บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (200)
หวนคืนที่เคยสร้างความเจ็บปวด
ผมกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต หรือ ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต เริ่มต้นจากวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 เป็นวาระที่ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 4 ปี 4 เดือนเศษ
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีความคิดที่จะย้อนกลับมาโรงพักสามกองหรือกองเมืองภูเก็ตแห่งนี้เป็นครั้งที่ 2 อีกเลย ไม่มีทั้งความตั้งใจและความกระตือรือร้น
เรื่องใหญ่ที่เป็นเหตุทำให้ไม่มีสิ่งกระตุ้นให้เกิดความปรารถนาหรือมีความต้องการที่จะเป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต เพราะผมมีเรื่องเก่าฝังใจคาอยู่ เป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจมีหน้าที่หลายคน รวมทั้งมีเครือข่ายหลายฝ่ายรวมหัวกันกลั่นแกล้งผม ทั้งฟ้องผมเป็นคดีอาญาที่ศาลจังหวัดภูเก็ต ทั้งร้องเรียนและข่มขู่ สารพัดที่จะประเคนจัดหนักให้กับผมเมื่อผมไม่ยอมช่วยเหลือคนที่ทำผิดกฎหมายตามที่คนพวกนี้ต้องการ จึงเป็นบาดแผลลึกที่ผมได้รับ
เวลานั้นแผลยังไม่ทันแห้ง ยังเป็นแผลสด บางครั้งยังมีเลือดไหลซึม
ในขณะที่มีคำสั่งออกมา ผมกำลังเพลินกับการทำงานพัฒนาโรงพักป่าตอง หรือ สภ.อ.กะทู้ แต่เมื่อเป็นคำสั่งย้ายจึงต้องปฏิบัติตาม ขัดคำสั่งไม่ได้
ในใจยังอดนึกพะวงไม่ได้ว่าการวนกลับไปอาจเจอดาบสองคอยซ้ำหรือไม่
เวลากว่า 2 ปีครึ่งที่อยู่ สภ.อ.เมืองภูเก็ตจึงเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดและขมขื่นที่ต้องทนสู้กับระบบของประเทศไทย สู้กับข้าราชการที่เลวร้ายยิ่งกว่าโจรตามลำพัง แทบไม่มีตัวช่วย แถมโรงพักยังเป็นที่รวมของปัญหาต่างๆ อีก
ปี พ.ศ.2544 ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ตต้องปกครองเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเกือบ 300 ชีวิตให้ดำเนินไปตามระเบียบแบบแผนของกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ไม่ให้ตำรวจคนใดออกนอกลู่นอกทาง ต้องอยู่ในวินัยของตำรวจ
ผมมีความตั้งใจที่จะต้องควบคุมการเกิดขึ้นของอาชญากรรม โดยต้องลดลงมาให้ได้ จนทำให้ประชาชนชาวภูเก็ตในพื้นที่ที่ผมรับผิดชอบเกิดความรู้สึกมั่นใจว่ามีความปลอดภัย
งานด้านบริการตลอด 24 ชั่วโมงต้องให้รวดเร็ว มีขั้นตอนที่กระชับไม่ยืดยาด เยิ่นเย้อ ทำแล้วประชาชนพึงพอใจมากกว่าเดิม
เมื่อมีคดีอาญาเกิดขึ้น สถานะของคู่ความทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้เสียหาย หรือฝ่ายผู้ต้องหา ต้องได้รับความยุติธรรม
การทำหน้าที่ของตำรวจต้องเที่ยงตรงเสมอ ตรงไปตรงมา ต้องรวดเร็ว สำนวนการสอบสวนต้องไม่ล่าช้า ต้องเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมที่สะอาดบริสุทธิ์ ต้องไม่ให้มีการวิ่งเต้นล้มคดี ต้องไม่มีการค้าสำนวนโดยเด็ดขาด
ต้องปราบปรามบ่อนการพนันที่เคยเปิดมานานให้หมดสิ้นไป จากนั้นต้องควบคุมจัดการไม่ให้มีบ่อนการพนันผุดขึ้นมาอีกในพื้นที่ เพราะบ่อนการพนันเป็นส่วนหนึ่งของต้นตอการเกิดอาชญากรรม จึงต้องจัดการให้ทุกระบบของโรงพักดำเนินไปอย่างเป็นมาตรฐาน สะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติและง่ายต่อการตรวจสอบ
ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจและความมุ่งมั่นของผมที่ต้องดำเนินการตามแผนการที่คิดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มวันแรก
ส่วนเรื่องเก่าๆ ที่ยังเป็นปัญหาและทิ้งค้างหมักหมมสะสมเอาไว้ต้องสะสางให้ได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องใหญ่และไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลา ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ร่วมงาน เพราะมีหลายปัจจัยที่ซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งตัวบุคคล สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม มีสิ่งต่างๆ มากมายจนไม่สามารถที่จะจัดการให้เสร็จในคราวเดียวกัน หรือทำพร้อมๆ กันได้ ขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญความจำเป็นเร่งด่วนว่าจะดำเนินการสิ่งใดเป็นลำดับแรก โดยเตรียมการให้พร้อมทุกอย่าง สิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจคือความตั้งใจความมุ่งมั่นและมีเงินงบประมาณ เพื่อใช้ในการพัฒนาและทำให้เกิดขึ้นจริง
ทั้งยังต้องคำนึงด้วยว่าทุกช่วงเวลาของการทำหน้าที่ผู้กำกับการ ต้องเผชิญกับความท้าทายของความไม่แน่นอน จนไม่รู้ว่าจะทำหน้าที่ได้นานแค่ไหน เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่หรือโยกย้ายได้ตลอดเวลา
เมื่อคิดแผนการพัฒนาโรงพักไว้หมดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถกำหนดให้เป็นแผนระยะยาวหลายปีได้ เพราะไม่มีใครมาการันตีหรือรับประกันว่า ผมจะอยู่ทำงานที่โรงพักแห่งนี้ได้นานแค่ไหน การพัฒนาจึงกำหนดไว้เป็นปีต่อปี ว่าปีแรกจะทำอะไรให้เสร็จ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของอนาคต
ถ้ายังให้โอกาสก็จะไม่หยุดพัฒนาและตั้งใจจะทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำโรงพักให้เป็นไปตามที่จินตนาการไว้
การประกวดโรงพักดีเด่นเป็นภาคบังคับที่ทุกโรงพักต้องเข้าแข่งขัน ตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งประเมินผลการทำงานทั้งงานสอบสวน งานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม งานจราจร งานธุรการ การปกครองบังคับบัญชา การรักษาระเบียบวินัยของตำรวจทั้งโรงพัก งานพัฒนาระบบการทำงาน การปรับปรุงสถานที่ ความร่วมมือจากประชาชน ครอบคลุมครบ ทุกด้านของงานโรงพัก และจะมีการตรวจประเมินผลภายในระดับจังหวัดก่อน จากนั้นจะขึ้นไปสู่ระดับภาค ซึ่งคณะกรรมการของภาค 8 จะตรวจประเมินผล 2 ครั้งต่อปี และถือผลการตรวจครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายเป็นตัวตัดสินเพื่อจัดลำดับตามคะแนน
ความเป็นโรงพักขนาดใหญ่ของ สภ.อ.เมืองภูเก็ต ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก มีคดีความเกิดขึ้นสูง เป็นศูนย์กลางของจังหวัด ปัญหาต่างๆ จึงมารวมกันในพื้นที่แห่งนี้ การจะขับเคลื่อนให้ดำเนินไปอย่างก้าวกระโดดด้วยความรวดเร็ว คงจะไม่สามารถพลิกฝ่ามือทำได้ดังใจเหมือน สภ.อ.กะทู้
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพัฒนาจนก้าวไปเป็นผู้ชนะ
เวลานั้น สภ.อ.เมืองภูเก็ตแทบจะไม่มีแต้มต่ออะไรที่เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นสถานีตำรวจระดับเดียวกันในจังหวัดภูเก็ต และยังไม่ต้องมองไกลไปจนถึงระดับภาค 8 ที่มีโรงพักในจังหวัดอื่นอีก 6 จังหวัด ทั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, กระบี่, พังงา, ชุมพร และระนอง
ที่ผมเห็นชัดเจน แค่เฉพาะในจังหวัดภูเก็ต สภ.อ.กะทู้มีความได้เปรียบ เมื่อได้รับงบพัฒนาโรงพักถึง 3 ล้านบาท และเป็นงบที่ตัวผมเองได้ดำเนินการเอาไว้ให้ ส่วน สภ.อ.ถลางก็เตรียมการดีมาโดยตลอด มีพื้นฐานที่ดี ปรับปรุงอีกไม่มากก็สามารถไปได้สุดทางตามที่ต้องการ
ส่วนเรื่องของอาชญากรรม มีการพัฒนา มีเทคนิค และมีวิธีหลีกเลี่ยงให้พ้นเงื้อมมือของกฎหมาย รอดพ้นการถูกจับกุม หากตำรวจติดตามไม่ทัน คุ้มครองประชาชนไม่ได้ หรือไม่ใส่ใจ สังคมจะยิ่งตกอยู่ในอันตราย ตำรวจพื้นที่จะต้องเฝ้าติดตามจับกุมทุกระยะ
สิ่งที่ตั้งใจไว้ทั้งหมดอาจจะล้มเหลวถ้าหากทีมงานไม่เข้าใจกัน เมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกันจะเกิดความวุ่นวาย เหมือนวงดนตรี ถ้านักดนตรีแต่ละคนเล่นกันคนละคีย์ย่อมไม่เป็นเพลง ผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโรงพักจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ รู้เท่าทัน องค์ประกอบสำคัญต้องทำให้ทีมงานรอบตัวทุกองคาพยพเข้าใจสอดคล้องตรงกัน พร้อมจะเดินหน้าไปตามจุดมุ่งหมายเดียวกัน
ยิ่งรู้สภาพพื้นที่ สภาพปัญหา รู้จักตัวบุคคลมาก ยิ่งทำให้มองภาพรวมได้ชัดเจน และนำไปสู่การจัดการที่เป็นระบบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
