ชีวิตบนเส้นบรรทัด ‘พล.ต.ท.ทินกร’ พลิกโฉมยุทธศาสตร์ ‘บช.ไซเบอร์’ ถือคติ ‘มือผู้ให้ ยิ่งใหญ่เสมอ’
คอลัมน์ โล่เงิน
ท่ามกลางมรสุมอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
การเข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) คนล่าสุดอย่าง “บิ๊กโอ๋” พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ถูกจับตามอง ในฐานะนายพลมือสืบสวนที่เติบโตมาจากสายงานสอบสวนและสืบสวนเข้มข้น
ผู้มีความมุ่งหวังจะใช้ประสบการณ์เข้าพลิกโฉม บช.สอท. ท่ามกลางภัยไซเบอร์ถาโถม ให้เป็นที่พึ่งพาประชาชนได้อย่างแท้จริง
พลิก Mindset บช.ไชเบอร์
“รู้ทันข้อมูล ดักหน้าโจร ทำลายทั้งวงจร”
พล.ต.ท.ทินกร ประกาศวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนหน่วยงานอย่างเด็ดขาดด้วยหลัก “รู้ทันข้อมูล – ก้าวทันเทคโนโลยี – ดักหน้าโจร – ทำลายทั้งวงจร – เพื่อความปลอดภัยของประชาชน”
โดยเน้นย้ำการเปลี่ยนมุมมองการทำงานของ บช.สอท.ใหม่ทั้งหมด จากเคยรับแจ้งเป็นรายคดีแล้วค่อยสืบสวนขยายผล มักสายเกินไปและทำให้ความเสียหายกระจายวงกว้าง เปลี่ยนมาเป็นการบริหารจัดการข้อมูลเชิงรุก
กระบวนการ “รู้ทันข้อมูล” เริ่มจากการนำ Big Data รวบรวมข้อมูลการรับแจ้งคดี ข้อเท็จจริงในโลกออนไลน์ และแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพมาประเมินเทรนด์ล่วงหน้า เช่น การฉวยโอกาสใช้เรื่องสิทธิ์สวัสดิการรัฐ การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปง. หรือการไฟฟ้า มาหลอกลวงประชาชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถคาดการณ์สถานการณ์และชิงออกเตือนภัยเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
ขณะที่ “ก้าวทันเทคโนโลยี” มุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากรและเครื่องมือสอบสวนให้เท่าทันภัยไซเบอร์ยุคใหม่ เช่น AI, Deepfake, การปลอมหน้าและปลอมเสียง
ตลอดจนการเตรียมพร้อมรองรับเทคโนโลยีในยุค Quantum เพื่อนำไปสู่การ “ดักหน้าโจร” สกัดกั้นก่อนเกิดเหตุ
และ “ทำลายทั้งวงจร” ด้วยการสาวโครงสร้างอาชญากรรมตั้งแต่คนหาบัญชีม้า คนพักเงิน โอนเงิน
จนถึงการแกะรอยเส้นทางการเงินฟอกเงินในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินต่างๆ เพื่อทลายเครือข่ายผู้รับผลประโยชน์แท้จริง
“วัคซีนไซเบอร์”
สกัดภัยรากหญ้า
ผนึก อว. ลุย “นักศึกษาคืนถิ่น”
ในมิติตัวเลขคดี แม้การหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์และการจองที่พักจะมีสถิติรับแจ้งสูงสุดเป็นอันดับ 1 แต่กลุ่มคดีที่สร้างผลกระทบรุนแรง คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโดยสร้างสตอรี่เกี่ยวกับฟอกเงิน, เว็บพนัน แล้วข่มขู่บังคับ โดยเฉพาะเยาวชน Gen Z และนักศึกษาที่มักตกเป็นเหยื่อจากเทคนิคข่มขู่ทางจิตวิทยา หลอกว่ามีบัญชีไปพัวพัน จนเกิดความกลัว สติหลุด และยินยอมโอนเงินหรือถอนเงินสดให้
สอท. จึงขับเคลื่อนการฉีด “วัคซีนไซเบอร์” ด้วยหลักการตำรวจชุมชน โดยจับมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้ง สพฐ. และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่ง พล.ต.ท.ทินกรได้เข้าหารือร่วมกับปลัดกระทรวง อว. นำหลักสูตรป้องกันภัยไซเบอร์ใส่ในกระบวนการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันโครงการ “นักศึกษาคืนถิ่น” ร่วมกับมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษานำองค์ความรู้ลงไปทำกิจกรรมฉีดวัคซีนไซเบอร์ในชุมชนภูมิลำเนานั้นๆ พร้อมสั่งการให้ตำรวจไซเบอร์ลงพื้นที่ร่วมกับฝ่ายปกครอง ครู พระ ผู้นำชุมชน อสม. และกระทรวงยุติธรรม ปลูกฝังค่านิยม “เอ๊ะไว้ก่อน ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” ให้ถึงระดับรากหญ้า
เพื่อป้องกันภัยออนไลน์ตั้งแต่ต้นทาง
สลายมายาคติเว็บพนัน
ชน “นักการเมืองวัยรุ่นสร้างตัว”
เมื่อถามถึงปรากฏการณ์ “วัยรุ่นสร้างตัว” จากธุรกิจสีเทาและเว็บพนันออนไลน์ที่ก้าวข้ามระบบขึ้นมาเป็น ส.ส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น แล้วใช้อำนาจปกป้องหรือฟอกตัวเอง พล.ต.ท.ทินกรชี้ว่า ปัญหานี้ทำให้ระบบสังคมและราชการรวน สิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือการมอนิเตอร์เชิงลึกและกล้าดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติปิดเว็บพนันออนไลน์ เว้นบางเว็บที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ ส.ส. บางพรรครับเดือนละ 4 แสนบาทต่อคน หรือข้อหาว่าตำรวจไซเบอร์เกียร์ว่าง พล.ต.ท.ทินกรชี้แจงขั้นตอนการปิดเว็บพนันว่า สอท. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ (DE) ใช้ AI กวาดหาข้อมูล ยื่นขอคำสั่งศาลปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง
แต่เนื่องจาก Server และแพลตฟอร์มส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ จึงมีรูรอดโดเมนสำรองเปิดใหม่ โดย สอท.ได้มอบการบ้านฝ่ายสืบสวนทุกวัน ให้ไล่สืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ทดลองเล่นจริง และแกะรอยเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งในแต่ละเคสต้องใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานเป็นเดือน
พร้อมย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “ชีวิตผม ทำตามพยานหลักฐานและข้อกฎหมายทุกบรรทัด” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือมีตำรวจนอกแถวเข้าไปพัวพัน หากสืบสวนพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงใคร ดำเนินคดีเท่าเทียมกันทุกรายโดยไม่มีใครสามารถสั่งให้หยุดได้
จากลูกตำรวจประทวน สู่ “อภิชาตบุตร” และคติ “มือผู้ให้ ยิ่งใหญ่เสมอ”
พื้นเพของ พล.ต.ท.ทินกร เป็นเด็กบ้านนอกเกิดที่จังหวัดมหาสารคาม เป็นลูกชายตำรวจชั้นประทวนฝ่ายสืบสวนอำเภอโกสุมพิสัย โตมาบนโรงพัก เริ่มรับราชการในตำแหน่งพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ จนได้รับรางวัลพนักงานสอบสวนดีเด่น ตร.
ก่อนได้รับการคัดเลือกเข้าสู่หลักสูตรคลาสสิค “30 นักสืบดาวรุ่ง” ของนครบาล บ่มเพาะวิชาสืบสวนระดับตำนาน และผ่านงานบริหารงบประมาณในสายอำนวยการ งานปราบปรามยาเสพติด บช.ปส. ตลอดจนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้
เส้นทางชีวิตที่ไต่เต้ามาจากลูกตำรวจชั้นประทวนจนขึ้นมาถึงยศ “พลตำรวจโท” เจ้าตัวเปิดใจว่า นั่นคือการบรรลุเป้าหมายความเป็น “อภิชาตบุตร” ที่สร้างความภาคภูมิใจสูงสุดให้กับพ่อแม่และครอบครัวแล้ว เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบช.สอท. เปรียบเสมือน “กำไรของกำไร” ของชีวิตรับราชการที่เกินความคาดหมาย
ดังนั้น ตราบใดที่ดำรงตำแหน่งนี้ จึงพร้อมที่จะทำงานตรงไปตรงมา ยึดหลักกฎหมายและพยานหลักฐานเป็นที่ตั้ง หากทำหน้าที่อย่างถูกต้องแล้วไม่ถูกใจผู้มีอำนาจจนถูกสั่งย้าย ก็พร้อมรับได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องตื่นเต้น
พร้อมยึดคติประจำใจ “มือผู้ให้ ยิ่งใหญ่เสมอ” เมื่อเป็นผู้ให้ด้วยความสบายใจ ยึดต่อมคุณธรรมและความสุจริตเป็นที่ตั้ง ตลอดชีวิตรับราชการไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง จึงไม่ต้องหาเงินส่วยไปวิ่งเต้นตอบแทนบุญคุณใคร
ทั้งหมดจะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือ พล.ต.ท.ทินกร ว่าจะใช้ความสุจริตเป็นเกราะ ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานนำทาง เพื่อกู้วิกฤตศรัทธา ทำให้ตำรวจไซเบอร์เป็นที่พึ่งพาวางใจประชาชนได้หรือไม่
