
เหมือนกับว่าความจำเป็นที่จะจัดการกับ “ธรรมกาย” ความจำเป็นที่จะ จัดการกับ”พระธัมมชโย”มาจากปัญหาทาง”กฎหมาย”
เพราะว่าผิดในคดีรับของโจร ในคดีฟอกเงิน
เพราะว่าเข้าไปพัวพันกับการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น
เพราะว่าเป็นเงิน”สกปรก”ที่อยู่ในรูปของการ”ทำบุญ”
แต่ถามว่าเงิน “สกปรก” อันได้มาจากการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นไหลมากองรวมกันอยู่ที่ “พระธัมมชโย”และ “วัดพระธรรมกาย”เท่านั้นหรือ
“รายละเอียด”ในเรื่องนี้เด่นชัดว่า “ไม่ใช่”
ตรงกันข้าม เงินที่ไหลเข้ามายัง”วัดพระธรรมกาย”มีจำนวนไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับการ”บริจาค”ไปยังที่อื่น
เรื่องนี้”ดีเอสไอ”รู้ เรื่องนี้”ตำรวจ”รู้”
ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงเพ่งเล็งเฉพาะที่”วัด พระธรรมกาย” เฉพาะที่”พระธัมมชโย”
ตรงนี้เองที่ทำให้”รูปคดี” ดำรงอยู่อย่าง”ไม่ธรรมดา”
ความไม่ธรรมดาของ “รูปคดี” นี้เองที่ทำให้เกิดคำถามว่าทั้งหมดนี้สืบเนื่องมาจากเรื่องของ”คนๆเดียว”จริงหรือ
จึงนำไปสู่บทสรุปจาก นายชูวิทย์ กมลวิศืษฎ์
ด้วยการอุปมาฉันใด อุปมัยฉันนั้นให้เห็นว่า เหมือนกับการเผาวัดทั้งวัดเพื่อไล่จับ”พระ”รูปเดียว
ทำให้”คนๆเดียว”ไม่ดำรงอยู่อย่างคนๆเดียว
ตรงกันข้าม คนๆเดียวในที่นี้คือ พระธัมมชโย เริ่มกลายเป็นดำรงอยู่อย่างเป็น “ตัวแทน”
ในเบื้องต้น คือ ตัวแทนแห่ง”วัด”
เพราะว่าเป็นผู้ก่อสร้างและนำความเจริญเติบใหญ่มาให้กับวัดพระธรรมกาย
เพราะว่าดำรงตำแหน่ง”เจ้าอาวาส”มาอย่างยาวนาน
น่าแปลกๆที่การดำรงอยู่ของ”คนๆเดียว”ค่อยแปรเปลี่ยนไปสู่การเป็น”ตัวแทน”
ทั้งมิได้เป็น”ตัวแทน”ของวัดเท่านั้น หากแต่ไปไกลกว่านั้น
จากนี้จึงนำไปสู่อุปมาฉันใด อุปมัยฉันนั้นในทาง”การเมือง”ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมี”กรณี”คล้ายๆกันเคยมี”คนๆเดียว”บางคนสร้างปัญหาให้กับคนบางกลุ่มบางพวกกระทั่งรวมตัวกันบดขยี้และทำลายมาแล้วตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
แม้สามารถขับไล่”หนู”ตัวนั้นกระเจิดกระเจิงไป แต่ด้วยฤทธิ์เดชจาก”หนู”ตัวนั้นก็ยังมีความจำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายกระทั่งนำไปสู่รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ถามว่า “คนๆเดียว”จากก่อนเดือนกันยายน 2549 หมดฤทธิ์หมดเดชไปแล้วหรือไม่
ตอบได้ว่า ยังมีฤทธิ์มีเดชอยู่
แล้วจาก”คนๆเดียว”ก่อนเดือนกันยายน 2549 กำลังจะมีกรณี”คนๆเดียว”ใหม่ในกรณีเดือนกุมภาพันธ์ 2560 อีก
