ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนเรื่อง “โซลาร์เซลล์” มานานแล้ว

ยิ่งราคาน้ำมันแพง ราคาไฟฟ้าขึ้นมาเรื่อยๆ

ยิ่งรู้สึกว่าประเทศไทยต้อง “คิดใหม่” เรื่องพลังงาน

เพราะเมืองไทยโชคดีที่มี “พลังงานแสงอาทิตย์” เป็นของตัวเอง เพราะเป็นเมืองร้อน

แดดจัดถึงจัดมาก

จนมีคนบอกว่าเมืองไทยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก และร้อนฉิบ…

ส่วนฝนที่ตกมานั้นถือเป็นสีสันของฤดูกาล

ที่ผ่านมา เราทิ้งพลังงานแสงอาทิตย์ไปทุกวันๆ และนำเข้าน้ำมัน-แก๊สมาผลิตกระแสไฟฟ้า

ทั้งที่คนไทยสามารถใช้หลังคาบ้านเป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าได้

แต่ในอดีตราคาแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ยังแพงอยู่

คำนวณอย่างไรก็ไม่คุ้ม

จนไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาแผงโซลาร์เซลล์เริ่มถูกลงเรื่อยๆ และเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ดีขึ้น

ในขณะที่ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น

ทำให้ราคาไฟฟ้าขยับขึ้นเช่นกัน

นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย

ผมเคยเขียนในคอลัมน์ Market-think ใน “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อ 2 ปีก่อน เสนอว่ารัฐบาลควร “ซับซิไดซ์” เรื่องนี้เหมือนตอนที่สนับสนุนรถอีวี

แต่ไม่นึกว่ารัฐบาลจะถึงขึ้นกู้เงินเป็นแสนล้านบาทมาเพื่อใช้ในโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน”

"Advertiser"

ซับซิไดซ์ 2 รูปแบบ

คือ เอาไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200,000 บาท

และตามมาด้วยการอุดหนุนประชาชนที่ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์บ้านละ 50,000 บาท

ที่แปลกมากก็คือ สนับสนุนให้แบงก์รัฐปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนที่เงินไม่พอ

รัฐบาลกู้เงินมาใช้กับโครงการนี้ก็หนักแล้ว เพราะเงินกู้ต้องมีดอกเบี้ย

ทำให้ต้นทุนการเงินของโครงการสูงขึ้นกว่าใช้เงินจากงบประมาณ

รัฐบาลยังสนับสนุนให้ประชาชนกู้เงินอีก

ลืมไปเลยว่าจะก่อให้ปัญหาเรื่อง “หนี้ครัวเรือน” เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

แทนที่จะเน้นเฉพาะประชาชนที่มีความพร้อมด้านการเงิน มีเงินเย็นที่พร้อมลงทุน

งงว่าทำไม “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปล่อยผ่านมาได้อย่างไร

ไม่ได้ถาม “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ที่เป็นเพื่อนสนิทกันบ้างหรือ

เขาเพิ่งพูดเรื่อง “หนี้ครัวเรือน” ไปเมื่อวันก่อน

ถามว่าควรลงทุนติดโซลาร์เซลล์ไหม

ผมเชียร์นะครับ ถ้าอยู่ใน 2 เงื่อนไขนี้

1. ต้องเป็นคนที่ใช้ไฟฟ้าตอนกลางวันมากพอ

เพราะ “โซลาร์เซลล์” ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนกลางวัน

ถ้าเราทำงานนอกบ้าน แล้วกลับมาตอนเย็น

ใช้ไฟตอนกลางวันบ้างเฉพาะเสาร์-อาทิตย์

ต้องคำนวณดีๆ ว่าคุ้มหรือไม่

แม้รัฐบาลจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าที่หลังคาบ้านเราผลิตได้

แต่ก็รับในจำนวนจำกัด

ที่สำคัญเราขายได้ประมาณยูนิตละ 2 บาทกว่า

แต่ตอนที่เราใช้ช่วงกลางคืน

รัฐคิดเรา 4 บาทกว่า

การที่เราใช้ไฟส่วนใหญ่ตอนกลางคืน เราต้องมีแบตเตอรี่ ซึ่งจะเพิ่มเงินลงทุนก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่ง

ดังนั้น ถ้าเราใช้ไฟฟ้าตอนกลางวันสักประมาณ 40% ขึ้นไป

ตัดสินใจง่ายว่าควรลงทุน

เพราะรัฐช่วยอุดหนุน 50,000 บาท

จากราคาโซลาร์เซลล์ 140,000 บาท

เราจ่ายเพียง 90,000 บาท

…คุ้ม

แต่ถ้าใช้กลางคืนเป็นหลัก ก็คำนวณดีๆ หน่อย

2. ต้องเป็นคนที่มี “เงินเย็น”

คือมีเงินฝากแบงก์อยู่แล้ว และเป็นเงินก้อนที่ไม่ใช่เงินที่กันไว้ในเวลาเร่งด่วน

ถ้าเอา “เงินเย็น” มาลงทุนติดโซลาร์เซลล์

ผมว่าคุ้ม

เพราะเราจะจ่ายค่าไฟลดลง ซึ่งมีผลทางจิตวิทยามาก

เหมือนกับรายจ่ายต่อเดือนลดลง

นอกจากนั้น เรายังกล้าใช้ชีวิตตอนกลางวันอย่างมีความสุขมากขึ้น

ไม่ต้องประหยัดไฟ

ยิ่งช่วงเดือนเมษายน เราจะใช้ชีวิตช่วงกลางวันวันหยุดเหมือนเศรษฐีเลยครับ

จะเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำกี่ห้องก็ได้

เพราะเราผลิตไฟฟ้าได้เอง

พอตอนเย็นเริ่มมืด

เราค่อยกลับมาสู่ชีวิตจริงอีกครั้ง

ให้ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ห้องเดียว แล้วเปิดแอร์

ประหยัดหน่อย

ที่ผมกังวลมากสำหรับโครงการนี้ เรื่องแรก คือการตั้งเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าร่วมโครงการยากขึ้น

เพราะเงินค้ำประกันสูงถึง 50,000 บาท

เหมือนจะช่วยชาวบ้านไม่ให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน

แต่อีกมุมหนึ่งก็เท่ากับช่วย “รายใหญ่” ที่มีความพร้อมด้านการเงิน ซึ่งตอนนี้แต่ละบริษัทเปิดตัวกันพรึ่บ

เพราะมูลค่าธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่ 50,000 ล้านบาทที่รัฐบาลอุดหนุนนะครับ

แต่สูงถึง 140,000 ล้านบาท ตามราคาโซลาร์เซลล์ของแต่ละบ้าน

มันยั่วยวนใจมาก

ขอแค่ 1% ก็ 1,400 ล้านบาทแล้ว

จากนั้น ก็จ้างผู้รับเหมารายกลาง-รายย่อยมารับงานต่อ

ส่วน “รายกลาง-รายย่อย” พอเจอเงินค้ำประกัน 50,000 บาทตอนติดตั้ง

และ 10,000 บาทหลังติดตั้งเสร็จ เพื่อประกันเรื่องการดูแล 7 ปี

ทุกรายต่างส่ายหน้า

เพราะกลัว “เงินจม”

เศรษฐกิจแบบนี้ “เงินสด” ในมือสำคัญที่สุด ถ้าเอาไปค้ำประกันแบงก์การันตี แล้วรัฐจ่ายเงินคืนช้า

ธุรกิจสะดุดถึงตายเลยนะครับ

สุดท้าย ถ้ายังปล่อยแบบนี้ต่อไป “รายใหญ่” จะใช้ชื่อเสียงและสาขาที่มีอยู่รับงาน

ใช้ “เงินสด” ที่มีอยู่แล้วค้ำแบงก์

จากนั้นก็จะจ้าง “รายกลาง-รายย่อย” เป็นผู้ติดตั้ง

และฟัน “หัวคิว” สบายๆ

เรื่องที่สอง คือกลัวชาวบ้านที่ไม่มี “เงินเย็น” กลัวเสียสิทธิ์

ยิ่งเห็นภาครัฐจูงใจว่าทำหลังคาเป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าขายรัฐ

หลงไปกับตัวเลขรายรับเล็กๆ น้อยๆ

เสียดายสิทธิ์ทั้ง 50,000 บาท ก็ไปกู้เงินแบงก์ 90,000 บาท มาติดตั้งโซลาร์เซลล์

แบบนี้น่ากลัวมาก

ต้องนึกเสมอว่า พอเรากู้แบงก์ เราเป็นหนี้ทันทีนะครับ

ทุกเดือนต้องจ่าย

แต่รายรับจาก “โซลาร์เซลล์” นั้น เราไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

จะเจอฝนตก ฟ้าปิดเมื่อไรไม่รู้

แผงมีปัญหาหรือเปล่า

ไฟที่ผลิตมาได้เท่าไร

“รายรับ” ไม่แน่นอน

แต่ “รายจ่าย” แน่นอนทุกเดือน

ขอเตือนเลยนะครับ ถ้าไม่มี “เงินเย็น” และไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจำนวนที่มากพอตอนกลางวัน

อย่าเสี่ยงดีกว่า

เศรษฐกิจแบบนี้ “เงินสด” คือ “พระเจ้า”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหรียญหล่อพระจันทร์เสี้ยว หลวงพ่อโสก วัดปากคลอง อดีตพระเกจิชื่อดังเพชรบุรี
แหวนนีเบอลุง เล่ม 3 ซีคฟรีท : เมื่อนั่งเก้าอี้ คนก็เปลี่ยนไป
เพลงดนตรียุโรป ในอยุธยา
‘สิ่งที่ต้องการมากกว่าความรัก’
MICHAEL | ‘เนเวอร์แลนด์’
เงินสด
แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (4)
จดหมายรักจาก ‘ปิยบุตร’ ถ้า ‘เปลี่ยนประเทศ’ ไม่ได้ จะตั้ง ‘พรรคการเมือง’ ไปทำไม?
จากบราซิลถึงเซอร์เบีย : เมื่อประชาชนพิสูจน์ว่าไม่มีใครผูกขาดอำนาจได้ตลอดไป | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ชีวิตบนเส้นบรรทัด ‘พล.ต.ท.ทินกร’ พลิกโฉมยุทธศาสตร์ ‘บช.ไซเบอร์’ ถือคติ ‘มือผู้ให้ ยิ่งใหญ่เสมอ’
เครือไทสง มรดกสมุนไพรของไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศึกลูกหนัง ‘คิงส์คัพ’ ครั้งที่ 52 เวทีช้างศึกต่อยอดสู่ระดับเอเชีย