bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (55) “Taking Chance”

03.11.2026

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (55)

“Taking Chance”

ใน “Taking Chance” ที่สร้างโดยสะท้อนภาพจากสงครามอ่าว ให้ภาพตรงกันข้ามกับภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องก่อนหน้า คือการยอมรับและให้ความเคารพต่อทหารผ่านศึกอย่างจริงใจและพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายของชาวอเมริกัน ทั้งนี้ เป็นเพราะสงครามครั้งนี้เป็นที่รับรู้ของคนอเมริกันซึ่งแม้จะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพและสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ในการเลือกตั้ง ทำให้ทหารซึ่งเป็นภาพแรกที่จะได้เห็นบนจอโทรทัศน์เมื่อกล่าวถึงสงครามไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความไม่รู้ อารมณ์ความรู้สึกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสงครามเวียดนามจึงไม่เกิด

การใช้กำลังต่อกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชาเมื่อปลายปี 2568 แม้จะยังไม่มีภาพยนตร์ไทยเรื่องใดสร้างเพื่อสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของคนไทย แต่ข่าวที่ปรากฏทั้งในจอโทรทัศน์และสื่อโซเชียลสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ได้รับความชื่นชมยกย่องอย่างท่วมท้นจากคนไทยทั้งประเทศ ไม่ต่างจากที่ได้เห็นในฉากชาวอเมริกันจากภาพยนตร์ “Taking Chance”

ทหารผ่านศึกอเมริกันจากสงครามอ่าวได้รับความชื่นชมเพราะรัฐบาลไม่ปิดบังการรับรู้ ทหารไทยได้รับความชื่นชมจากสงครามไทย-กัมพูชา ก็เช่นเดียวกัน

เหมา เจ๋อตุง กล่าวว่า “สงครามมี 2 แบบ สงครามที่เป็นธรรมและสงครามที่ไม่เป็นธรรม”

“สงครามที่ไม่เป็นธรรม” ยากต่อการอธิบาย กระทั่งอธิบายไม่ได้ แต่ “สงครามที่เป็นธรรม” ง่ายต่อการอธิบาย

“ทหารรับจ้าง”

ย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อครั้งทหารเสือพรานข้ามโขงไปทำสงครามเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในสงครามลับลาว คำว่า “ทหารรับจ้าง” เป็นหัวข้อโฆษณาชวนเชื่อสำคัญของฝ่ายเวียดนามเหนือและขบวนการประเทศลาวในการทำลายความชอบธรรมของเหล่านักรบนิรนามจากไทย อันเป็นเรื่องปกติของการทำสงคราม

แต่ที่น่าสนใจคือ สังคมไทยก็ตีตราประทับ “ทหารรับจ้าง” ไว้บนหน้าผากทหารเสือพรานแม้เมื่อกลับมาเหยียบแผ่นดินไทยแล้ว กระทั่งจนทุกวันนี้ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากตราประทับอื่นๆ ที่สังคมไทยมักตีประทับให้ผู้อื่นโดยง่าย ดังนั้น เมื่อปลอดภัยจากห่ากระสุนและดงระเบิดมีชีวิตรอดได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิด ทหารผ่านศึกนิรนามจากสงครามลับลาวจึงต้องเผชิญกับความรู้สึกเย็นชากระทั่งรังเกียจจากสังคมไทย สืบเนื่องจากมุมมองเชิงลบและรังเกียจคำว่า “ทหารรับจ้าง” เพราะขัดแย้งกับค่านิยมหลักทางวัฒนธรรมต่อคำว่า “ทหารของชาติ” อย่างรุนแรง ส่งผลกระทบที่สำคัญ ดังนี้

1. ขัดต่อค่านิยม “รบเพื่อชาติ” : ในวัฒนธรรมไทย ทหารที่ได้รับการยกย่องจะต้องรบด้วยความเสียสละเพื่อรักษาผืนแผ่นดิน คุ้มครองประชาชน และปกป้องสถาบันหลักของชาติ ขณะที่คำว่า “ทหารรับจ้าง” ถูกมองว่าเป็นการ “รับจ้างรบ” ที่นำชีวิตและความตายไปแลกกับเงินค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งลบล้างทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นนักรบจนหมดสิ้น

2. ภาพจำ : ภาพลักษณ์ของทหารรับจ้าง (Mercenaries) ในการรับรู้ของสังคมไทย มักผูกติดกับภาพยนตร์หรือข่าวสารต่างประเทศว่าเป็น “กองกำลังเอกชน” ที่โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม ทำงานรับใช้ผู้มีอิทธิพล หรือก่ออาชญากรรมสงครามโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายของรัฐใดๆ ขณะที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการอยู่ภายใต้ร่มเงาของ “กองทัพแห่งชาติ” การมีกองกำลังที่รบเพื่อเงินของทหารรับจ้างจึงถูกมองว่าเป็นพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ

3. รับจ้างสหรัฐไปรุกรานเพื่อนบ้าน : การที่นักรบนิรนามที่แม้จะเป็นทหารอาสาสมัครถูกตีตราว่าเป็นทหารรับจ้าง ทำให้เวียดนามเหนือและขบวนการประเทศลาวใช้เป็นข้ออ้างในการโฆษณาโจมตีอย่างได้ผลรวมทั้งต่อคนไทยเองว่า รัฐบาลไทยยอมตกเป็นเบี้ยล่างและรับเงินจากสหรัฐเพื่อไปรุกรานบ้านพี่เมืองน้อง

ทัศนะของทหารเสือพราน

ทัศนะและมุมมองของทหารเสือพรานไทยต่อการสมัครเข้าร่วมสงครามลับในลาวไม่ได้เกิดจากเหตุผลด้านเงินเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยมิติทางอุดมการณ์ ความรู้สึกรักชาติ และบริบททางสังคมในยุคสงครามเย็น จากการศึกษาบันทึกความทรงจำของอดีตทหารเสือพราน และงานวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ สามารถสรุปทัศนะและแรงจูงใจออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้

1. อุดมการณ์-รบนอกบ้านเพื่อไม่ให้สงครามเข้าบ้าน : สังคมไทยในยุคสงครามเย็น ได้รับอิทธิพลจากแผนสงครามจิตวิทยาของสหรัฐ ทำให้ความเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยทั่วไปในยุคนั้น ดังนั้น อาสาสมัครทหารเสือพรานพลเรือนที่ได้รับการปลูกฝังและมีความเชื่อมั่นอย่างจริงจังต่อภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์มาอย่างต่อเนื่องยาวนานจึงเกิดความเชื่อจากการชี้นำของรัฐบาลว่าการข้ามแม่น้ำโขงไปรบในแผ่นดินลาวคือการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพื่อไม่ให้กองทัพคอมมิวนิสต์ข้ามมารุกรานไทย

ส่วนทหารประจำการนอกจากต้องการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ตามอุดมการณ์ที่ถูกปลูกฝังในฐานะทหารของชาติแล้ว ยังเห็นว่าสนามรบนี้คือโอกาสในการแสดงฝีมือและแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตราชการอีกด้วย

2. ค่าตอบแทน : ทั้งทหารประจำการและอาสาสมัครพลเรือนจำนวนหนึ่งสมัครเข้ารบเพราะรักความท้าทาย หลงใหลในชีวิตกลางแจ้งและการผจญภัย ต้องการพิสูจน์ความกล้าหาญตามค่านิยมของชายชาตรีในยุคนั้นแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่ามีแรงจูงใจจากค่าตอบแทนที่ไม่ถูกปิดบังว่าสนับสนุนโดยซีไอเอซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของพลเมืองไทยขณะนั้น อาสาสมัครพลเรือนจำนวนมากมาจากครอบครัวเกษตรกรยากจนในชนบทเข้าร่วมรบด้วยทัศนะที่ต้องการส่งเงินกลับบ้านไปจุนเจือครอบครัว ซื้อที่ดินทำกิน หรือส่งเสียให้พี่น้องได้เรียนหนังสือเพื่อยกฐานะทางสังคม เหมือนไป “ขุดทอง” ที่ตะวันออกกลางในเวลาต่อมา

ความน้อยเนื้อต่ำใจ

เนื่องจากรัฐบาลไทยและสหรัฐต้องปฏิเสธการมีตัวตนของทหารเหล่านี้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ทำให้ทหารเสือพรานต้องแบกรับความกดดันนอกจากความเสี่ยงในสนามรบโดยตรงแล้ว ยามบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็จะไม่มีการประกาศเกียรติคุณอย่างเป็นทางการ ผิดกับสงครามเปิดเผย

บันทึกของ ชาลี คเชนทร์ (อดีตผู้นำอากาศยานหน้า) ยังยอมรับว่า เมื่อต้องเผชิญกับการบุกอย่างบ้าคลั่งของเวียดนามเหนือและการสูญเสียเพื่อนร่วมน้ำมิตร ทหารบางส่วนเกิดความสับสน ขวัญเสีย และตั้งคำถามกับจุดจบของตนเอง แต่สุดท้ายมักถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วย “มิตรภาพในสนามรบ” และ “ความรักศักดิ์ศรีทหารไทย”

นอกจากนั้น ทหารเสือพรานยังรู้สึกว่าเป็น “นักรบที่ถูกลืม” เพราะในขณะที่ทหารไทยที่ไปรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากกองทัพและสังคม มีการสวนสนาม ได้รับเหรียญตราเชิดชูเกียรติและมีสวัสดิการรองรับอย่างเปิดเผย แต่ทหารเสือพรานในลาวกลับต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ห้ามบอกครอบครัวว่าไปไหน และเมื่อบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากภาครัฐในเวลานั้น เพื่อรักษาความลับการละเมิดเป็นกลางทางการเมืองของลาว

คำว่า “ทหารรับจ้าง” ที่ถูกเรียกขานยิ่งสร้างความน้อยเหนือต่ำใจมากยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากสังคมไทยยุคนั้นส่วนใหญ่เข้าใจว่าทหารเสือพรานไปรบเพื่อเอาชีวิตแลกเงิน ซึ่งทหารเสือพรานรู้สึกว่าเป็นการด้อยค่าความเสียสละของพวกตน เพราะเงินจำนวนเท่าใดก็ไม่มีทางคุ้มค่ากับการต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงในสมรภูมิโหดที่โอกาสรอดกลับมามีไม่ถึงครึ่ง ทหารเสือพรานไทยส่วนใหญ่จึงรู้สึกขมขื่น ผิดหวัง และไม่ยอมรับเมื่อถูกตราหน้าว่าเป็น “ทหารรับจ้าง” แม้จะได้รับค่าตอบแทนจากสหรัฐและทหารประจำการต้องลาออกจากกองทัพไทยก่อนไปรบก็ตาม แง่มุมความรู้สึกและความจริงเหล่านี้สะท้อนผ่านบันทึกความทรงจำของกลุ่มสมาคมนักรบนิรนาม 333 และงานเขียนของ “สยุมภู ทศพล” อดีตทหารเสือพราน

อดีตทหารเสือพรานยืนยันตรงกันว่า พวกเขาคือ “ทหารอาสาสมัครเพื่อป้องกันประเทศ” พวกเขารู้สึกและเชื่อว่าตนเองกำลังทำหน้าที่ปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน หากไม่ยอมไปปักหลักสู้ตายที่ทุ่งไหหินหรือล่องแจ้ง กองทัพเวียดนามเหนือก็คงจะรุกคืบข้ามแม่น้ำโขงมาทำสงครามในแผ่นดินไทยอย่างแน่นอน

การที่พวกเขายอมเปลี่ยนชื่อ ลบประวัติ และตัดขาดจากกองทัพปกติ เป็นข้อพิสูจน์ว่า นี่คือการเสียสละเพื่อภารกิจลับของชาติ ไม่ใช่พฤติกรรมของ “ทหารรับจ้าง” ไร้สังกัดที่ทำงานให้ใครก็ได้ที่จ่ายเงินมากที่สุด

ทั้งหมดนี้กลายเป็นตราบาปที่ทำให้ทหารเสือพรานที่ไปรบในลาวรู้สึกเจ็บปวด เพราะเชื่อมั่นว่าตนเองไปรบเพื่อสกัดกั้นภัยคอมมิวนิสต์ไม่ให้ข้ามโขงเข้าสู่ประเทศไทย แต่กลับถูกสังคมตราหน้าด้วยคำที่ดูถูกเหยียดหยาม จึงพยายามเลี่ยงไปใช้คำว่า “ทหารอาสาสมัคร” หรือ “นักรบนิรนาม” เพื่อคืนเกียรติภูมิและความชอบธรรมในเชิงอุดมการณ์ให้แก่ความเสียสละ

หลังจากสงครามสิ้นสุดลง เหล่าอดีตนักรบนิรนามได้ร่วมกันจัดตั้ง “สมาคมนักรบนิรนาม 333” ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อ ร้องขอสิทธิ์เยียวยาหลังสงคราม และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อสื่อสารให้คนรุ่นหลังเข้าใจว่าพวกเขาคือ “ผู้ล้มทฤษฎีโดมิโน” ที่ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่กลุ่ม “ทหารรับจ้าง” หิวเงิน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เชลยศึกสงครามลาว (55) “Taking Chance”
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (200)
อ่าน สงครามชีวิต อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ อ่าน สังคมสยาม
ดินแดง ราชปรารภ หลักฐาน ของ NICK NOSTITZ ในดง กระสุน ความเร็วสูง ‘ทหาร’
เผ็ดร้อนแค่ไหน เมื่อ AI รีวิว ‘คน’
50 ปี 6 ตุลา (9) ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน
E-DUANG | ภาพลักษณ์ การเมือง ไอซ์ รักชนก ณเบื้องหน้า เชิญชวน เงิน”บริจาค”
การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’