พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
กลับมาเยือนมหาวิทยาลัย Stanford และเมือง Palo Alto อีกครั้งครับ หลังจากที่ได้มาปีที่แล้ว ผมรู้สึกประทับใจมากจนตั้งใจว่า หากมีโอกาสก็อยากจะแวะมาที่นี่ทุกปีเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่เพียงเพราะอากาศดีหรือบรรยากาศน่าอยู่ แต่เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ บทสนทนา และมุมมองต่อโลกที่หาได้ยากจากที่อื่น
ผมใช้เวลา 3 วันในฐานะแขกรับเชิญของ APARC หรือ Walter H. Shorenstein Asia-Pacific Research Center ศูนย์วิจัยเอเชียแปซิฟิกของมหาวิทยาลัย Stanford ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Freeman Spogli Institute for International Studies (FSI) หนึ่งในสถาบันด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและนโยบายสาธารณะที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึง Hoover Institution สถาบันนโยบายสาธารณะที่เป็นที่รวมของนักคิด นักประวัติศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และอดีตผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก
สามสถาบันนี้ทำให้ Stanford แตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่ที่โลกวิชาการและโลกนโยบายมาบรรจบกันอย่างเป็นรูปธรรม ผู้คนที่เดินสวนคุณในแต่ละวันอาจเป็น Larry Diamond ผู้ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนผ่านและภาวะถดถอยของประชาธิปไตยมาหลายทศวรรษ Francis Fukuyama เจ้าของผลงาน The End of History and the Last Man, Gi-Wook Shin ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออก หรือ Kiyoteru Tsutsui ผู้ศึกษาประเด็นสิทธิมนุษยชน ขณะที่อีกฟากหนึ่งของมหาวิทยาลัยก็เป็นที่รวมของอดีตผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของสหรัฐฯ ตั้งแต่ Condoleezza Rice ไปจนถึง Michael McFaul และ Karl Eikenberry ทำให้บทสนทนาที่นี่มีทั้งมิติทางวิชาการและประสบการณ์จากโลกแห่งความเป็นจริง ที่สำคัญ คำถามที่ผมถูกถามที่ Stanford มักเป็นคำถามที่ยากกว่าที่อื่นเสมอ
บทสนทนาหลายวงในปีนี้วนกลับมาสู่คำถามเดียวกัน นั่นคือโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ หากในอดีตบริษัทเทคโนโลยีแข่งขันกันเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า วันนี้พวกเขาต้องเผชิญกับคำถามทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ต่างจากรัฐบาล ตั้งแต่ข้อจำกัดการส่งออกชิป การเข้าถึงแร่หายาก ความมั่นคงทางพลังงาน ไปจนถึงการจัดวางห่วงโซ่อุปทานใหม่ระหว่างประเทศ ชื่อของ Nvidia, TSMC และ ASML จึงถูกกล่าวถึงควบคู่กับชื่อของประเทศมหาอำนาจอยู่เสมอ เพราะความสามารถในการออกแบบ ผลิต และควบคุมเทคโนโลยีขั้นสูงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐไปแล้ว
ในส่วนของโลก AI นั้น ปีนี้คำถามเปลี่ยนไปมาก ที่ Stanford และ Silicon Valley ผมได้ยินคนพูดถึง frontier models น้อยกว่าที่คิด แต่กลับได้ยินคำว่า inference, compute และ energy มากขึ้นเรื่อยๆ ความตื่นเต้นไม่ได้อยู่ที่โมเดลตัวถัดไปจะทำข้อสอบได้กี่คะแนน แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถนำโมเดลเหล่านี้ออกจากห้องทดลองไปใช้งานจริงในระดับเศรษฐกิจได้ก่อนกัน
อีกด้านหนึ่ง การแข่งขันก็เริ่มขยับจากโลกดิจิทัลไปสู่โลกกายภาพมากขึ้น รถยนต์ไร้คนขับของ Waymo กลายเป็นภาพปกติบนท้องถนนในซานฟรานซิสโก ขณะที่ Zoox ของ Amazon กำลังเริ่มเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญ ส่วนการพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์ หรือ humanoids ก็ถูกพูดถึงอย่างจริงจังมากกว่าที่เคย หลายคนเชื่อว่าทศวรรษหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่ AI เริ่มมี “แขนและขา” ของตัวเอง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป
เมื่อเทคโนโลยีเดินมาถึงจุดนี้ บทสนทนาก็กลับไปสู่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูง การแข่งขันเพื่อดึงดูดนักวิจัยระดับแนวหน้า การเข้าถึงพลังงานสำหรับ hyperscale data centers หรือความกังวลเรื่องการกระจุกตัวของ compute ในมือของบริษัทและประเทศเพียงไม่กี่แห่ง หากในศตวรรษที่ 20 น้ำมันคือทรัพยากรยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ในศตวรรษที่ 21 หลายคนเริ่มมองว่า compute อาจกำลังเดินไปสู่สถานะเดียวกัน โลกจึงไม่ได้กำลังเห็นเพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่กำลังเห็นการจัดระเบียบอำนาจรูปแบบใหม่ผ่านเทคโนโลยี
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจทำทุกครั้งเมื่อมาที่ Stanford และ Silicon Valley คือการพบปะนักเรียนไทย นักวิจัยไทย ผู้ประกอบการ และคนไทยที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพราะหากมองให้ดี เรื่องราวของการแข่งขันระดับโลกที่เราพูดถึงกันนั้น ล้วนมีคนไทยเป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว
ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา หลังจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งเดินทาง พบปะ และสร้างฐานข้อมูลบุคลากรไทยในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก การเดินทางครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมมีโอกาสพบคนไทยที่กำลังทำงานอยู่ใน Google, Meta, Apple, Salesforce, Nvidia, OpenAI และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกหลายแห่ง บางคนทำงานด้านเซมิคอนดักเตอร์ บางคนพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ บางคนบริหารผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้งานนับร้อยล้านคนทั่วโลก หลายคนอาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในประเทศไทย แต่พวกเขาคือส่วนหนึ่งของกำลังคนที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของโลกอยู่ในขณะนี้
ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับคนไทยกลุ่มนี้ ผมกลับมาพร้อมความรู้สึกมีความหวังอยู่เสมอ ความหวังจากการได้เห็นว่าคนไทยสามารถยืนอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมที่กำลังกำหนดอนาคตโลกได้ไม่แพ้ใคร และความหวังว่าความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายของพวกเขาจะสามารถเชื่อมโยงกลับมาสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยได้มากขึ้นในอนาคต ก็ได้แต่หวังว่าสักวันจะได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน กับพวกเขา เพื่ออนาคตของชาติเราครับ
