bg-single

ระหว่างบรรทัดที่ปักกิ่ง (1) ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง

22.05.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

กว่า 43 ชั่วโมงในปักกิ่ง การพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานประเทศสี จิ้นผิง เต็มไปด้วยภาพลักษณ์อันชื่นมื่น

พิธีการทูตที่ไตร่ตรองมาแล้วอย่างดี

สปีชความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตรงตามตำรา

มีมตลกๆ และภาพเซลฟี่ให้ชาวเน็ตได้แชร์กันสนุกสนาน

หน้าสื่อกระแสหลักทั่วโลกประโคมข่าวข้อตกลงซื้อขายสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

เราทุกคนต่างได้อ่านพาดหัวข่าวชวนตื่นเต้นเกี่ยวกับชัยชนะทางเศรษฐกิจและการจับมือเชิงยุทธศาสตร์ของสองมหาอำนาจ

แต่สิ่งที่ผมสนใจ คิดว่าเป็นสาระสำคัญและเป็นสิ่งที่มีผลกับประเทศไทยนั้น อยู่ที่เรื่อง “ระหว่างบรรทัด”

และอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาถอดรหัสสิ่งที่เกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม ไปด้วยกันในบทความนี้

เริ่มต้นกันที่ภาพใหญ่เลยคือ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่อเมริกามีอำนาจนำแบบเบ็ดเสร็จ ไปสู่โลกที่อำนาจเริ่มกระจาย ซับซ้อน และพึ่งพากันมากขึ้น

ทั้งคู่ต่างไม่มีใครมีอำนาจนำแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ต่างรู้จุดแข็ง จุดอ่อนของตนเองและใช้มันอย่างระมัดระวังและประณีต

อเมริกายังแข็งแกร่งที่สุดในหลายมิติ ทั้งกองทัพ ระบบการเงิน พันธมิตร และเทคโนโลยีขั้นสูง

แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจแบบหลังสงครามเย็นที่สามารถกำหนดทิศทางโลกได้ฝ่ายเดียวอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน จีนก็ยังไม่แข็งแรงพอจะขึ้นมาแทนที่อเมริกาเต็มตัว เศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัว ภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัญหา คนรุ่นใหม่ตกงานสูง และยังต้องพึ่งตลาดโลกอย่างมาก

ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นจึงไม่ใช่ “การเปลี่ยนผ่านจากอเมริกาสู่จีน” แบบตรงไปตรงมา

แต่คือโลกที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีอำนาจพอจะขัดขวางกัน แต่ยังไม่มีใครมีอำนาจมากพอจะจัดระเบียบโลกใหม่ได้ทั้งหมด

ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาปักกิ่งด้วยข้อจำกัดที่มากกว่าครั้งไหนๆ หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการตั้งภาษีฉุกเฉินเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ทำให้ทีมเจรจาของเขาเหลือกรอบเวลาทางกฎหมายสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือนในการกดดันคู่แข่ง

ทางการของจีนอ่านเกมกฎหมายภายในของสหรัฐทะลุปรุโปร่ง รู้ดีว่าทรัมป์ “ต้องการชัยชนะด่วนๆ (Quick Win)” ไปโชว์ฐานเสียงในประเทศ (ในปีที่จะมีเลือกตั้ง Midterm ในเดือนพฤศจิกายน)

ปักกิ่งมอบตัวเลขการสั่งซื้อสินค้าเกษตรและเครื่องบินมูลค่ามหาศาลให้ทรัมป์นำกลับบ้านอย่างสมใจ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐต้องยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่จงใจเล่นงานโครงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลักของจีน

มันคือการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า : อเมริกาได้ “ภาพลักษณ์” แต่จีนได้ “รักษาโครงสร้างหลัก” ของตนเองไว้

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูจะเข้าใจดีว่า “เวลายังไม่อยู่ข้างจีนเต็มที่” แม้ปักกิ่งจะมีความมั่นใจมากขึ้นในอำนาจทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของตนเอง

แต่จีนก็ยังไม่พร้อมสำหรับการเผชิญหน้าเต็มรูปแบบกับสหรัฐ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์

ดังนั้น สิ่งที่ประธานาธิบดีสีทำได้อย่างประณีต คือการแสดงภาพของ “มหาอำนาจที่มั่นคง สุขุม และอดทน” มากกว่ามหาอำนาจที่เร่งรีบจะล้มระเบียบโลกเดิม

เขาเลือกให้สัมปทานในจุดที่ไม่กระทบโครงสร้างหลักของจีน เช่น การซื้อสินค้าเกษตรหรือเครื่องบินจากอเมริกา เพื่อแลกกับการรักษาพื้นที่หายใจของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor ecosystem) และยุทธศาสตร์ AI ภายในประเทศเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

อีกเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามไปคือ “สถานที่” ที่จีนเลือกใช้ในการต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งนี้

เพราะสำหรับปักกิ่ง เรื่องพวกนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่คือ soft power เชิงอารยธรรมอย่างแท้จริง

การพาทรัมป์ไปยังมหาศาลาประชาชนที่กรุงปังกิ่งหรือกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) ไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องความสวยงาม

แต่เป็นการสื่อสารต่อโลกว่า จีนไม่ต้องการถูกมองเป็นเพียงโรงงานของโลกหรือมหาอำนาจเศรษฐกิจเท่านั้น

ปักกิ่งกำลังพยายามวางตัวเองในฐานะ “รัฐอารยธรรม” ที่มีประวัติศาสตร์ ความต่อเนื่อง และระบบคุณค่าของตนเองยาวนานหลายพันปี

สิ่งที่ทั้ง 2 ประเทศน่าจะเห็นพ้องต้องกันจากการประเมินเบื้องต้นคือ การตระหนักตรงกันว่า การแยกตัวทางเศรษฐกิจ (Economic decoupling) ออกจากกันอย่างสมบูรณ์นั้น มีต้นทุนที่เจ็บปวดเกินไป และอาจกลายเป็น “การฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจร่วมกัน” ของทั้งสองฝ่ายเอง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทั้งคู่ทำคือ การแข่งขันที่พยายามรักษาความได้เปรียบของตัวเอง พร้อมกับป้องกันไม่ให้โลกทั้งใบหลุดเข้าสู่ความปั่นป่วนเกินควบคุม

หมากใหม่ของสหรัฐคือ กลไกที่เรียกว่า “Board of Trade” นี่คือรูปแบบใหม่ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) สหรัฐกำลังปรับยุทธศาสตร์จากการตั้งกำแพงภาษีแบบหว่านแห (Blanket Tariffs) ไปสู่การจำกัดวงเป้าหมายอย่างแม่นยำสูง (Targeted Containment) หรือนโยบาย “รั้วสูงในสวนขนาดย่อม” (Small Yard, High Fence)

กล่าวคือ สหรัฐจะปล่อยให้สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อในประเทศ แต่จะใช้มาตรการสกัดกั้นอย่างรุนแรงในกลุ่มเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technologies) เช่น ระบบประมวลผล AI ขั้นสูง, การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับนาโน (Lithography) และพลังงานสะอาด

ไพ่ของจีนคือแร่หายาก (Rare earth) กำลังกลายเป็น “จุดกดคอเชิงยุทธศาสตร์” ของโลกยุคใหม่ไปแล้ว หากน้ำมันคือหัวใจของภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 วันนี้แร่หายาก คือหัวใจของศตวรรษที่ 21 เพราะมันอยู่เบื้องหลังทุกอย่างตั้งแต่รถ EV ขีปนาวุธ AI เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอวกาศ

นานหลายสิบปี ตะวันตก outsource อุตสาหกรรมโรงกลั่น (refining) ไปจีน เพราะเป็นธุรกิจที่สกปรก ใช้เวลานาน กำไรต่ำ และมีต้นทุนสิ่งแวดล้อมสูง

ผลคือวันนี้ แม้อเมริกาจะมีเทคโนโลยี มีเงินทุน และมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กลับยังต้องพึ่งห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่จีนควบคุมอยู่จำนวนมาก

สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่การที่จีน “มีแร่” แต่คือจีนสามารถทำให้โรงงานของโลกตะวันตก “หยุดผลิต” ได้โดยไม่ต้องยิงขีปนาวุธแม้แต่นัดเดียว

และนี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่วอชิงตันเริ่มตระหนักว่า อำนาจทางอุตสาหกรรมสามารถกลายเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงพลังพอๆ กับอำนาจทางทหารหรือการเงิน

สําหรับคอการเมืองระหว่างประเทศ มูฟที่น่าสนใจ เกิดขึ้นที่มหาศาลาประชาชน ประธานาธิบดีสีกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม โดยได้ให้นิยามวิสัยทัศน์ใหม่ “constructive China-U.S. relationship of strategic stability” หรือ “ความสัมพันธ์อันมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ระหว่างจีนกับสหรัฐ”

แท้จริงแล้วคือสัญญะทางการเมืองที่ถูกคำนวณมาอย่างดีเพื่อวางพะแนงตีกรอบสหรัฐ ปักกิ่งจงใจใช้บรรยากาศด้านบวกและเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากข้อตกลงการค้าที่เพิ่งเซ็นกันไป มาเป็นเครื่องมือในการแช่แข็งนโยบายต่างประเทศของวอชิงตัน

เป้าหมายระยะสั้นคือ การกดดันให้รัฐบาลทรัมป์ชะลอการส่งมอบแพ็กเกจอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวัน

นัยที่สี จิ้นผิง ส่งถึงทรัมป์หลังม่านหน้าต่างมหาศาลาประชาชนนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง : หากสหรัฐ สร้างความสั่นคลอนในช่องแคบไต้หวัน ข้อตกลงการค้าระดับแสนล้านทั้งหมดที่เพิ่งตกลงกันไว้จะกลายเป็นโมฆะทันที

และแม้ทรัมป์จะพยายามเลี่ยงการให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่ปักกิ่งก็ประสบความสำเร็จในการตีกรอบความสัมพันธ์ใหม่

ทำให้การสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐในอนาคต จะถูกมองว่าเป็นฝ่าย “ทำลายมิตรภาพที่ปักกิ่ง” ทันที

ระหว่างบรรทัดสุดท้ายที่ผมสังเกต คือ Tech CEO สมัยนี้เด่นกว่ารัฐมนตรีต่างประเทศเสียอีก

ในศึกเจรจา 43 ชั่วโมงที่ปักกิ่ง อำนาจต่อรองของเหล่าเทคซีอีโอเป็นก้าวสำคัญอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเงาร่างของ NVIDIA เป็นศูนย์กลาง

พลังขับเคลื่อนนี้มาจากชิปเจเนอเรชันถัดไปอย่าง Vera Rubin (3nm) ที่กวาดออร์เดอร์ล่วงหน้าไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI โลกมูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ ทว่าจุดเปราะบางที่สุดคือชิปเหล่านี้ต้องพึ่งพาการผลิตจาก TSMC ในไต้หวัน แบบ 100 เปอรเซ็นต์ ยิ่งทำให้ 2-3 ย่อหน้าที่ผมพึ่งเขียนไปซับซ้อนขึ้นไปอีก

ทั้งหมดนี้คือเรื่องระหว่างบรรทัดที่ปักกิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในมุม การค้าระหว่างประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ หรือเรื่องเทคโนโลยี

สำหรับผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยนั้นโปรดรออ่านฉบับหน้าครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”