bg-single

แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (4)

08.11.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ภาพเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปลายเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม ปี 2569 กลายเป็นภาพหลอนที่ผมไม่เคยเชื่อว่าในชีวิตนี้จะเกิดเหตุซ้ำอีก

มันเป็นภาพผู้คนตื่นตระหนกขณะที่มวลน้ำก้อนมหาศาลไหลทะลักท่วมบ้านเรือน กระสอบทรายกลายเป็นอาวุธสำคัญในการปกป้องทรัพย์สิน

ทางด่วน สะพานลอย และพื้นที่สาธารณะที่ยกสูงกลายเป็นลานจอดรถเก๋ง รถตู้ รถมอเตอร์ไซค์นานายี่ห้อ

ชุดกางเกงขาสั้นเสื้อยืดคอกลม ซองพลาสติกใส่โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องแต่งกายยอดฮิต

รถบรรทุกสิบล้อกลายเป็นพาหนะดีที่สุด

ภาพผู้คนแห่ไปซื้อข้าวของในร้านสะดวกซื้อ ห้างใหญ่ๆ จนสินค้าเกลี้ยงแผงในพริบตา เป็นภาพเหมือนก๊อบปี้เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554

จะต่างกันตรงที่น้ำท่วมปีนี้มาจากร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง

ส่วนปี 2554 เกิดจากอิทธิพลของพายุ 5 ลูกถล่มภาคเหนือ-อีสาน ทำให้มวลน้ำสะสมในเขื่อนมากจนเอาไม่อยู่ต้องปล่อยน้ำลงมาด้านล่าง ผนวกกับการบริหารจัดการน้ำไร้ประสิทธิภาพ

เมื่อ 15 ปีที่แล้วผมยังเป็นหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง และคุณวรศักดิ์ ประยูรศุข เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ในที่ประชุมข่าวของกองบรรณาธิการได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นแล้วน่าจะหนักหนาสาหัส ทางคุณวรศักดิ์เห็นว่า มติชนควรต้องทำสกู๊ปพิเศษน้ำท่วม รายงานในหน้า 1 จนกว่าน้ำลด

ทีมสกู๊ปพิเศษตะลุยน้ำท่วม มีผมและคุณเชตวัน เตือประโคน ซึ่งเวลานี้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปเป็น ส.ส.พรรคประชาชน เขต 5 จังหวัดปทุมธานี พร้อมเพื่อนช่างภาพ มุ่งหน้าไปจุดแรกคือนิคมอุตสาหกรรมนวนคร เนื่องจากมีข่าวมวลน้ำก้อนมหึมาจากภาคเหนือกำลังไหลทะลักเข้าใส่พื้นที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร

ภาพที่ทีมมติชนเห็นคือคันดินกั้นน้ำ และกระสอบทรายที่พนักงานนิคมอุตสาหกรรมนวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ช่วยกันสร้างเพื่อรับมือน้ำไว้แล้ว พังทลายต่อหน้าต่อตา กระแสน้ำเชี่ยวแรงถล่มใส่โรงงาน โกดังสินค้า จากนั้นมวลน้ำทะลักท่วมถึงโซนรังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หมู่บ้านเมืองเอก ถนนพหลโยธิน ถนนรังสิต-ปทุมธานีกลายเป็นทะเลน้ำจืด

รถเล็กหยุดวิ่ง รถใหญ่ๆ อย่างรถทหารยังแล่นด้วยความยากลำบาก พาหนะส่วนใหญ่ที่เห็นบนถนนสายต่างๆ ใน จ.ปทุมธานีเป็นเรือ โชคดีรถของทีมสกู๊ปมติชนเป็นกระบะยกสูงต่อท่อไอเสียพ่นบนหลังคา

ผู้สื่อข่าวมติชนประจำ จ.ปทุมธานีเป็นเจ้าของจึงได้ภาพและเรื่องจากจุดเกิดเหตุน้ำล้อมเมืองทุกวัน

จากเป็นผู้เขียนบันทึกรายงานเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์มติชน พลิกผันกลายเป็นเหยื่อมหาอุทกภัยในปี 2569 เพราะกรุงเทพมหานครไม่สามารถรับมือกับมวลน้ำก้อนมหึมาที่ทะลักล้นในพื้นที่ฝั่งตะวันออกได้เลย

ที่พักอาศัยของผมอยู่ในหมู่บ้านสัมมากร เขตสะพานสูง เป็นโซนตะวันออก กลายเป็นเมืองใต้บาดาล น้ำล้อมรอบทุกสารทิศ ถ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านจะไม่สามารถแยกแยะได้เลยตรงไหนคือทะเลสาบตรงไหนคือพื้นถนนหมู่บ้าน ผมอยู่กับน้องน้ำ 5 วันเต็มๆ ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน

ต่อจากนี้ ผมขออนุญาตไล่ล่าหาคำตอบจากคำถามที่ว่า หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 คณะรัฐมนตรีชุดต่างๆ ที่ยืนเชิดหน้าในทำเนียบรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำทั้งหลายแหล่ทำอะไรไปบ้าง

และถ้ารัฐบาลคุยโม้โอ้อวดว่าได้วางแผนป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบแล้วทำไมผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาสุดห่วย ชาวบ้านเจ๊ง เศรษฐกิจพินาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้?

ย้อนกลับไปในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ซึ่งเข้ามาบริหารงานในเดือนสิงหาคม ปี 2554 พอมาถึงเดือนกันยายน-ตุลาคมก็เกิดมหาอุทกภัย เมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไป รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ตื่นตัวเร่งแก้วิกฤตด้วยการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ใช้งบประมาณ 350,000 ล้านบาท

แนวคิดหลักๆ ของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ต้องการเปลี่ยนจากการเยียวยาหลังน้ำท่วมมาเป็นการสร้างระบบป้องกันแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

เน้นการกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงระบายน้ำและทางผ่านน้ำหรือฟลัดเวย์ แบ่งเป็นโมดูลขนาดใหญ่ 8 ยุทธศาสตร์

1. การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้และระบบนิเวศ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

2. การบริหารจัดการแหล่งเก็บกักน้ำหลัก เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงและสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่กลาง รวมถึงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูหลาก

3. การฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งปลูกสร้างเดิมก่อสร้างใหม่ ปรับปรุงแม่น้ำสายหลัก คูคลอง ขุดลอกตะกอน และสร้างระบบระบายน้ำชุมชน

4. การจัดทำระบบคลังข้อมูลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ติดตั้งระบบโทรมาตร เรดาร์ตรวจอากาศ และศูนย์ประมวลผลสถานการณ์น้ำอัจฉริยะ

5. การเตรียมแผนเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ซักซ้อมและวางระบบรับมือภัยพิบัติระดับท้องถิ่นและจังหวัด

6. การกำหนดพื้นที่รับน้ำ (Retention Area) และมาตรการเยียวยากำหนดทุ่งรับน้ำนอง หรือแก้มลิงธรรมชาติขนาดใหญ่ และมาตรการชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ยอมให้ใช้พื้นที่เป็นทางน้ำผ่าน

7. ปรับปรุงกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านน้ำ

8. การสร้างความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการยอมรับจากภาคประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ตามโมดูลด้านการระบายน้ำและทางผ่านน้ำ ในพื้นที่คลองชัยนาท-ป่าสัก และอ่าวไทย จะขุดคลองสายใหม่เพื่อผันน้ำเลี่ยงพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านบาท และสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำหรือแก้มลิงในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างราว 2 ล้านไร่

ในพื้นที่ภาคอีสาน มีโมดูลการกักเก็บน้ำใน 17 ลุ่มน้ำชี และสร้างพื้นที่ปิดล้อมชุมชน เขตเศรษฐกิจ

บางโครงการรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ออกแบบและเปิดประมูลเพื่อเตรียมก่อสร้างไว้แล้ว แต่เกิดวิกฤตการเมือง ผู้คนแตกแยกความคิดแบ่งขั้วแบ่งสีตีกันนัว แถมยังมีนิติสงครามร่วมเจือสมทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย

ฝ่ายตรงข้าม “ยิ่งลักษณ์” เล่นเกมสกัดแผนบริหารจัดการน้ำ ด้วยการรวมตัวกันยื่นฟ้องศาลปกครองกลางอ้างการออกพระราชกำหนดเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทเป็นไปอย่างเร่งรัด ไม่รับฟังความเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง ขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

เดือนมิถุนายน ปี 2556 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” นำแผนทั้งหมดกลับไปทำประชาพิจารณ์ ผลลัพธ์คือกระบวนการเปิดประมูลโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่หยุดชะงักลงในทันที

หลังจากนั้นเกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเพื่อไทยจน “ยิ่งลักษณ์” ต้องประกาศยุบสภานำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2557

แผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จัดทำขึ้นหลังสิ้นสุดมหาอุทกภัยปี 2554 แต่เจอการเมืองปั่นป่วนและเหตุการณ์รัฐประหารทำให้โครงการนี้ล้มพับไป

เมื่อเกิดมหาอุทกภัยกรุงเทพมหานคร ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยระบายแรงแค้นด้วยการซัดรัฐประหารปี 2557 คือตัวการทำลายแผนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทำให้พื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก

“ปลอดประสพ สุรัสวดี” ประธานนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกฯ ยุค “ยิ่งลักษณ์” พูดในรายการเสวนาเรื่องย้อนแผนโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ถ้าทำวันนั้น น้ำไม่ท่วมแบบนี้ว่า แผนของรัฐบาลเพื่อไทยมีเป้าหมายชัดเจนให้พื้นที่ต้นน้ำภาคเหนือตอนบนทำหน้าที่ชะลอน้ำและกักเก็บน้ำ กลางน้ำมีหน้าที่ระบาย และปลายน้ำ ตอนท้ายของภาคกลางคือการระบายน้ำลงทะเล

“ถ้าไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต่อจนจบอีก 2 ปีครึ่ง โครงการเหล่านี้จะเสร็จเกือบหมดเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์บริหารมา 8 ปี ท่านไม่ทำอะไรเลยนอกจากทำฟลัดเวย์ที่ทั้งแพงและก่อสร้างล่าช้า ผมและพรรคเพื่อไทยรู้สึกเสียดายโอกาสดีๆ ที่ประเทศไทยเคยมี รู้สึกชิงชังพวกท่าน และรู้สึกสงสารประชาชน จากการปกครองที่ไม่รู้เดียงสาของพวกท่าน”

ดร.ปลอดประสพเหน็บ “คสช.” ด้วยคารมเจ็บแสบ

ฟังคำวิจารณ์ของ “ปลอดประสพ” แล้ว ต้องบอกว่าใช่เลยเพราะหลัง “คสช.”เข้ามาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์สั่งล้มโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” พร้อมกับงัดยุทธศาสตร์ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ 10 ปี (พ.ศ.2561-2569) ออกมาโชว์ให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้ได้เห็น

รัฐบาล “ประยุทธ์” ตั้งเป้าหมายการบริหารจัดการน้ำภาพรวมของประเทศซึ่งมีทั้งการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ด้านทรัพยากรน้ำ 38 หน่วยงาน หวังให้เป็นระบบและมีเอกภาพ จากเดิมอ้างว่าไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ปี 2558-2569 ของรัฐบาล “ประยุทธ์” มี 6 ยุทธศาสตร์หลัก

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค มีเป้าหมายพัฒนาประปาหมู่บ้าน 7,490 หมู่บ้าน ปรับปรุงประปาหมู่บ้าน 9,093 หมู่บ้าน ชุมชนเมือง มีระบบประปาเพิ่มขึ้น 255 เมือง และขยายเขตประปา 688 แห่ง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เพื่อจัดหาน้ำต้นทุน สร้างความมั่นคงในภาคการผลิตเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ มีเป้าหมายพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำได้ไม่น้อยกว่า 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 8.7 ล้านไร่

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัยของชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพิ่มอัตราการไหลของน้ำมากกว่าร้อยละ 10 ในลำน้ำสายหลัก 870 กิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำวิกฤต 10 ลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 185 แห่ง

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำมีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ขึ้นไป เป้าหมายพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 201 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย 47 แห่ง ลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก มูล ชี ควบคุมความเค็ม บริเวณปากแม่น้ำไม่ให้เกินค่ามาตรฐานการเกษตรและการประปา กำจัดวัชพืชและขยะลอยน้ำ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่เสื่อมโทรม เพื่อปรับสมดุลระบบนิเวศโดยมีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ 4.77 ล้านไร่ ซึ่จะทำให้เกิดป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการ รัฐบาล “ประยุทธ์” ตั้งเป้าหมายให้มีองค์กร กฎหมาย ระบบข้อมูล การประชาสัมพันธ์ และการติดตามประเมินผลงานรวมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ จัดตั้งหน่วยงานกลาง และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้จัดตั้ง สทนช. ให้เป็นหน่วยงานกลางด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ พร้อมทั้งได้มีการพัฒนาระบบข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ในการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤตแล้วเสร็จ จำนวน 22 ระบบ เช่น งานแผนที่ แบบจำลอง ระบบพยากรณ์เตือนภัย

ในเวลาต่อมา รัฐบาล “ประยุทธ์” ปรับแผนยุทธศาสตร์จาก 12 ปี เป็น 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) แต่ละปีนั้นใช้งบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ฯ เฉลี่ย 60,000-70,000 ล้านบาท และยังมีกองทุนทดรองราชการในช่วงเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่อีกกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี

8 ปีในยุค “คสช.” และรัฐบาล “ประยุทธ์” ทุ่มงบประมาณผ่าน 6 ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรวมๆ แล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นการผลาญเงินโดยที่ประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย

และผลลัพธ์ที่ตามมาคือความเสียหายในชีวิตทรัพย์สิน บ้านเรือนเรือกสวนไร่นาของประชาชนที่จมมิดใต้มวลน้ำแทบทุกปีตราบจนถึงวันนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (4)
จดหมายรักจาก ‘ปิยบุตร’ ถ้า ‘เปลี่ยนประเทศ’ ไม่ได้ จะตั้ง ‘พรรคการเมือง’ ไปทำไม?
จากบราซิลถึงเซอร์เบีย : เมื่อประชาชนพิสูจน์ว่าไม่มีใครผูกขาดอำนาจได้ตลอดไป | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ชีวิตบนเส้นบรรทัด ‘พล.ต.ท.ทินกร’ พลิกโฉมยุทธศาสตร์ ‘บช.ไซเบอร์’ ถือคติ ‘มือผู้ให้ ยิ่งใหญ่เสมอ’
อสังหาฯ ขาดกำลังซื้อ
เครือไทสง มรดกสมุนไพรของไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศึกลูกหนัง ‘คิงส์คัพ’ ครั้งที่ 52 เวทีช้างศึกต่อยอดสู่ระดับเอเชีย
สถิติที่ ‘อันโตเนลลี่’ สร้างขึ้นใหม่ในโลก ‘เอฟวัน’
ปูก้อนผัดพริกขี้หนูสด
พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับ ครม.ไม่ออกนอกระบบ เพิ่มอำนาจ รมต. ลดอำนาจตัวแทน
สหรัฐ : 250 ปีที่ผ่าน จนถึงโลกวันนี้ (1)
RADICAL