัฐกับรัฐ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
หากแต่เป็นการกลับมาของ “ผู้เล่นที่เคยทำให้ระบบการค้าโลกสะดุดมาแล้ว”
การที่กลุ่มฮูตีในเยเมนเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในช่วงนี้ จึงไม่ใช่เพียงข่าวย่อยในสงครามใหญ่ แต่คือสัญญาณเตือนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจกำลังขยายตัวจาก “สมรภูมิ” ไปสู่ “เส้นทางการค้าโลก” อีกครั้ง
กลุ่มฮูตี (Houthi) ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ หากแต่เป็นตัวแปรที่โลกเพิ่งเรียนรู้บทเรียนมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา การโจมตีเรือสินค้าใกล้ช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งเชื่อม “ทะเลแดง”กับอ่าวเอเดน ทำให้เส้นทางผ่านคลองสุเอซสะดุดอย่างมีนัยสำคัญ เรือจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นหลายสัปดาห์ ในบางช่วง ปริมาณเรือผ่านคลองสุเอซลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น แสดงให้เห็นว่า แม้จะไม่ใช่รัฐมหาอำนาจ ผู้เล่นที่มีขีดความสามารถเพียงพอก็สามารถเขย่าระบบการค้าโลกได้จริง
แม้ฮูตีจะไม่ใช่ “ตัวแทนโดยตรง” ของอิหร่านในเชิงโครงสร้าง แต่มีความเชื่อมโยงในระดับหนึ่ง ทั้งด้านอุดมการณ์ การสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ และเทคโนโลยีทางทหาร ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการเคลื่อนไหวของฮูตีในหลายครั้งสอดคล้องกับแรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อิหร่านต้องการสร้างในภูมิภาค
ในบริบทปัจจุบัน การเข้ามามีบทบาทของฮูตีจึงอาจไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเฉพาะกลุ่ม
แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่ความขัดแย้งกำลังขยายตัวผ่าน “ผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ” (non state actor)
นั่นคือเหตุผลที่การกลับมาของฮูตีในครั้งนี้ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในภูมิภาค
แต่คือความเสี่ยงต่อ “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก” โดยตรง
หากมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ก่อนหน้านี้กระทบเพียงจุดเดียว-ทะเลแดง
แต่ในวันนี้ สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป
ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด และรองรับการขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงก๊าซ LNG อีกราว 20-25% ของการค้าโลก เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซซึ่งรองรับการค้าของโลกมากกว่า 10% ก็กำลังเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง
เมื่อพิจารณาว่าการค้าของโลกกว่า 80-90% ต้องพึ่งพาการขนส่งทางทะเล ความเปราะบางของเส้นทางเพียงไม่กี่จุดจึงสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งระบบได้อย่างรวดเร็ว
โลกจึงไม่ได้เผชิญความเสี่ยงเพียงคอขวดเดียว
แต่กำลังเผชิญ “สองคอขวด” ที่อาจสั่นคลอนพร้อมกัน
ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst case scenario)-แม้จะเป็นกรณีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง-หากทั้งช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางทะเลแดงไม่สามารถใช้งานได้พร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจโลกจะไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาการขนส่งล่าช้า แต่จะเผชิญกับการหยุดชะงักของทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน วัตถุดิบ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค การผลิตในหลายอุตสาหกรรมอาจต้องชะลอลง ขณะที่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ
และหากสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบเป็นเส้นตรง
แต่จะขยายตัวแบบทวีคูณ
ในกรณีเลวร้ายที่สุด การเดินเรือในทั้งสองเส้นทางอาจต้องหลีกเลี่ยงพร้อมกัน ทำให้เรือสินค้าต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-20 วัน ต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าประกัน และค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แรงกระแทกแรกจะปรากฏในตลาดพลังงาน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะตอบสนองแทบจะทันที
แต่ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น
สินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมากที่พึ่งพาเส้นทางเดียวกันจะเริ่มสะท้อนแรงกดดันตามมา อะลูมิเนียมซึ่งราว 1 ใน 10 ของโลกผลิตในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ต้องอาศัยเส้นทางผ่านฮอร์มุซและทะเลแดงในการส่งออก เมื่อทั้งต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น ราคาสินค้ากลุ่มนี้ย่อมปรับตัวตาม
ในขณะเดียวกัน ปิโตรเคมีจากตะวันออกกลางซึ่งคิดเป็นราว 15-20% ของโลก โดยเฉพาะพลาสติกพื้นฐานอย่าง polyethylene และ polypropylene ซึ่งเป็นวัตถุดิบของสินค้าแทบทุกชนิด จะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ส่งผ่านต้นทุนไปยังภาคการผลิตทั่วโลก
แต่สินค้าที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ฮีเลียม” ซึ่งกว่า 20-30% ของโลกมาจากกาตาร์ และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด
แตกต่างจากน้ำมันหรือโลหะ ฮีเลียมไม่มีตลาดล่วงหน้าขนาดใหญ่รองรับ หากเส้นทางถูกกระทบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ราคาที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “การขาดแคลนจริง” ที่จะกระทบอุตสาหกรรมขั้นสูง ตั้งแต่การผลิตชิพไปจนถึงเครื่องมือแพทย์
คำถามที่สำคัญคือ สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรามากน้อยเพียงใด
คำตอบคือ มากกว่าที่คิด
ชิพที่ใช้ในโทรศัพท์ รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ล้วนพึ่งพาก๊าซฮีเลียมในกระบวนการผลิต เครื่องมือแพทย์หลายประเภทก็ต้องใช้ก๊าซชนิดนี้ในการทำงาน หากเกิดการขาดแคลน แม้จะเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมเฉพาะทาง แต่ผลกระทบจะค่อยๆ ส่งผ่านมายังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ความล่าช้าในการเข้าถึงเทคโนโลยีและบริการทางการแพทย์
สิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นจึงไม่ใช่เพียงวิกฤตของสินค้าใดสินค้าหนึ่ง
แต่คือแรงกระแทกหลายชั้นที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่พลังงาน วัตถุดิบอุตสาหกรรม ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
และสุดท้ายจะสะท้อนออกมาในรูปของเงินเฟ้อและต้นทุนทางเศรษฐกิจทั่วโลก
สําหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนสูง ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกดดันเศรษฐกิจภายใน ขณะที่ต้นทุนการขนส่งและความไม่แน่นอนของตลาดโลกจะกระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก
ในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ วิกฤตที่ดูเหมือนอยู่ไกลตัว อาจส่งผลใกล้ตัวเร็วกว่าที่คาด
บทความนี้จึงไม่ได้ต้องการสร้างความตื่นตระหนก
แต่ต้องการชวนให้มองเห็นภาพในกรณีเลวร้ายที่สุด
เพราะเมื่อความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว
การเตรียมพร้อมก็ไม่อาจมองเพียงด้านเดียวได้เช่นกัน
