ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
50 ปี 6 ตุลา (4)
การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
“ไม่ช้า ไม่เกินหนึ่งปีได้ออกแน่ ถ้าเอาพวกเรา (คณะรัฐประหาร 26 มีนาคม 2520) ออกไปไม่ได้ เขาต้องเข้ามาอยู่กับพวกเราด้วย…”
คำกล่าวในการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2520
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง (พ.ศ.2545)
ผมเริ่มต้นเรื่องของการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม 2519 ด้วยการกล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากความล้มเหลวของการรัฐประหารในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และบรรดานายทหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องล้วนถูกจับ และตัดสินด้วยกฎหมายพิเศษ พร้อมกับการนำตัวเข้าคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งขณะนั้นเรือนจำนี้ได้คุมขังนักศึกษาในคดี 6 ตุลาฯ อยู่แต่เดิม
นักโทษการเมือง 2 คดีที่มีจุดกำเนิดคนละมุมของอุดมการณ์การเมือง ถูกบังคับให้ต้องมาใช้ชีวิตด้วยกันใน “คฤหาสน์เล็ก” ใจกลางเรือนจำมหันตโทษของกรมราชทัณฑ์ ที่ต้องกล่าวว่าเป็น “คฤหาสน์” เพราะในส่วนที่พวกเราอยู่นั้น เป็นบ้านอยู่ในพื้นที่ใจกลางของเรือนจำใหญ่… เป็นบ้านจริงๆ เพราะที่คุมขังเราไม่ใช่ตึกแถวขนาดใหญ่อย่างที่บางท่านอาจจะเคยเห็นในภาพ
ชีวิตของการเป็นนักโทษการเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองโดยตรง ตราบเท่าที่รัฐบาลที่จับเรามายังมีอำนาจแล้ว ความรู้สึกถึงโอกาสที่จะกลับไปนอนบ้านเร็วๆ นี้ เป็นอันเลิกคิดได้เลย โอกาสเช่นนั้นจะเกิดจริงได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลดังกล่าวต้องสิ้นสุดอำนาจลง โดยเฉพาะต้องถูกโค่นล้มลง เพื่อที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายทางการเมืองใหม่
ดังนั้น คำกล่าวของ พล.ต.สนั่นก็คือการส่งสัญญาณว่า หากฝ่ายทหารที่ต่อต้านรัฐบาลไม่สามารถล้มรัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ เพื่อที่จะประกาศนิรโทษกรรม และพาคณะรัฐประหารชุดนี้ออกไปแล้ว ก็แปลว่านายทหารพวกนั้นเตรียมตัวเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับพวก 26 มีนาฯ ในบางขวางได้เลย… ต้องยอมรับว่า การประเมินเช่นนี้เป็นความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าจะใช้สำนวนปัจจุบันแล้ว ก็คงต้องกล่าวว่า “เสธ.หนั่น” ฟันธงว่า ถ้าพวกทหารที่ยังอยู่กัน ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้แล้ว ก็เป็นอันเตรียมตัวมาติดคุกได้เลย!
การเปลี่ยนผ่านคู่ขนาน
หากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาการเมืองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เราจะพบว่าการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม 2519 นั้น มีความน่าสนใจอย่างมาก และอาจต้องยอมรับว่า เป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงโดยตรงกับนิรโทษกรรมคดี 26 มีนาคม 2520 เพราะการนิรโทษกรรมทั้ง 2 คดีนี้ เกิดขึ้นในบริบทการเมืองเดียวกัน ที่มีนัยถึงการปรับนโยบายทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลใหม่หลังรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520
ดังนั้น ถ้าผมจะขอลองตอบในบริบทมหภาคของการเมืองไทยแล้ว ผมอยากขอตั้งเป็นสมมุติฐานว่า การนิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ คือ ภาพสะท้อนของ “การเปลี่ยนยุทธศาสตร์” ชุดใหญ่ของรัฐไทยในช่วงปลายของสงครามคอมมิวนิสต์ และมีนัยถึงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (Political Transition) ที่จะพาประเทศออกจากการปกครองของระบอบอำนาจนิยม เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านทั้ง 2 ส่วนนี้จำเป็นต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน
สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวเป็นเงื่อนไขได้ว่า ความสำเร็จในประเด็นหนึ่งจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดความสำเร็จในอีกประเด็นหนึ่ง หรือที่อาจเรียกได้ว่า เป็นการเชื่อมต่อของปัจจัยการเมืองกับปัจจัยทางยุทธศาสตร์เข้าด้วยกัน และความสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ฉะนั้น ความสำเร็จของการรัฐประหาร 20 ตุลาฯ จึงนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านใน 2 ส่วนที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่คู่ขนานกับการเปลี่ยนผ่านทางยุทธศาสตร์ ที่ทำให้เกิด “ยุทธศาสตร์ชาติใหม่” ในการต่อสู้กับการขยายตัวของสงครามคอมมิวนิสต์คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 และ 65/2525 และยังรวมถึงประกาศและคำสั่งต่างๆ ของฝ่ายรัฐในแบบ “การเมืองนำการทหาร”
อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่ยุทธศาสตร์เดิมถูกปรับเปลี่ยนได้ ก็ต่อเมื่อผู้กุมอำนาจรัฐยอมรับถึงภัยคุกคามใหม่ จนตระหนักว่ายุทธศาสตร์เดิมไม่สามารถใช้รับมือกับปัญหาใหม่ได้ ดังนั้น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์จึงหมายถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายในตัวเอง ดังเช่นกรณีของคำสั่ง 66/23
การปรับเปลี่ยนเช่นนี้ยังสะท้อนถึงการปรับตัวทางความคิดของกลุ่มอำนาจ หรืออาจกล่าวโดยหลักการได้ว่า เมื่อกลุ่มผู้นำที่กุมอำนาจรัฐในขณะนั้นเกิดสภาวะของการ “ตกผลึก” ทางความคิดใหม่แล้ว พวกเขาจึงมีความพร้อมที่จะรื้อยุทธศาสตร์เดิม เพราะชัดเจนว่ายุทธศาสตร์เดิมไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือมองเห็นร่วมกันว่า ยุทธศาสตร์เดิมไม่สามารถนำความสำเร็จของชัยชนะให้เกิดขึ้นได้จริง
คำเตือนทางยุทธศาสตร์
ว่าที่จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ทั่วโลก เพราะเมื่อรัฐต้องเผชิญกับภัยคุกคามใหม่แล้ว สภาวะที่เรียกว่า “strategic resilience” หรือ “การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะคำตอบสุดท้ายที่ชัดเจน การปรับตัวคือ “ความอยู่รอด”
ในทางกลับกัน การเดินต่อไปด้วยยุทธศาสตร์เดิมคือ เส้นทางของการล่มสลายของรัฐ ดังเช่นที่ปรากฏจากการสิ้นสุดของรัฐนิยมตะวันตกทั้ง 3 ในอินโดจีนในปี 2518 ซึ่งการล่มสลายเช่นนี้เป็น “คำเตือนทางยุทธศาสตร์” ที่ชัดเจนในตัวเองว่า ไทยจะกลายเป็น “หมากโดมิโนตัวที่ 4” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่
รัฐที่ไม่ปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมใหม่/ภัยคุกคามใหม่ ย่อมจะนำไปสู่ “การล่มสลาย” ของรัฐเดิม… คำตอบเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นมาเสมอในประวัติศาสตร์ และรัฐไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากกติกาข้อนี้แต่อย่างใด ยิ่งพิจารณาจากอดีต ยิ่งเห็นถึง “การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐไทยที่ต้องเผชิญกับภัยชุดใหม่
สำหรับประเทศที่ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งแล้ว การปรับยุทธศาสตร์ทำผ่านกระบวนการทำนโยบายของรัฐ แต่ในประเทศที่การเมืองมีความไร้เสถียรภาพ หรือเป็นการเมืองในระบอบเผด็จการแล้ว การเปลี่ยนจึงมีนัยถึงการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมอาจไม่ต้องการเปลี่ยนนโยบาย
การนิรโทษกรรมในคดี 6 ตุลาฯ จึงเกิดขึ้นใน “กรอบคิด” ของคำอธิบายเช่นนั้น และผู้นำไทยที่มีอำนาจในช่วงเวลาดังกล่าว ก็อยู่ในสภาวะเช่นที่อธิบายในข้างต้นคือ การเผชิญกับภัยคุกคามขนาดใหญ่ แต่จะเปลี่ยนเช่นนั้นได้ จึงอาจมีนัยถึงการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ จะยอมเดินออกมาจากกรอบความคิดเดิมแบบขวาจัดในการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่ง
ฉะนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนสำหรับทางการเมืองในปี 2520 ว่า การเปลี่ยนรัฐบาลในบริบทของการเมืองไทยในยุคเช่นนั้น ทำได้ด้วยวิธีการเดียวคือ “รัฐประหาร” เท่านั้น เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมไม่มีทางที่จะเปลี่ยนนโยบายด้วยความสมัครใจอย่างแน่นอน และพร้อมที่จะใช้กำลังเข้าจับกุมทหารอีกฝ่ายที่เตรียมใช้กำลังล้มรัฐบาล
พลวัตในกองทัพ
ในความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพลเรือนนั้น เรามักจะอธิบายปัญหารัฐประหารด้วยคำตอบพื้นฐานว่า ทหารมีความไม่พอใจและ/หรือขัดแย้งกับรัฐบาลพลเรือน จึงตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิม แต่เราอาจจะละเลยประเด็นเรื่อง “ความคิดทางการเมืองของทหาร” ว่า ทหารคิดอะไร ทำไมจึงตัดสินใจทำรัฐประหาร
ดังที่กล่าวมาในตอนก่อนแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้นำกองทัพกับผู้นำรัฐบาลพลเรือนนั้น เริ่มเกิดเป็นปัญหามาตั้งแต่การยึดอำนาจสิ้นสุดลงในค่ำวันที่ 6 ตุลาฯ แล้ว แม้ทุกอย่างจะดูเสมือนอยู่ในความควบคุมของฝ่ายที่ได้อำนาจรัฐ จนในที่สุด ผู้นำทหารอีกฝ่ายต้องตัดสินใจออกบวช… เหมือน “ยอมแพ้” แล้ว
ความขัดแย้งที่ไม่ลงตัวนำไปสู่รัฐประหารถึง 3 ครั้งในปี 2520… เป็นรัฐประหารจริงๆ 2 ครั้ง (มีนาคมและตุลาคม) และรัฐประหารเงียบ 1 ครั้ง (มิถุนายน) ซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งในหลายประเด็นทับซ้อนจากปัญหาที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ ความผันผวนของสถานการณ์ความมั่นคงที่เห็นได้จากสงครามของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในชนบทไทย
ในบริบทเช่นนี้ ผู้นำทหารโดยเฉพาะนายทหารระดับกลางส่วนหนึ่ง ที่มองการเมืองด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากผู้นำรัฐบาลพลเรือน พวกเขาเริ่มตระหนักว่า นโยบายแบบขวาจัด ที่มีทิศทางแบบขวาจัดมากขึ้นๆ นั้น อาจจะไม่ช่วยในการลดทอนสถานการณ์สงครามได้ แต่กลับเป็นปัจจัยกระตุ้นการขยายตัวของสงคราม ดังที่เห็นถึงการเดินทางของนิสิต นักศึกษาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลังการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาฯ
การขับเคลื่อนนโยบายขวาจัด จึงกลายเป็นดังที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ชอบใช้ในการเปรียบเปรยว่าเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” เนื่องจากการมีรัฐบาลในลักษณะแบบนี้ และใช้นโยบายแบบนี้ ได้กลายเป็นปัจจัยช่วยให้สงครามขยายตัวในชนบท ดังนั้น กลุ่มทหารที่เห็นตรงกันจึงเชื่อว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว เพราะจะเป็นช่องทางในการเปลี่ยนยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลฝ่ายขวา
ดังนั้น ชุดความคิดทางการเมืองของนายทหารระดับกลางและนายทหารระดับสูงบางส่วนที่เปลี่ยนไป จึงทำให้รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 มีความต่างจากรัฐประหารก่อนหน้านี้ เพราะมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนทิศทางนโยบายความมั่นคงไทย หรืออย่างน้อยก็หวังว่า จะลด “ความขวาจัด” ในนโยบายลง เพื่อลดทอนการขยายสงครามของพรรคคอมมิวนิสต์
นิรโทษกรรม!
การปรับนโยบายจึงเริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมคดีรัฐประหาร 26 มีนาคม เพื่อส่งสัญญาณถึงการล้มนโยบายเดิม เพราะรัฐบาล 6 ตุลาฯ ไม่มีทางยอมให้เกิดแน่นอน และจนเมื่อกลุ่มอำนาจใหม่สามารถกระชับอำนาจได้จริงแล้ว การนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ จึงเกิดในอีกหลายเดือนถัดมา
สัญญาณชัด!… นโยบายของรัฐบาลไทยเปลี่ยนแล้ว และจากนี้ไป การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ดังเช่นที่เราจะได้เห็นในเวลาต่อมา โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศไทยใหม่ที่ยอมเปิดความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้านที่เป็นสังคมนิยม และยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร
วันนี้ เราคงต้องให้เครดิตกับนายกฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และกลุ่มทหาร “สายพิราบ” ที่กล้าหาญในการหันประเทศออกจาก “กับดักสงครามกลางเมือง” ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบาย “ขวาสุดโต่ง” อย่างไร้เดียงสา… สรุปง่ายๆ คือ ขวาสุดจนขนาดทหารเองก็ทนไม่ได้!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
