สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ภาพเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปลายเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม ปี 2569 กลายเป็นภาพหลอนที่ผมไม่เคยเชื่อว่าในชีวิตนี้จะเกิดเหตุซ้ำอีก
มันเป็นภาพผู้คนตื่นตระหนกขณะที่มวลน้ำก้อนมหาศาลไหลทะลักท่วมบ้านเรือน กระสอบทรายกลายเป็นอาวุธสำคัญในการปกป้องทรัพย์สิน
ทางด่วน สะพานลอย และพื้นที่สาธารณะที่ยกสูงกลายเป็นลานจอดรถเก๋ง รถตู้ รถมอเตอร์ไซค์นานายี่ห้อ
ชุดกางเกงขาสั้นเสื้อยืดคอกลม ซองพลาสติกใส่โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องแต่งกายยอดฮิต
รถบรรทุกสิบล้อกลายเป็นพาหนะดีที่สุด
ภาพผู้คนแห่ไปซื้อข้าวของในร้านสะดวกซื้อ ห้างใหญ่ๆ จนสินค้าเกลี้ยงแผงในพริบตา เป็นภาพเหมือนก๊อบปี้เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554
จะต่างกันตรงที่น้ำท่วมปีนี้มาจากร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง
ส่วนปี 2554 เกิดจากอิทธิพลของพายุ 5 ลูกถล่มภาคเหนือ-อีสาน ทำให้มวลน้ำสะสมในเขื่อนมากจนเอาไม่อยู่ต้องปล่อยน้ำลงมาด้านล่าง ผนวกกับการบริหารจัดการน้ำไร้ประสิทธิภาพ
เมื่อ 15 ปีที่แล้วผมยังเป็นหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง และคุณวรศักดิ์ ประยูรศุข เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ในที่ประชุมข่าวของกองบรรณาธิการได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นแล้วน่าจะหนักหนาสาหัส ทางคุณวรศักดิ์เห็นว่า มติชนควรต้องทำสกู๊ปพิเศษน้ำท่วม รายงานในหน้า 1 จนกว่าน้ำลด
ทีมสกู๊ปพิเศษตะลุยน้ำท่วม มีผมและคุณเชตวัน เตือประโคน ซึ่งเวลานี้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปเป็น ส.ส.พรรคประชาชน เขต 5 จังหวัดปทุมธานี พร้อมเพื่อนช่างภาพ มุ่งหน้าไปจุดแรกคือนิคมอุตสาหกรรมนวนคร เนื่องจากมีข่าวมวลน้ำก้อนมหึมาจากภาคเหนือกำลังไหลทะลักเข้าใส่พื้นที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร
ภาพที่ทีมมติชนเห็นคือคันดินกั้นน้ำ และกระสอบทรายที่พนักงานนิคมอุตสาหกรรมนวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ช่วยกันสร้างเพื่อรับมือน้ำไว้แล้ว พังทลายต่อหน้าต่อตา กระแสน้ำเชี่ยวแรงถล่มใส่โรงงาน โกดังสินค้า จากนั้นมวลน้ำทะลักท่วมถึงโซนรังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หมู่บ้านเมืองเอก ถนนพหลโยธิน ถนนรังสิต-ปทุมธานีกลายเป็นทะเลน้ำจืด
รถเล็กหยุดวิ่ง รถใหญ่ๆ อย่างรถทหารยังแล่นด้วยความยากลำบาก พาหนะส่วนใหญ่ที่เห็นบนถนนสายต่างๆ ใน จ.ปทุมธานีเป็นเรือ โชคดีรถของทีมสกู๊ปมติชนเป็นกระบะยกสูงต่อท่อไอเสียพ่นบนหลังคา
ผู้สื่อข่าวมติชนประจำ จ.ปทุมธานีเป็นเจ้าของจึงได้ภาพและเรื่องจากจุดเกิดเหตุน้ำล้อมเมืองทุกวัน
จากเป็นผู้เขียนบันทึกรายงานเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์มติชน พลิกผันกลายเป็นเหยื่อมหาอุทกภัยในปี 2569 เพราะกรุงเทพมหานครไม่สามารถรับมือกับมวลน้ำก้อนมหึมาที่ทะลักล้นในพื้นที่ฝั่งตะวันออกได้เลย
ที่พักอาศัยของผมอยู่ในหมู่บ้านสัมมากร เขตสะพานสูง เป็นโซนตะวันออก กลายเป็นเมืองใต้บาดาล น้ำล้อมรอบทุกสารทิศ ถ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านจะไม่สามารถแยกแยะได้เลยตรงไหนคือทะเลสาบตรงไหนคือพื้นถนนหมู่บ้าน ผมอยู่กับน้องน้ำ 5 วันเต็มๆ ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน
ต่อจากนี้ ผมขออนุญาตไล่ล่าหาคำตอบจากคำถามที่ว่า หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 คณะรัฐมนตรีชุดต่างๆ ที่ยืนเชิดหน้าในทำเนียบรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำทั้งหลายแหล่ทำอะไรไปบ้าง
และถ้ารัฐบาลคุยโม้โอ้อวดว่าได้วางแผนป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบแล้วทำไมผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาสุดห่วย ชาวบ้านเจ๊ง เศรษฐกิจพินาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้?
ย้อนกลับไปในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ซึ่งเข้ามาบริหารงานในเดือนสิงหาคม ปี 2554 พอมาถึงเดือนกันยายน-ตุลาคมก็เกิดมหาอุทกภัย เมื่อภัยพิบัติผ่านพ้นไป รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ตื่นตัวเร่งแก้วิกฤตด้วยการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ใช้งบประมาณ 350,000 ล้านบาท
แนวคิดหลักๆ ของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ต้องการเปลี่ยนจากการเยียวยาหลังน้ำท่วมมาเป็นการสร้างระบบป้องกันแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
เน้นการกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงระบายน้ำและทางผ่านน้ำหรือฟลัดเวย์ แบ่งเป็นโมดูลขนาดใหญ่ 8 ยุทธศาสตร์
1. การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้และระบบนิเวศ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน
2. การบริหารจัดการแหล่งเก็บกักน้ำหลัก เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงและสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่กลาง รวมถึงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูหลาก
3. การฟื้นฟูและพัฒนาสิ่งปลูกสร้างเดิมก่อสร้างใหม่ ปรับปรุงแม่น้ำสายหลัก คูคลอง ขุดลอกตะกอน และสร้างระบบระบายน้ำชุมชน
4. การจัดทำระบบคลังข้อมูลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ติดตั้งระบบโทรมาตร เรดาร์ตรวจอากาศ และศูนย์ประมวลผลสถานการณ์น้ำอัจฉริยะ
5. การเตรียมแผนเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ซักซ้อมและวางระบบรับมือภัยพิบัติระดับท้องถิ่นและจังหวัด
6. การกำหนดพื้นที่รับน้ำ (Retention Area) และมาตรการเยียวยากำหนดทุ่งรับน้ำนอง หรือแก้มลิงธรรมชาติขนาดใหญ่ และมาตรการชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ยอมให้ใช้พื้นที่เป็นทางน้ำผ่าน
7. ปรับปรุงกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านน้ำ
8. การสร้างความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการยอมรับจากภาคประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ตามโมดูลด้านการระบายน้ำและทางผ่านน้ำ ในพื้นที่คลองชัยนาท-ป่าสัก และอ่าวไทย จะขุดคลองสายใหม่เพื่อผันน้ำเลี่ยงพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ใช้งบประมาณราว 1 แสนล้านบาท และสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำหรือแก้มลิงในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างราว 2 ล้านไร่
ในพื้นที่ภาคอีสาน มีโมดูลการกักเก็บน้ำใน 17 ลุ่มน้ำชี และสร้างพื้นที่ปิดล้อมชุมชน เขตเศรษฐกิจ
บางโครงการรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ออกแบบและเปิดประมูลเพื่อเตรียมก่อสร้างไว้แล้ว แต่เกิดวิกฤตการเมือง ผู้คนแตกแยกความคิดแบ่งขั้วแบ่งสีตีกันนัว แถมยังมีนิติสงครามร่วมเจือสมทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย
ฝ่ายตรงข้าม “ยิ่งลักษณ์” เล่นเกมสกัดแผนบริหารจัดการน้ำ ด้วยการรวมตัวกันยื่นฟ้องศาลปกครองกลางอ้างการออกพระราชกำหนดเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทเป็นไปอย่างเร่งรัด ไม่รับฟังความเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง ขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
เดือนมิถุนายน ปี 2556 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” นำแผนทั้งหมดกลับไปทำประชาพิจารณ์ ผลลัพธ์คือกระบวนการเปิดประมูลโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่หยุดชะงักลงในทันที
หลังจากนั้นเกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเพื่อไทยจน “ยิ่งลักษณ์” ต้องประกาศยุบสภานำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2557

เมื่อเกิดมหาอุทกภัยกรุงเทพมหานคร ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยระบายแรงแค้นด้วยการซัดรัฐประหารปี 2557 คือตัวการทำลายแผนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทำให้พื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก
“ปลอดประสพ สุรัสวดี” ประธานนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกฯ ยุค “ยิ่งลักษณ์” พูดในรายการเสวนาเรื่องย้อนแผนโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ถ้าทำวันนั้น น้ำไม่ท่วมแบบนี้ว่า แผนของรัฐบาลเพื่อไทยมีเป้าหมายชัดเจนให้พื้นที่ต้นน้ำภาคเหนือตอนบนทำหน้าที่ชะลอน้ำและกักเก็บน้ำ กลางน้ำมีหน้าที่ระบาย และปลายน้ำ ตอนท้ายของภาคกลางคือการระบายน้ำลงทะเล
“ถ้าไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต่อจนจบอีก 2 ปีครึ่ง โครงการเหล่านี้จะเสร็จเกือบหมดเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์บริหารมา 8 ปี ท่านไม่ทำอะไรเลยนอกจากทำฟลัดเวย์ที่ทั้งแพงและก่อสร้างล่าช้า ผมและพรรคเพื่อไทยรู้สึกเสียดายโอกาสดีๆ ที่ประเทศไทยเคยมี รู้สึกชิงชังพวกท่าน และรู้สึกสงสารประชาชน จากการปกครองที่ไม่รู้เดียงสาของพวกท่าน”
ดร.ปลอดประสพเหน็บ “คสช.” ด้วยคารมเจ็บแสบ
ฟังคำวิจารณ์ของ “ปลอดประสพ” แล้ว ต้องบอกว่าใช่เลยเพราะหลัง “คสช.”เข้ามาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์สั่งล้มโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” พร้อมกับงัดยุทธศาสตร์ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ 10 ปี (พ.ศ.2561-2569) ออกมาโชว์ให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้ได้เห็น
รัฐบาล “ประยุทธ์” ตั้งเป้าหมายการบริหารจัดการน้ำภาพรวมของประเทศซึ่งมีทั้งการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ด้านทรัพยากรน้ำ 38 หน่วยงาน หวังให้เป็นระบบและมีเอกภาพ จากเดิมอ้างว่าไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยตรง
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ปี 2558-2569 ของรัฐบาล “ประยุทธ์” มี 6 ยุทธศาสตร์หลัก
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค มีเป้าหมายพัฒนาประปาหมู่บ้าน 7,490 หมู่บ้าน ปรับปรุงประปาหมู่บ้าน 9,093 หมู่บ้าน ชุมชนเมือง มีระบบประปาเพิ่มขึ้น 255 เมือง และขยายเขตประปา 688 แห่ง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เพื่อจัดหาน้ำต้นทุน สร้างความมั่นคงในภาคการผลิตเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ มีเป้าหมายพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำได้ไม่น้อยกว่า 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 8.7 ล้านไร่
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัยของชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เพิ่มอัตราการไหลของน้ำมากกว่าร้อยละ 10 ในลำน้ำสายหลัก 870 กิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำวิกฤต 10 ลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 185 แห่ง
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำมีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ขึ้นไป เป้าหมายพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 201 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย 47 แห่ง ลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก มูล ชี ควบคุมความเค็ม บริเวณปากแม่น้ำไม่ให้เกินค่ามาตรฐานการเกษตรและการประปา กำจัดวัชพืชและขยะลอยน้ำ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่เสื่อมโทรม เพื่อปรับสมดุลระบบนิเวศโดยมีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ 4.77 ล้านไร่ ซึ่จะทำให้เกิดป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง
ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการ รัฐบาล “ประยุทธ์” ตั้งเป้าหมายให้มีองค์กร กฎหมาย ระบบข้อมูล การประชาสัมพันธ์ และการติดตามประเมินผลงานรวมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ จัดตั้งหน่วยงานกลาง และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้จัดตั้ง สทนช. ให้เป็นหน่วยงานกลางด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ พร้อมทั้งได้มีการพัฒนาระบบข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ในการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤตแล้วเสร็จ จำนวน 22 ระบบ เช่น งานแผนที่ แบบจำลอง ระบบพยากรณ์เตือนภัย
ในเวลาต่อมา รัฐบาล “ประยุทธ์” ปรับแผนยุทธศาสตร์จาก 12 ปี เป็น 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) แต่ละปีนั้นใช้งบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ฯ เฉลี่ย 60,000-70,000 ล้านบาท และยังมีกองทุนทดรองราชการในช่วงเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่อีกกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี
8 ปีในยุค “คสช.” และรัฐบาล “ประยุทธ์” ทุ่มงบประมาณผ่าน 6 ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรวมๆ แล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นการผลาญเงินโดยที่ประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย
และผลลัพธ์ที่ตามมาคือความเสียหายในชีวิตทรัพย์สิน บ้านเรือนเรือกสวนไร่นาของประชาชนที่จมมิดใต้มวลน้ำแทบทุกปีตราบจนถึงวันนี้
