บทความพิเศษ
ในที่สุดก็ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลเดินหน้าฟ้องปิดปากคนที่สงสัยเรื่องคดีโกง ส.ว. ถึงตัวคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ยังไม่ฟ้องอย่างที่ประกาศว่าจะฟ้อง แต่รองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ฟ้องแล้ว ส.ว.ที่ถูกสงสัยว่าโกงก็ฟ้อง ซ้ำมือกฎหมายของพรรคก็ยืนยันว่ารัฐบาลและ ส.ว.มีสิทธิ์ฟ้องตามจังหวัดที่ห่างไกล
กองเชียร์รัฐบาลบางคนแอ๊บแบ๊วว่าการที่รัฐบาลฟ้อง “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ในจังหวัดห่างไกลอย่างอำนาจเจริญ, บึงกาฬ ฯลฯ ไม่ใช่การ “ฟ้องปิดปาก” ราวกับรับบรีฟ ส.ส.ที่เอาใจนายโดยยุให้ฟ้องไกลๆ แต่ถ้าคนเหล่านี้เคารพศาล รวมทั้งอ่านก่อนพูด พฤติกรรมนี้คือการ “ฟ้องปิดปาก” อย่างไม่ต้องเถียงกัน
ประธานศาลฎีกามีคำแนะนำตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 2569 ว่าฟ้องปิดปากคือการใช้กระบวนการศาลกลั่นแกล้งเสรีภาพในการแสดงความเห็น ส่วนการฟ้องที่เข้าข่ายดำเนินคดีโดยไม่สุจริต เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลย โดยไม่มีเหตุจำเป็นในการพิจารณาคดี
นอกจากนั้น ประธานศาลระบุต่อว่า การฟ้องโดยไม่สุจริตยังรวมถึง “การฟ้องหลายคดี” จากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย หรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะด้วยเช่นกัน
ต่อให้ไม่มีคำแนะนำของประธานศาลฎีกา วิญญูชนย่อมรู้ว่าการที่ทหารหรือนักการเมืองแกล้งฟ้องคดีในพื้นที่ห่างไกลคือการกลั่นแกล้ง เพราะยิ่งชีพพูดเรื่องโกง ส.ว.ที่ กทม. ส่วนนายกฯ กับรัฐมนตรีทุกคนก็ทำงานใน กทม. แล้วแต่ละคนจะถ่อไปฟ้องในจังหวัดห่างไกลเพื่ออะไร?
หัวใจของคดีโกง ส.ว.คือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง กกต., ส.ว. และพรรคที่ถูกกล่าวหาว่าโกง พูดง่ายๆ คือพรรคถูกสงสัยว่าจ้างคนไปสมัคร ส.ว. ทั้งเพื่อเป็นเองและเพื่อเลือกคนตามโผ ส่วน ส.ว.เป็นฝ่ายแต่งตั้ง กกต.4 จาก 7 คนซึ่งเป็นฝ่ายตัดสินว่าคดีโกง ส.ว.มีมูลหรือไม่มีมูลพอจะส่งศาลฎีกา
“นักวิชาการ” ฝ่ายรัฐบาลคนหนึ่งพูดกับผมขณะออกทีวีว่า คดีโกง ส.ว.เป็นเรื่องของพวก “ล้มรัฐบาล”
คำตอบผมคือ คดีแบบนี้ใครทำก็ผิด จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านทำก็ผิดท้้งคู่ ถ้ามีหลักฐานว่าฝ่ายค้านจ้างคนไปลง ส.ว.หรือดีลแบ่งตำแหน่งก็ดำเนินคดีให้หมด อย่าปล่อยคนชั่วลอยนวลแม้แต่คนเดียว
อย่างไรก็ดี “ว่าที่รัฐมนตรี” คนหนึ่งโพสต์ตอบโต้ผมว่าอย่าบังอาจ อย่าท้า เดี๋ยวจะฟ้องคนวิจารณ์คดีโกง ส.ว.ให้หมด ทั้งที่คำพูดผมไม่ได้ท้าทายใคร นอกจากตอบความเห็นคนของรัฐบาลที่ลากเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ล้มรัฐบาล” ทั้งที่ใครทำแบบนี้ก็ผิดจนควรดำเนินคดีทุกคน ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล
ประเด็นของคดีโกง ส.ว.คือ คนระแวงว่าพรรคการเมืองเป็น “ลาสบอส” ของ กกต.และ ส.ว.
สาเหตุที่สงสัยคือการเจอทั้งพยานบุคคลและ “เส้นเงิน” ที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงเยอะไปหมด ตัวอย่างเช่นการจับได้ว่าคนของพรรคโอนเงินให้คน 10 คนที่อำเภอหนึ่งในสุราษฎร์ฯ แล้วทั้งสิบไปสมัคร ส.ว.
“โกง ส.ว.” เหมือน “โกงสอบท้องถิ่น” เพราะความ “โป๊ะแตก” ของเรื่องมีเยอะ หลักฐานเส้นเงินและพยานบุคคลมีมาก คลิปมัดตัวคนสำคัญเรื่องโพยก็มี ความพิรุธของผู้เกี่ยวข้องก็พรึ่บ ข้อน่าสงสัยก็มีเพียบ ความระแวงว่ามี “ลาสบอส” จึงเยอะไปหมด เพราะเรื่องนี้ไม่มีทางทำได้ด้วยคนหยิบมือเดียว
ยกตัวอย่างง่ายๆ “โกงสอบท้องถิ่น” ต้องมีข้าราชการท้องถิ่นขายตำแหน่งให้คนที่อยากได้ตำแหน่งทุกอำเภอ และต้องมีคนเชื่อมโยงคนขายระดับท้องถิ่นกับ “ลาสบอส” ในส่วนกลางซึ่งล็อกตำแหน่งมาขาย คนที่เกี่ยวข้องระดับท้องถิ่นจึงต้องเป็นร้อย และทั้งหมดต้องเชื่อมโยงกับคนคุมส่วนกลาง
ในกรณีโกงสอบท้องถิ่น คนของฝ่ายการเมืองทำแบบนี้มาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว เครือข่ายระดับท้องถิ่นจึงมีเยอะ ความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจส่วนกลางยิ่งต้องมีมาก ถ้าคดีโกงสอบจับได้แค่ข้าราชการท้องถิ่นหรือคนที่มีชื่อตอนนี้ก็น่าสงสัยว่าจะมีการ “เป่าคดี” จนการเอาผิดไปไม่ถึง “ลาสบอส” เลย
ในกรณี “โกง ส.ว.” การจ้างคนสมัคร ส.ว.ระดับอำเภอเพื่อโหวตคนซึ่ง “ล็อกสเป๊ก” ต้องมีการจัดการ และถ้าอิงตัวเลขที่บางพรรคโอนเงินให้ 10 คนไปสมัคร ส.ว.ที่ อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ฯ การส่งคนสมัคร ส.ว.ทั่วประเทศ 878 อำเภอ อาจต้องใช้คนถึง 8,780 คน
ซึ่งต้องมี “ลาสบอส” ประสานจากส่วนกลาง
กกต.คือองค์กรเดียวที่มีอำนาจส่งคนที่น่าสงสัยเรื่อง “โกง ส.ว.”ไปศาลฎีกา ถ้า กกต.ไม่ส่งทุกอย่างก็จบ
แต่ด้วยความรุ่มร่ามและประเจิดประเจ้อของทุกฝ่ายในการ “โกง ส.ว.” ถ้าคดีจบโดย กกต.ไม่ส่งใครขึ้นศาลเลยก็จะเป็นเรื่องซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือ ของ กกต.ให้นิวโลว์ลงต่ำกว่าที่ผ่านมา
รัฐบาลไม่รู้ว่าทุกวันนี้คนโกรธขึ้นเรื่อยๆ ว่าประเทศนี้แตะตรงไหนก็โกง ซ้ำทุกเรื่องที่โกงมักมีผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องทั้งทางตรงหรือทางอ้อม การโกงลามตั้งแต่สอบข้าราชการระดับชาติ, โกงคดี ส.ว., โกงประกันสังคม, โกง สตง.ฯลฯ และต่อให้รัฐบาลจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว คนก็จะด่ารัฐบาลอยู่ดี
ถ้าคดี “โกง ส.ว.” จบแบบไม่มีใครผิดทั้งที่เรื่องนี้มีพิรุธเห็นเต็มตา ดีเปรสชั่นความโกรธจะขึ้นฝั่งที่ กกต.
แล้วจะสะสมกำลังเป็นพายุโซนร้อนไปยังรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนจะทำให้ดีเปรสชั่นอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศอย่างไร เป็นเรื่องที่รัฐบาลและ กกต.ต้องตัดสินใจเอง
ระบอบสีน้ำเงินมีอำนาจมากเพราะมีเสียงข้างมากในสภา, มี ส.ว., มีองค์กรอิสระ และมีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่หลายคนกว่าจะเกษียณก็อีก 7 ปี แต่ปัญหาของ “ระบอบ” คือการยังไม่สามารถ Perform การทำงานให้มากเท่าความแข็งแกร่งของอำนาจ และทั้งหมดนี้อันตรายกับรัฐบาล
พรรคที่เน้นแจกเงินเพื่อสร้างคะแนนย่อมเข้าใจว่า “ปากท้อง” สำคัญต่อ “ความนิยม” ของประชาชนวงกว้าง แต่ถ้ารัฐบาลทำให้ “ปากท้อง” ดีไม่ได้ ในที่สุดพายุโซนร้อนแห่งความไม่พอใจเรื่อง “ปากท้อง” ก็จะลุกลามจนถึงจุดที่อาจเกิดภาวะชุลมุนเมื่อบรรจบกับ “ความไม่พอใจเรื่องโกง”
ตัวอย่างง่ายๆ การตัดเงินคนจนประจานว่ารัฐบาลทุกชุดทิ้งคนไทยให้จนแบบไม่เห็นหัวคนจนเลย
นักการทูตประเทศหนึ่งส่งลิงก์ข่าวสดภาคภาษาอังกฤษให้ผมดูพร้อมคอมเมนต์แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “โคตรเศร้า” เพราะเป็นข่าวรัฐบาลตัดเงินคนจนของคนตาบอดวัย 85 โดยหาว่าเป็นคนรวย
สรุปสั้นๆ “ตาบัว” อยู่บุรีรัมย์ ตาบอดสองข้าง อายุ 85 เมียป่วยติดเตียง คนหาข้าวหาน้ำให้คือหลานสมองพิการอายุ 33 ส่วนลูกชายทำงานรับจ้างไปทั่ว เดือนไหนได้ 3,000 ก็หรูแล้ว แต่รัฐบาลอ้างว่า “ตาบัว” มีนา 9 ไร่ เข้าข่าย “คนรวย” จึงไม่ให้เงินวันละ 10 บาท ถึงเป็นที่มรดกซึ่งไม่มีรายได้สักบาท
รัฐบาลผิดแน่ที่ไม่ให้เงินตาบัววันละ 10 บาท และความผิดตั้งแต่รัฐบาลปล่อยให้คนตาบอดอย่างตาบัวกับเมียป่วยติดเตียงอยู่ได้ด้วยหลานสมองพิการอายุ 33 และลูกรายได้วันละ 100 ซึ่งแปลว่าครอบ ครัวนี้ 4 คนต้องอยู่ด้วยเงินวันละ 25 บาท หรือเท่ากับคนละ 6.50 บาทต่อวัน ซึ่งซื้อไข่ต้มยังไม่พอ
รัฐมนตรีพัฒนาสังคมจากเพื่อไทยหายไปเฉยๆ ในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับนายกฯ, รัฐมนตรีคลัง และ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลหุบปากจนไม่มีใครพูดเรื่องนี้แม้แต่รายเดียว ถ้าไม่มีสื่อรายงานก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย
ความทุกข์ของประชาชนเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลซุกไว้ใต้พรม ปัญหาคนจนไม่เคยมีในหัวรัฐบาลมากกว่าเอาภาษีประชาชนโยนเป็นเศษเงินหลอกคะแนนเสียงคนจน
รัฐบาลมีหัวไว้คั่นหู และหูของทุกรัฐบาลมักเลือกฟังแต่นายแบกนางแบกรัฐบาล สื่อรับจ้าง นักวิชาการรับเงิน หรือคนที่รัฐบาลกลัว
เรื่องใหญ่ที่นายกฯ พูดเยอะจนภูมิใจไทยพูดตามคือ ด่าคนที่สงสัยเรื่องคดีโกง ส.ว.และการแตกคอของคุณอนุทิน คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ และคุณเนวิน ชิดชอบ
ส่วนเรื่องใหญ่ที่เพื่อไทยพูดคือ ด่าคนซึ่งสงสัยว่ารัฐมนตรีแรงงาน เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทั้งที่ศาลไม่ได้สั่ง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ได้อะไร
“การเมืองของนักการเมือง” แบบนี้คือเหตุที่จะทำให้รัฐบาลไม่รอด
แต่กว่ารัฐบาลจะร่วง คนไทยทั้งประเทศจะร่วงไปก่อนนานแล้ว
และในที่สุดจะไม่มีใครได้อะไรเลยจากรัฐบาล นอกจากรัฐบาลและคนที่เป็นพวกรัฐบาล
