bg-single

50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม

30.09.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

50 ปี 6 ตุลา (4)

การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม

“ไม่ช้า ไม่เกินหนึ่งปีได้ออกแน่ ถ้าเอาพวกเรา (คณะรัฐประหาร 26 มีนาคม 2520) ออกไปไม่ได้ เขาต้องเข้ามาอยู่กับพวกเราด้วย…”

คำกล่าวในการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2520

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง (พ.ศ.2545)

ผมเริ่มต้นเรื่องของการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม 2519 ด้วยการกล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากความล้มเหลวของการรัฐประหารในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และบรรดานายทหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องล้วนถูกจับ และตัดสินด้วยกฎหมายพิเศษ พร้อมกับการนำตัวเข้าคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งขณะนั้นเรือนจำนี้ได้คุมขังนักศึกษาในคดี 6 ตุลาฯ อยู่แต่เดิม

นักโทษการเมือง 2 คดีที่มีจุดกำเนิดคนละมุมของอุดมการณ์การเมือง ถูกบังคับให้ต้องมาใช้ชีวิตด้วยกันใน “คฤหาสน์เล็ก” ใจกลางเรือนจำมหันตโทษของกรมราชทัณฑ์ ที่ต้องกล่าวว่าเป็น “คฤหาสน์” เพราะในส่วนที่พวกเราอยู่นั้น เป็นบ้านอยู่ในพื้นที่ใจกลางของเรือนจำใหญ่… เป็นบ้านจริงๆ เพราะที่คุมขังเราไม่ใช่ตึกแถวขนาดใหญ่อย่างที่บางท่านอาจจะเคยเห็นในภาพ

ชีวิตของการเป็นนักโทษการเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองโดยตรง ตราบเท่าที่รัฐบาลที่จับเรามายังมีอำนาจแล้ว ความรู้สึกถึงโอกาสที่จะกลับไปนอนบ้านเร็วๆ นี้ เป็นอันเลิกคิดได้เลย โอกาสเช่นนั้นจะเกิดจริงได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลดังกล่าวต้องสิ้นสุดอำนาจลง โดยเฉพาะต้องถูกโค่นล้มลง เพื่อที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายทางการเมืองใหม่

ดังนั้น คำกล่าวของ พล.ต.สนั่นก็คือการส่งสัญญาณว่า หากฝ่ายทหารที่ต่อต้านรัฐบาลไม่สามารถล้มรัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ เพื่อที่จะประกาศนิรโทษกรรม และพาคณะรัฐประหารชุดนี้ออกไปแล้ว ก็แปลว่านายทหารพวกนั้นเตรียมตัวเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับพวก 26 มีนาฯ ในบางขวางได้เลย… ต้องยอมรับว่า การประเมินเช่นนี้เป็นความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าจะใช้สำนวนปัจจุบันแล้ว ก็คงต้องกล่าวว่า “เสธ.หนั่น” ฟันธงว่า ถ้าพวกทหารที่ยังอยู่กัน ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้แล้ว ก็เป็นอันเตรียมตัวมาติดคุกได้เลย!

การเปลี่ยนผ่านคู่ขนาน

หากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาการเมืองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เราจะพบว่าการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม 2519 นั้น มีความน่าสนใจอย่างมาก และอาจต้องยอมรับว่า เป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงโดยตรงกับนิรโทษกรรมคดี 26 มีนาคม 2520 เพราะการนิรโทษกรรมทั้ง 2 คดีนี้ เกิดขึ้นในบริบทการเมืองเดียวกัน ที่มีนัยถึงการปรับนโยบายทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลใหม่หลังรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520

ดังนั้น ถ้าผมจะขอลองตอบในบริบทมหภาคของการเมืองไทยแล้ว ผมอยากขอตั้งเป็นสมมุติฐานว่า การนิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ คือ ภาพสะท้อนของ “การเปลี่ยนยุทธศาสตร์” ชุดใหญ่ของรัฐไทยในช่วงปลายของสงครามคอมมิวนิสต์ และมีนัยถึงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (Political Transition) ที่จะพาประเทศออกจากการปกครองของระบอบอำนาจนิยม เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านทั้ง 2 ส่วนนี้จำเป็นต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวเป็นเงื่อนไขได้ว่า ความสำเร็จในประเด็นหนึ่งจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดความสำเร็จในอีกประเด็นหนึ่ง หรือที่อาจเรียกได้ว่า เป็นการเชื่อมต่อของปัจจัยการเมืองกับปัจจัยทางยุทธศาสตร์เข้าด้วยกัน และความสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ฉะนั้น ความสำเร็จของการรัฐประหาร 20 ตุลาฯ จึงนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านใน 2 ส่วนที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่คู่ขนานกับการเปลี่ยนผ่านทางยุทธศาสตร์ ที่ทำให้เกิด “ยุทธศาสตร์ชาติใหม่” ในการต่อสู้กับการขยายตัวของสงครามคอมมิวนิสต์คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 และ 65/2525 และยังรวมถึงประกาศและคำสั่งต่างๆ ของฝ่ายรัฐในแบบ “การเมืองนำการทหาร”

อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่ยุทธศาสตร์เดิมถูกปรับเปลี่ยนได้ ก็ต่อเมื่อผู้กุมอำนาจรัฐยอมรับถึงภัยคุกคามใหม่ จนตระหนักว่ายุทธศาสตร์เดิมไม่สามารถใช้รับมือกับปัญหาใหม่ได้ ดังนั้น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์จึงหมายถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายในตัวเอง ดังเช่นกรณีของคำสั่ง 66/23

การปรับเปลี่ยนเช่นนี้ยังสะท้อนถึงการปรับตัวทางความคิดของกลุ่มอำนาจ หรืออาจกล่าวโดยหลักการได้ว่า เมื่อกลุ่มผู้นำที่กุมอำนาจรัฐในขณะนั้นเกิดสภาวะของการ “ตกผลึก” ทางความคิดใหม่แล้ว พวกเขาจึงมีความพร้อมที่จะรื้อยุทธศาสตร์เดิม เพราะชัดเจนว่ายุทธศาสตร์เดิมไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือมองเห็นร่วมกันว่า ยุทธศาสตร์เดิมไม่สามารถนำความสำเร็จของชัยชนะให้เกิดขึ้นได้จริง

คำเตือนทางยุทธศาสตร์

ว่าที่จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ทั่วโลก เพราะเมื่อรัฐต้องเผชิญกับภัยคุกคามใหม่แล้ว สภาวะที่เรียกว่า “strategic resilience” หรือ “การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะคำตอบสุดท้ายที่ชัดเจน การปรับตัวคือ “ความอยู่รอด”

ในทางกลับกัน การเดินต่อไปด้วยยุทธศาสตร์เดิมคือ เส้นทางของการล่มสลายของรัฐ ดังเช่นที่ปรากฏจากการสิ้นสุดของรัฐนิยมตะวันตกทั้ง 3 ในอินโดจีนในปี 2518 ซึ่งการล่มสลายเช่นนี้เป็น “คำเตือนทางยุทธศาสตร์” ที่ชัดเจนในตัวเองว่า ไทยจะกลายเป็น “หมากโดมิโนตัวที่ 4” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

รัฐที่ไม่ปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมใหม่/ภัยคุกคามใหม่ ย่อมจะนำไปสู่ “การล่มสลาย” ของรัฐเดิม… คำตอบเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นมาเสมอในประวัติศาสตร์ และรัฐไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากกติกาข้อนี้แต่อย่างใด ยิ่งพิจารณาจากอดีต ยิ่งเห็นถึง “การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐไทยที่ต้องเผชิญกับภัยชุดใหม่

สำหรับประเทศที่ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งแล้ว การปรับยุทธศาสตร์ทำผ่านกระบวนการทำนโยบายของรัฐ แต่ในประเทศที่การเมืองมีความไร้เสถียรภาพ หรือเป็นการเมืองในระบอบเผด็จการแล้ว การเปลี่ยนจึงมีนัยถึงการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมอาจไม่ต้องการเปลี่ยนนโยบาย

การนิรโทษกรรมในคดี 6 ตุลาฯ จึงเกิดขึ้นใน “กรอบคิด” ของคำอธิบายเช่นนั้น และผู้นำไทยที่มีอำนาจในช่วงเวลาดังกล่าว ก็อยู่ในสภาวะเช่นที่อธิบายในข้างต้นคือ การเผชิญกับภัยคุกคามขนาดใหญ่ แต่จะเปลี่ยนเช่นนั้นได้ จึงอาจมีนัยถึงการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ จะยอมเดินออกมาจากกรอบความคิดเดิมแบบขวาจัดในการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่ง

ฉะนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนสำหรับทางการเมืองในปี 2520 ว่า การเปลี่ยนรัฐบาลในบริบทของการเมืองไทยในยุคเช่นนั้น ทำได้ด้วยวิธีการเดียวคือ “รัฐประหาร” เท่านั้น เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมไม่มีทางที่จะเปลี่ยนนโยบายด้วยความสมัครใจอย่างแน่นอน และพร้อมที่จะใช้กำลังเข้าจับกุมทหารอีกฝ่ายที่เตรียมใช้กำลังล้มรัฐบาล

พลวัตในกองทัพ

ในความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพลเรือนนั้น เรามักจะอธิบายปัญหารัฐประหารด้วยคำตอบพื้นฐานว่า ทหารมีความไม่พอใจและ/หรือขัดแย้งกับรัฐบาลพลเรือน จึงตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิม แต่เราอาจจะละเลยประเด็นเรื่อง “ความคิดทางการเมืองของทหาร” ว่า ทหารคิดอะไร ทำไมจึงตัดสินใจทำรัฐประหาร

ดังที่กล่าวมาในตอนก่อนแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้นำกองทัพกับผู้นำรัฐบาลพลเรือนนั้น เริ่มเกิดเป็นปัญหามาตั้งแต่การยึดอำนาจสิ้นสุดลงในค่ำวันที่ 6 ตุลาฯ แล้ว แม้ทุกอย่างจะดูเสมือนอยู่ในความควบคุมของฝ่ายที่ได้อำนาจรัฐ จนในที่สุด ผู้นำทหารอีกฝ่ายต้องตัดสินใจออกบวช… เหมือน “ยอมแพ้” แล้ว

ความขัดแย้งที่ไม่ลงตัวนำไปสู่รัฐประหารถึง 3 ครั้งในปี 2520… เป็นรัฐประหารจริงๆ 2 ครั้ง (มีนาคมและตุลาคม) และรัฐประหารเงียบ 1 ครั้ง (มิถุนายน) ซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งในหลายประเด็นทับซ้อนจากปัญหาที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ ความผันผวนของสถานการณ์ความมั่นคงที่เห็นได้จากสงครามของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในชนบทไทย

ในบริบทเช่นนี้ ผู้นำทหารโดยเฉพาะนายทหารระดับกลางส่วนหนึ่ง ที่มองการเมืองด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากผู้นำรัฐบาลพลเรือน พวกเขาเริ่มตระหนักว่า นโยบายแบบขวาจัด ที่มีทิศทางแบบขวาจัดมากขึ้นๆ นั้น อาจจะไม่ช่วยในการลดทอนสถานการณ์สงครามได้ แต่กลับเป็นปัจจัยกระตุ้นการขยายตัวของสงคราม ดังที่เห็นถึงการเดินทางของนิสิต นักศึกษาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลังการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาฯ

การขับเคลื่อนนโยบายขวาจัด จึงกลายเป็นดังที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ชอบใช้ในการเปรียบเปรยว่าเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” เนื่องจากการมีรัฐบาลในลักษณะแบบนี้ และใช้นโยบายแบบนี้ ได้กลายเป็นปัจจัยช่วยให้สงครามขยายตัวในชนบท ดังนั้น กลุ่มทหารที่เห็นตรงกันจึงเชื่อว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว เพราะจะเป็นช่องทางในการเปลี่ยนยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลฝ่ายขวา

ดังนั้น ชุดความคิดทางการเมืองของนายทหารระดับกลางและนายทหารระดับสูงบางส่วนที่เปลี่ยนไป จึงทำให้รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 มีความต่างจากรัฐประหารก่อนหน้านี้ เพราะมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนทิศทางนโยบายความมั่นคงไทย หรืออย่างน้อยก็หวังว่า จะลด “ความขวาจัด” ในนโยบายลง เพื่อลดทอนการขยายสงครามของพรรคคอมมิวนิสต์

นิรโทษกรรม!

การปรับนโยบายจึงเริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมคดีรัฐประหาร 26 มีนาคม เพื่อส่งสัญญาณถึงการล้มนโยบายเดิม เพราะรัฐบาล 6 ตุลาฯ ไม่มีทางยอมให้เกิดแน่นอน และจนเมื่อกลุ่มอำนาจใหม่สามารถกระชับอำนาจได้จริงแล้ว การนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ จึงเกิดในอีกหลายเดือนถัดมา

สัญญาณชัด!… นโยบายของรัฐบาลไทยเปลี่ยนแล้ว และจากนี้ไป การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ดังเช่นที่เราจะได้เห็นในเวลาต่อมา โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศไทยใหม่ที่ยอมเปิดความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้านที่เป็นสังคมนิยม และยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร

วันนี้ เราคงต้องให้เครดิตกับนายกฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และกลุ่มทหาร “สายพิราบ” ที่กล้าหาญในการหันประเทศออกจาก “กับดักสงครามกลางเมือง” ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบาย “ขวาสุดโต่ง” อย่างไร้เดียงสา… สรุปง่ายๆ คือ ขวาสุดจนขนาดทหารเองก็ทนไม่ได้!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ไทยใหม่ กับ สุริยา ‘ศรีบูรพา’ กับ ‘ยาขอบ’ นักเขียน ‘อาชีพ’
Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
อ่าน สังคม ‘สยาม’ ผ่าน ราคา ‘เบียร์’ นอก สู่สถานะ ‘นักเขียน’
พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)
เชลยศึกสงครามลาว (50)
E-DUANG | มองทะลุ “วิวาทะ” การเมือง รัฐมนตรีช่วย กับ นักวิชาการ
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ อ.ส.ค.มอบผลิตภัณฑ์นมกล่อง UHT ไทย-เดนมาร์ค ให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 360,000 กล่อง เพื่อสนับสนุน-ส่งต่อความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ
ศ.สุชาติ การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล​สหรัฐ​ (Yield) อย่างเร็วและมาก​ ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐ​ฯ​ เริ่มเข้าใกล้จุดจบของการเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก
50 ปี 6 ตุลา : วันที่เปลี่ยนชีวิต | สุรชาติ บำรุงสุข