bg-single

ระหว่างบรรทัดที่ปักกิ่ง (2) ทรัมป์ กับสี จิ้นผิง

29.05.2026

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ในตอนที่แล้ว ผมชวนผู้อ่านลองมอง “ระหว่างบรรทัด” ของการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง ว่าสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ถ้อยแถลงหรือภาพจับมือบนหน้าสื่อ

แต่คือสัญญาณว่า ทั้งสองมหาอำนาจเริ่มพยายามประคองการแข่งขัน ไม่ให้กระแทกตัวเองแรงเกินไป

คำถามที่น่าสนใจกว่าจึงไม่ใช่ว่าสหรัฐกับจีนจะคืนดีกันหรือไม่

แต่คือเมื่อเกมของมหาอำนาจเริ่มเปลี่ยน อาเซียนกับประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนของเกมใหม่นี้

หลายคนเห็นภาพผู้นำสองประเทศจับมือกัน แล้วรู้สึกว่าโลกอาจกำลังผ่อนคลายลง หลังหลายปีที่ความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนเต็มไปด้วยสงครามการค้า การแบนเทคโนโลยี และการตอบโต้กันแทบทุกมิติ

ตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกทันที เพราะนักลงทุนหวังว่าอย่างน้อย โลกคงไม่เดินกลับไปสู่จุดที่ทุกอย่างเผชิญหน้ากันเต็มรูปแบบเหมือนช่วงก่อนหน้า

แต่ถ้าลองมองลึกลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งไม่ใช่ “การคืนดี” ระหว่างสองมหาอำนาจ

มันคือการที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มยอมรับว่า การปะทะแบบเต็มแรงมีต้นทุนสูงเกินไป

จีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น และการเติบโตที่ช้าลง

ขณะที่ทรัมป์เองก็ต้องระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 โดยเฉพาะในรัฐอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่เป็นฐานเสียงสำคัญ

สิ่งที่เราเห็นจึงคล้าย “ช่วงพักหายใจ” มากกว่าสันติภาพถาวร

สําหรับอาเซียน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้ได้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน บริษัทจำนวนมากเริ่มกระจาย supply chains ออกจากจีน

เวียดนามโตจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

มาเลเซียโตจาก data centers และเซมิคอนดักเตอร์

ส่วนไทยก็พยายามดึง EVs, cloud infrastructure และ AI investments เข้ามาใน EEC

อาเซียนจึงกลายเป็น “พื้นที่ตรงกลาง” ที่ทั้งสองฝ่ายยังต้องการ

สิ่งที่หลายประเทศในภูมิภาคกังวลมาตลอด คือวันที่วอชิงตันกับปักกิ่งกลับมาตกลงกันเอง แล้วทำให้อาเซียนหมดความสำคัญทางยุทธศาสตร์ลงไป

แต่สัญญาณจากปักกิ่งยังไม่ใช่แบบนั้น ตรงกันข้าม มันกำลังสะท้อนว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนรูปแบบ จากสงครามการค้ารอบแรกที่เน้นเรื่องภาษี โรงงาน และการส่งออก ไปสู่การแข่งขันเรื่อง AI, semiconductors, cloud systems, data centers และ critical minerals

สนามแข่งขันกำลังย้ายจาก “โรงงาน” ไปอยู่ใน “โลกดิจิทัล”

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องที่ดูเหมือนเทคนิคมากๆ อย่างการที่สหรัฐอนุญาตให้บริษัทจีนบางแห่งกลับมาเข้าถึงชิพ AI ระดับสูงอย่าง NVIDIA H200 จึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด

ในโลก AI ชิพเปรียบเสมือนไฟฟ้า ใครมี compute power มากกว่า ก็พัฒนา AI ได้เร็วกว่า ต้นทุนต่ำกว่า และแข่งขันได้ดีกว่า

เมื่อบริษัทจีนอย่าง Alibaba Cloud, Tencent Cloud หรือ Huawei Cloud เข้าถึงชิพเหล่านี้ได้มากขึ้น พวกเขาก็จะกลับมาแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริงจังขึ้น ทั้งในธุรกิจ cloud, AI services และ data infrastructure

จุดนี้เองที่ประเทศไทยควรเริ่มคิดให้ลึกกว่าเรื่องเม็ดเงินลงทุนอย่างเดียว

แน่นอน ไทยอาจได้ประโยชน์จาก data centers และ AI infrastructure ที่เพิ่มขึ้น

แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยก็จะถูกกดดันมากขึ้นให้ตอบคำถามที่ไม่เคยต้องตอบมาก่อน

ข้อมูลสำคัญของประเทศจะอยู่ภายใต้กฎหมายของใคร

Cloud ของใครจะกลายเป็นมาตรฐานหลัก

หรือแม้แต่มาตรฐาน cybersecurity ของใครที่เราจะยึดตาม

ในอดีต ความเป็นกลางอาจหมายถึงการ “ไม่เลือกข้าง”

แต่ในโลกเทคโนโลยี ความเป็นกลางมีความหมายต่างออกไป มันหมายถึงการมี “ทางเลือก” มากพอ จนไม่มีใครบังคับเราได้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศในอาเซียนจึงเริ่มกระจายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีมากขึ้น

อินโดนีเซียใช้ critical minerals เป็นแต้มต่อกับทั้งจีนและสหรัฐ

เวียดนามเร่งขยายข้อตกลงการค้ากับหลายภูมิภาค

มาเลเซียพยายามดึงทั้งตะวันตกและจีนเข้ามาพร้อมกัน ขณะที่สหภาพยุโรปก็เร่งปิดดีลกับหลายประเทศในอาเซียนเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในโลกใหม่ ประเทศที่มีอิสระมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่มี “ทางเลือก” มากที่สุด

ประเทศที่มีตลาดหลากหลาย มี technology partners หลายฝ่าย มี supply chains หลายทาง และไม่พึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป จะมีพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตัวเองมากกว่า

ช่วงต่อจากนี้ ไทยจึงต้องจับตา “ปฏิทิน” ของการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนให้ดี เพราะปักกิ่งอาจไม่ใช่การพบกันครั้งสุดท้ายของปีนี้ และอาจไม่ใช่ครั้งสำคัญที่สุดด้วยซ้ำ

เดือนพฤษภาคมที่ปักกิ่งอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนที่สายตาของโลกจะขยับไปยังวอชิงตันในเดือนกันยายน เสิ่นเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และไมอามีในเดือนธันวาคม

เวทีอย่าง G 20, APEC, East Asia Summit หรือแม้แต่การประชุมด้าน AI และ semiconductors กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองมหาอำนาจใช้ต่อรอง อ่านสัญญาณ และจัดวางตำแหน่งของตัวเองต่อโลกใหม่ การประชุมเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่พิธีการทางการทูตอีกต่อไป แต่คือพื้นที่ที่ supply chains, เทคโนโลยี, เงินทุน และพันธมิตรทางเศรษฐกิจกำลังถูกจัดระเบียบใหม่แบบเรียลไทม์ อย่ากะพริบตา เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก และหลายประเทศเริ่มเดินเกมไปไกลแล้ว

โจทย์ใหญ่ของไทยในทศวรรษหน้า ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะสนิทกับอเมริกาหรือจีนมากกว่ากัน

แต่อยู่ที่ว่า ไทยจะสร้าง leverage ของตัวเองได้มากพอหรือไม่ ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังเข้มข้นขึ้นทุกปี

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่ง ไม่ได้แปลว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังสงบลง

แต่เรากำลังจะเห็นการแข่งขันกำลังเข้าสู่ phase ที่ละเอียดและซับซ้อนกว่าเดิม

ชัดแล้วว่า “สงครามการค้า” กำลังเปลี่ยนเป็น “สงครามเทคโนโลยี” แล้วไทยจะวางตัวไว้ตรงไหนของเกมนี้?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”