bg-single

จดหมายรักจาก ‘ปิยบุตร’ ถ้า ‘เปลี่ยนประเทศ’ ไม่ได้ จะตั้ง ‘พรรคการเมือง’ ไปทำไม?

07.11.2026

เปลี่ยนผ่าน| ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

หมยาเหตุ : ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในรายการ “ประชาธิปไตย 2 สี” โดย “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี

ผมยังอยากเห็น “ขบวนการทางการเมือง” ที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ในประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะเป็น “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” (social movement) หรือคุณจะเป็นพรรคก็ตาม เพราะช้าหรือเร็วประเทศไทยก็จะมีจุดระเบิดนี้ (แบบเดียวกับการประท้วงในฝรั่งเศส) ออกมาเหมือนกัน ไม่รู้จากอะไร แต่มันคงมาแน่

คำว่า “ไล่ระบอบสีน้ำเงิน” มันอาจจะเป็นสโลแกนชูธง แต่การเดือดของคนมันมาจากหลากหลาย แต่สุดท้ายมันคือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่จะทำให้คนเดือด

ปัญหาคือ ปัญหาปากท้องมันจะโยงเข้าถึงเรื่องอะไร เรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปัจจุบันได้ไหม? เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ไหม? หรือคนคิดแต่ว่าปัญหาปากท้องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ลำบากกันหมด คือถ้าขบวนมันเกิดขึ้น ปัญหาคือ ใครจะเข้าไปสร้างการหลอมรวมให้มันติดกัน

ถ้าเราลองเทียบ มันอาจจะเทียบได้ไม่เต็มที่นักเมื่อเทียบกับในยุโรป แต่มันอาจจะมีจุดคล้ายคลึงกันตรงนี้ คนที่ไม่พอใจระบบแบบปัจจุบันของฝรั่งเศส มันมีทั้งขวาจัด ทั้งซ้ายจัด พวกซ้ายมันไปชุมนุม พวกขวามันรอซุ่มเดี๋ยวชนะเลือกตั้ง แต่มันก็เป็นคน “ต่อต้านระบบ” (anti-system) เหมือนกัน

ทีนี้ของเรามันก็ทำนองเดียวกัน คนที่ไม่แฮปปี้กับสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” มันก็มีทั้งฝั่งอนุรักษนิยมและฝั่งก้าวหน้า แต่มันอธิบายไม่เหมือนกัน

ฝั่งอนุรักษ์ เขาจะนำไปสู่นักการเมืองมันชั่วเหมือนกันหมด นักการเมืองมันเลวเหมือนกันหมด ส.ว.ถ้าได้คนดีก็ดี แต่ที่มันเละทุกวันนี้ก็เพราะนักการเมืองเข้าไปยุ่ง องค์กรอิสระถ้าได้คนดีก็ดีไง ถ้าได้พวกฉัน ฉันก็คงไม่มีปัญหาหรอก แต่เพราะนักการเมืองไปยุ่ง ไปเอาใครก็ไม่รู้มาเป็น ก็เลยเละไง

เขาก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ คือ “ต่อต้านระบบ” ในแง่ที่ว่าไม่ต้องเอามันแล้วระบบรัฐสภา ไปเอาอะไรก็ไม่รู้ แอ่น แอน แอ๊น ออกมายึดอำนาจอีกไหม ถ้าหาคนแบบ “ลุงตู่” ได้อีกคนมาไหม

ถ้าเป็นในฝรั่งเศส คนฝันถึงอยากเห็น “นโปเลียน โบนาปาร์ต” กลับมาอีกทีหนึ่ง ของไทยก็คงอยากจะเห็นเผด็จการผู้ทรงธรรม ผู้นำเข้มแข็งมาจัดการนักการเมืองชั่วๆ ที่ทำไว้

อีกฝั่งหนึ่งก็คือวิจารณ์ระบบในเชิงโครงสร้าง ตอนนี้มันเข้ามารุมตี “ระบอบสีน้ำเงิน” พร้อมกัน ฝั่งที่ก้าวหน้าต้องไปชิง (พื้นที่) ตรงนี้ให้ได้

อย่าปล่อยให้การวิจารณ์ “ระบอบสีน้ำเงิน” ไปจบที่สุดท้ายนักการเมืองจากการเลือกตั้งมันชั่วเหมือนกันหมด ดังนั้น ทุกคนกลับมา “เซ็ตซีโร่” ดีกว่า หาใครมาอีกสักคน อยู่สัก 10 ปี ปฏิรูปประเทศไทยอีกสักรอบ ผมถึงบอกว่า “พลังก้าวหน้า” ไม่รู้จะเรียกซ้ายหรือไม่ซ้าย มันต้องแย่ง (พื้นที่) ตรงนี้ให้ได้

ระบบรัฐสภาหรือประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่คิดค้นกันมาประมาณร้อยกว่าปี มันคือระบบที่ทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจอยู่แล้ว โดยที่บอกว่าประชาชนมีอำนาจ

มันเป็นระบบที่สร้างมาเพื่อกดไม่ให้ประชาชนมีอำนาจ โดยที่ประชาชนคิดว่าตัวเองมีอำนาจผ่านการลงคะแนนเสียง แล้วก็มอบอาณัตินี้ให้กับผู้แทนของคุณไปทำอะไรก็ได้ แล้วคุณก็บอกว่าเดี๋ยว 4 ปีฉันทำใหม่ มันจึงเป็นระบบที่ขังประชาชนเอาไว้ โดยที่ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองไม่โดนขัง

พออยู่ไปเรื่อยๆ คุณจะเห็นว่าคำว่า “ประชาธิปไตยแบบผู้แทน” คำว่า “ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” มันควรเอารัฐสภามาเสริมประชาธิปไตย เอาผู้แทนมาเสริมประชาธิปไตย

แต่นานวันเข้า คำว่า “รัฐสภาและผู้แทน” มันกินประชาธิปไตยจนหมดตัว ประชาธิปไตยคืออำนาจเป็นของประชาชน แต่ ณ วันนี้ มันกินไปเรื่อยจนประชาชนรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาลตอนกากบาท แล้วก็ตัวเล็กลงเรื่อยๆ พอเขาเรียกคุณออกมากากบาทที ก็ตัวใหญ่อีกรอบหนึ่ง

ดังนั้น ประชาธิปไตยแบบผู้แทนถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ (ไม่ว่าคุณจะ) “ถอนรากถอนโคน” (radical) มาจากไหน ก๋ากั่นมาจากไหน ไฟแรงมาจากไหน เมื่อเข้าสู่กล่องใบนี้ (อำนาจ) คุณก็จะลดน้อยถอยลงไปตามลำดับ

สิ่งที่ผมเสนอคือ ถ้าคุณเชื่อว่าพรรคการเมืองต้องการเปลี่ยนแปลง (ประเทศ) ขนานใหญ่ การทำงานมันต้องคิดว่า เราจะชนะการเลือกตั้งไหม ต้องชนะ ไม่ชนะยิ่งไม่มีทาง ไม่มี ส.ส.ยิ่งไม่มีทาง หรือมี ส.ส.น้อยยิ่งไม่มีทาง

ดังนั้น มันต้องชนะเลือกตั้ง ชนะเพื่อเอาอำนาจมาเปลี่ยนแปลง แต่มันเป็นเครื่องมือหนึ่งของการทำการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ มันไม่ใช่ทั้งหมด

ทุกวันนี้ ผมไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาอยู่ในพรรค อยู่ไปอยู่มามันติดนิสัย (หรือเปล่า?) การเป็นนักการเมืองไทย อัฐบริขารมันเยอะ ต่อให้คุณใจแข็งมาเท่าไร

เมื่อก่อนในอดีต เราเห็นรุ่นพี่เป็นพวกโซเชียลลิสต์ ซ้ายจัด บางคนเป็นคอมมิวนิสต์ มีอุดมการณ์ แต่พอคุณถูก (อะไรแบบนี้) เข้าไปเรื่อยๆ คุณก็จะกลายเป็นนักการเมืองในระบบ

"Advertiser"

ดังนั้น มันต้องตั้งคำถามตลอดเวลาว่า เราเข้ามาต้องการเป็นแค่ “มหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่” เหรอ? คุณได้เป็นชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มใหม่เหรอ? ที่ไม่ใช่มาจากบ้านใหญ่ หรือคุณคิดว่าต้องเข้ามาเพื่อเปลี่ยนอะไรบางอย่าง

มันต้องคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนได้หมด จงใช้รัฐสภา จงใช้ระบบการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ ในการเปิดโปง ในการชี้นำให้คนเห็นว่าสังคมแบบใหม่ต้องเป็นอย่างไร

แต่มันไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่คุณต้องไปเป็น เพราะถ้ากลายเป็นแบบนี้ พูดตรงๆ ไม่ต้องตั้งพรรคนี้ก็ได้

อย่ามองประชาชนเป็นเพียงแค่ผู้ลงคะแนนเสียง แต่ต้องมองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เพราะถ้าเมื่อไรคุณมองประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียง นั่นคือคุณเอาประชาชนมาเป็นสะพานให้คุณกลายเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ แต่ถ้าคุณมองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศเช่นเดียวกับพวกคุณ มันจะร่วมกันต่อสู้

หรือคุณจะคิดว่าพรรคสีส้มตั้งแล้วยุบไปเรื่อยๆ จะเอาอย่างนี้เหรอ? หรือว่าวันหนึ่งคุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันต้องมีขบวนการจากข้างนอกสภาและในสภาสนับสนุนเดินไปด้วยกัน นอกอย่างเดียวก็เปลี่ยนไม่ได้ ในอย่างเดียวก็เปลี่ยนไม่ได้ มันต้องผนึกกำลังกันไป

ทั้งต่อสู้กับระบบที่เป็นอยู่ และถ้าวันหนึ่งคุณโดนปราบ คุณก็ประคองกันไปได้ หรือวันหนึ่งคุณชนะ คุณจะได้สานดอกผลของชัยชนะนี้ต่อได้ มันต้องไปด้วยกันทั้งสองฝั่ง ทั้งในสภาและนอกสภา

นี่ความเชื่อส่วนตัวผมแล้วกัน ระบอบตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ประสงค์ให้พรรคสีส้มซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตจะชื่อพรรคอะไรอีก ได้บริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว

แต่พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร? อย่างนี้ก็เลิกหรือยิ่งต้องสู้? คือให้เขาเลือกได้ แต่เขาไม่เอาอยู่แล้ว เขาจะมีวิธีการทุกๆ อย่าง ตั้งแต่เบาสุด แข่งขันการเลือกตั้งแล้วเขารวมสหพันธ์บ้านใหญ่ล้มคุณได้ ตั้งแต่เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ทำให้อย่างไรก็ตามคุณถูกล็อกไว้อยู่แค่นี้ 100 กว่าเสียง ทะยานถึง 200 ไม่ได้

มีศาลรัฐธรรมนูญ มีองค์กรอิสระ หรือแม้กระทั่งวันหนึ่ง กองทัพก็ยังมี คือมันชัดแล้ว ผมพิสูจน์ตกผลึกความคิดนี้มาแล้วว่า ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ 2560 เขาไม่อนุญาตให้พรรคนี้ได้บริหารราชการแผ่นดิน แต่เขาจะสกัดทีละนิดๆ

ดังนั้น มันต้องคิดให้ไกลกว่านั้น ระยะสั้นพยายามจะไปให้ถึง 200 เสียง ซึ่งเขาก็พยายามไม่ให้คุณถึง แต่ถ้าคุณไปถึง แล้วเขาไม่ให้คุณเป็น คุณจะทำอะไร? หรือถ้าคุณถึง เขาให้คุณเป็น แล้วเขาคอยทุบคุณทีหลัง คุณจะทำอย่างไร?

หรือถ้าคุณถึง เขาให้คุณเป็น คราวนี้คุณไปหมอบ หมอบในที่นี้หมายความว่าคุณจะไม่กล้าทำอะไรเลย พรรคนี้ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ มันต้องคิดอันนี้ต่อ

มันไม่ใช่ว่า พรุ่งนี้ฉันจะเป็น ส.ส. พรุ่งนี้ฉันจะเป็นรัฐมนตรี คือสมมุติฐานมันตรงกันหรือเปล่า? สมมุติฐานผมเป็นอย่างนี้ ซึ่งคนอาจจะบอกว่าผิดก็ได้ วันหนึ่ง (พรรคสีส้ม) อาจจะได้เป็น (รัฐบาล) ก็ได้ ซึ่งพรรคจะเข้ามาเป็นกองหน้านำความคิดได้หรือเปล่า?

หรือสุดท้ายคุณจะเป็นผู้ตาม แล้วคุณจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จดหมายรักจาก ‘ปิยบุตร’ ถ้า ‘เปลี่ยนประเทศ’ ไม่ได้ จะตั้ง ‘พรรคการเมือง’ ไปทำไม?
จากบราซิลถึงเซอร์เบีย : เมื่อประชาชนพิสูจน์ว่าไม่มีใครผูกขาดอำนาจได้ตลอดไป | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ชีวิตบนเส้นบรรทัด ‘พล.ต.ท.ทินกร’ พลิกโฉมยุทธศาสตร์ ‘บช.ไซเบอร์’ ถือคติ ‘มือผู้ให้ ยิ่งใหญ่เสมอ’
อสังหาฯ ขาดกำลังซื้อ
เครือไทสง มรดกสมุนไพรของไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศึกลูกหนัง ‘คิงส์คัพ’ ครั้งที่ 52 เวทีช้างศึกต่อยอดสู่ระดับเอเชีย
สถิติที่ ‘อันโตเนลลี่’ สร้างขึ้นใหม่ในโลก ‘เอฟวัน’
ปูก้อนผัดพริกขี้หนูสด
พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับ ครม.ไม่ออกนอกระบบ เพิ่มอำนาจ รมต. ลดอำนาจตัวแทน
สหรัฐ : 250 ปีที่ผ่าน จนถึงโลกวันนี้ (1)
RADICAL
‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (จบ)