ธนาคารภูมิภาค เทียบ ธนาคารในเออีซี พบ ธนาคารใหญ่ไทย เฉื่อยเนือยตลอด2ทศวรรษ

โดยเปรียบเทียบความเคลื่อนไหวธนาคารในเออีซี ธนาคารใหญ่ไทย ยังคงแสดงบทบาทค่อนข้างเฉื่อยเนือยอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
จากข้อมูล ASEAN 100 จัดทำโดย Nikkei Asian Review นิตยสารในเครือยักษ์สื่อยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น (Nikkei) จัดขึ้นครั้งแรกในปลายปี 2557 (ไม่มีการจัดครั้งใหม่) อ้างอิงกับมูลค่าหุ้น (market capitalization) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ข้อมูลปี 2556) ซึ่งอ้างถึงในตอนที่แล้ว
ในข้อเขียนชิ้นนี้คัดมาเฉพาะธนาคาร ข้อมูลอีกแหล่งน่าที่สนใจ น่าเชื่อถือ The Asian Banker แสดงอันดับธนาคารในประเทศเอเชียแปซิฟิก โดยใช้ขนาดสินทรัพย์เป็นฐาน ในฐานข้อมูลปีเดียวกันกับ ASEAN 100 (ปี 2556) และข้อมูลล่าสุด (ปี 2559) โดยภาพรวมข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน (โปรดพิจาณาข้อมูลประกอบบทความ)
ภาพนั้นแสดงถึง ฐานะ บทบาท และข้อจำกัด ธนาคารไทยในเออีซี อย่างชัดเจน
“ธนาคารใหญ่ (โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์) ซึ่งสามารถคงอยู่ พลิกฟื้น ปรับตัวได้จากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 ภาพนั้นชัดเจนจากรายงานผลประกอบการตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเผชิญความท้าทายใหม่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ภูมิภาค ว่าด้วยความสัมพันธ์ระบบเศรษฐกิจไทยกับ AEC ซึ่งเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่กำลังผ่านพ้น” ผมได้เสนอประเด็นนี้อย่างคร่าวๆ มาแล้ว (ธนาคารไทย ไปทางไหน มติชนสุดสัปดาห์ 30 ธันวาคม 2559) โดยสรุปด้วยว่า “ธนาคารไทยอยู่ในภาวะค่อนข้างเฉื่อยเนือย” ทั้งนี้ ได้สรุปความเคลื่อนไหวสำคัญไว้ด้วย
(สรุปมาจากข้อเขียนที่อ้างแล้ว)

ธนาคารกรุงเทพ สร้างเครือข่ายธนาคารภูมิภาคเต็มรูปแบบอย่างเป็นจริงจัง (ธนาคารกรุงเทพประเทศจีนในปี 2552 และ Bangkok Bank Berhad มาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2537 ขยายสาขาครั้งใหญ่ในปี 2553) ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพประเทศจีนมี 6 สาขา Bangkok Bank Berhad มาเลเซียมี 5 สาขา พร้อมเพิ่งมีสาขาในพื้นที่ใหม่ๆ เมื่อปี 2558 ที่เมียนมา

ธนาคารกสิกรไทย เปิดสำนักงานตัวแทนในจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์ 2540 – เซินเจิ้น (2537) เซี่ยงไฮ้ (2538) ปักกิ่ง (2538) คุนหมิง (2538) และยกระดับสำนักงานตัวแทนเซินเจิ้นเป็นสาขา (2539) หลังวิกฤต คือจุดเริ่มต้นยุทธศาสตร์ใหม่เป้าหมายธนาคารท้องถิ่นประเทศจีน (LII : Locally Incorporated Institution) ผ่านไปแล้วกว่า 10 ปี ธนาคารกสิกรไทยเพิ่งเข้าใกล้เป้าหมาย
ในช่วงใกล้ๆ ธนาคารกสิกรไทยมุ่งขยายเครือข่ายสาขา-สำนักงานตัวแทนภูมิภาคอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะในปี 2556 เปิดสาขาในจีนเพิ่มเติม ที่เฉิงตู และสาขาย่อยที่หลงกั่ง จดทะเบียนธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นในลาวซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นแห่งแรกจากไทย และเปิดสำนักงานผู้แทนที่ฮานอยและโฮจิมินห์ ในเวียดนาม และพนมเปญ ในกัมพูชา

ส่วน ธนาคารไทยพาณิชย์ มีเครือข่ายในภูมิภาค 2 ประเทศ ตามยุทธศาสตร์ภูมิภาคหลังสงครามเวียดนามยุค “แปรสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ทว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กลับไม่ได้แสดงยุทธศาสตร์ภูมิภาคอย่างจริงจัง มีเพียงกรณีเปิดสำนักงานผู้แทนที่ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา (ปี 2555) และเปิดสำนักงานผู้แทนที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (ปี 2556)
ภาพธุรกิจธนาคารไทยที่เคยใหญ่ที่สุดในอาเชียน ได้ผันแปรไปอย่างไม่หวนกลับ ตั้งแต่วิกฤตการณ์ปี 2540 ขณะที่ธนาคารสิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่มบทบาทขึ้นเป็นลำดับ
ภาพที่น่าสนใจเบื้องต้น ว่าด้วยธนาคารสิงคโปร์และมาเลเซีย เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับระบบธนาคารไทยด้วย ผมได้เคยเสนอข้อมูลดังกล่าวมาบ้าง
ควรทบทวน และเพิ่มเติมภาพให้สมบูรณ์และตื่นเต้นขึ้น

กรณีธนาคารสิงคโปร์ ควรอ้างอิง United Overseas Bank หรือ UOB
“ธนาคารยูโอบี คือธนาคารพาณิชย์ชั้นนำระดับภูมิภาค ก่อตั้งเมื่อปี 2478 “กลุ่มธนาคารยูโอบี ประเทศสิงคโปร์” เติบโตในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และจีน จวบจนถึงวันนี้ กลุ่มธนาคารยูโอบี มีเครือข่ายสำนักงานกว่า 500 แห่ง ใน 19 ประเทศและเขตการปกครอง ทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรปตะวันตก และอเมริกาเหนือ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) คือส่วนหนึ่งของกลุ่มธนาคารยูโอบี ประเทศสิงคโปร์ มีเครือข่ายทั่วประเทศ 155 สาขา เครื่องเอทีเอ็ม 340 เครื่อง บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 15 แห่ง” ข้อมูลพื้นฐาน คัดและอ้างมาจากข้อมูลธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นธนาคารพณิฃย์ไทยเต็มรูปแบบ (http://www.uob.co.th/)
UOB ดำเนินธุรกิจเชิงรุกในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2542 เข้ามาประเทศไทย โดยเข้าซื้อกิจการธนาคารรัตนสิน (ธนาคารตั้งใหม่ซึ่งโอนสินทรัพย์มาจากธนาคารแหลมทอง) ในปีเดียวกันขยายเครือข่ายในประเทศฟิลิปปินส์ ซื้อกิจการ Westmont Bank และเปลี่ยนชื่อเป็น UOB Philippines ต่อมาในปี 2547 ได้เข้าถือหุ้น 23% ใน PT Bank Buana Tbk ในอินโดนีเชีย พร้อมๆ กับขยายเครือข่ายธุรกิจในไทยครั้งใหญ่อีกครั้ง เข้าซื้อกิจการธนาคารเอเชีย จาก ANB Amro แห่ง Netherlands
(ปีต่อมาได้ควบรวมธนาคารเอเชียกับธนาคารยูโอบีรัตนสินเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารยูโอบี)

กรณีธนาคารมาเลเซีย ควรอ้างอิง CIMB Bank Berhad ถือเป็นกลุ่มธนาคารเกิดใหม่ในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540 ภายใต้การริเริ่มโดยรัฐบาล ตามแผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยผ่านการหลอมรวม ธนาคารหลายแห่งในมาเลเซียตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
“ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2541 โดยมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของธนาคารมาโดยตลอด จากนั้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 กลุ่มซีไอเอ็มบี โดย CIMB Bank Berhad ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในไทยธนาคาร และได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจากธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMB Thai Bank Public Company Limited” ข้อมูลพื้นฐานธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (http://www.cimbthai.com/) ในฐานะธนาคารพาณิชย์ไทย เสนอข้อมูลขยายเครือข่ายในไทย
“กลุ่มซีไอเอ็มบี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ให้บริการทางการเงินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศมาเลเซีย มีเครือข่าย 9 ใน 10 ประเทศอาเซียน (มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย กัมพูชา บรูไน เวียดนาม เมียนมา และลาว) นอกเหนือจากอาเซียน กลุ่มซีไอเอ็มบี ยังมีเครือข่ายใน จีน ฮ่องกง บาห์เรน อินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน เกาหลี สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ นอกจากนี้ กลุ่มซีไอเอ็มบี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 97.9% ในธนาคารซีไอเอ็มบี ไนอากา อินโดนีเซีย และ 93.7% ในธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย” ข้อมูลอีกตอนควรกล่าวถึง (ที่มา อ้างแล้ว)
เรื่องราวธนาคารในเออีซี ยังมีอีกมาก
