bg-single

“แชมป์ กรวีร์-แบด ภราดร” อดีตนายก อมธ.-ปธ.สภา นศ.มธ. ลูกชาย “เฮียตือ” คนเดือนตุลา นำทัพสภาคุยนิสิต-นักศึกษา

13.08.2020

กระแสการชุมนุมแฟลชม็อบของนิสิต-นักศึกษา เริ่มต้นจากการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ “ทหารอียิปต์” ที่ จ.ระยอง ในการชี้ถึงความบกพร่องของรัฐบาล และการคุมตัว 2 นักศึกษาที่ถือป้ายประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ขณะลงพื้นที่ จึงเกิดกระแสในโซเชียลขึ้นมา

นำมาสู่การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในนามกลุ่มเยาวชนปลดแอก จึงเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่า “ระยองเอฟเฟ็กต์” เปรียบเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่ทำให้ไฟลามทุ่ง เกิด “แฟลชม็อบ” ที่ดาวกระจายไปทั่วประเทศ

นำมาสู่กลไกในรัฐสภาในการ “นำฟืนออกจากกองไฟ” ให้ ส.ส.ได้อภิปรายในเรื่องนี้ จนนำมาสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมา

ทว่าเกมนี้ฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรมใน กมธ.ชุดดังกล่าว เพราะมองว่าเป็นการ “ยื้อเวลา-เตะถ่วง” และไม่ต้องการเป็น “นั่งร้าน” ให้กับรัฐบาล อีกทั้งต้องการให้นายกฯ ไปรับฟังนิสิต-นักศึกษาบนถนนด้วยตัวเอง ไม่ใช่ผ่านสภา

แต่ด้วยรัฐบาลครองเสียงข้างมากจึงสามารถตั้ง กมธ.ชุดดังกล่าวขึ้นมาได้ เพื่อลดอุณหภูมิบนถนนลงไป โดยมีกรอบการทำงาน 90 วัน แต่ทาง กมธ.ระบุว่า หากดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายใน 30-45 วัน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี

นอกเหนือการรับฟังความเห็นคนรุ่นใหม่แล้ว ทาง กมธ.จะเชิญตัวแทนหน่วยงานความมั่นคงเพื่อหารือในเรื่องการดูแลความปลอดภัยนักเรียน-นักศึกษาที่มาแสดงความคิดเห็น

รวมทั้งเชิญผู้ที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองในเหตุการณ์สำคัญร่วมหารือด้วย

ในฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อในโควต้าของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “คนรุ่นรอยต่อ” ระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “คนรุ่นผู้ใหญ่” โดยมี “แบด” ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ. หากย้อนโปรไฟล์พบว่าเคยเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาสมัยเรียนคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตำแหน่งประธานสภานักศึกษา มธ. ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

อีกคนที่รับหน้าที่ “โทรโข่ง” ให้กับ กมธ. คือ “แชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งหากย้อนดูแนวคิดของคู่พี่น้อง “แบด-แชมป์” จะพบว่าออกตัวชัดเจนในจุดยืนสนับสนุนการออกมาของกลุ่มนิสิต-นักศึกษา

ซึ่ง “แชมป์ กรวีร์” สมัยเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษา หรือ อมธ. มาก่อน

แน่นอนว่าในช่วง 20 ปี สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย มีเหตุการณ์รัฐประหาร 2 ครั้ง ใช้รัฐธรรมนูญรวม 3 ฉบับ เทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้น สงครามสีเสื้อ ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับ นปช. ล้วนมีผลต่อแนวทางเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “คนรุ่นใหม่” ยุคปัจจุบัน

“แชมป์ กรวีร์” เล่าว่า สมัยตนเรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ได้ขึ้นเป็นนายก อมธ. ช่วงปี 2545 ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษายุคนั้น หากเปรียบเทียบกับยุคนี้ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีมากกว่าในอดีต

โดยประเด็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุคนี้มีความกล้าหาญมากกว่าในยุคนั้น ที่พูดถึงเรื่องการยุบสภาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รวมพลังขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย ที่ทำได้ง่ายและกว้างขวาง ส่งผลทำให้การมีส่วนร่วมเกิดขึ้นมากตามไปด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าพลังโซเชียลคือ “สำนึกของนักศึกษา” ในยุคนี้ ที่มากกว่าในอดีต

“แชมป์ กรวีร์” เล่าอีกว่า ในสมัยที่ตนเป็นนายก อมธ. การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นเพียงเรื่องภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

เช่น กรณีการย้ายการเรียนการสอนจากศูนย์ท่าพระจันทร์มายังศูนย์รังสิต, การเลือกอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัย ที่เป็นเพียงการสลับกันเกาหลัง เป็นต้น

อีกทั้งบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป โดยในขณะนั้นอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ที่เพิ่งใช้มาได้ไม่กี่ปี

รวมทั้งยังไม่มีกระแสการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ หรือความไม่เป็นประชาธิปไตย

เพราะในขณะนั้นถือว่ามีประชาธิปไตยมาก

เห็นได้จากฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลที่มีอำนาจเด็ดขาด

ส่วน “แบด ภราดร” มองว่า กระบวนการต่อสู้ของนักศึกษามีมาทุกยุคทุกสมัย แล้วแต่สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นเป็นอย่างไร

แต่ในสมัยตนสถานการณ์อาจจะไม่ค่อยรุนแรงเหมือนสมัยนี้ มีเพียงการต่อสู้เรียกร้องที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย เช่น การย้ายหรือไม่ย้ายจากศูนย์ท่าพระจันทร์ไปศูนย์รังสิต เราก็มีการชุมนุมเรียกร้องตามสิทธินักศึกษาควรจะทำ

โดยทั้ง “แชมป์ กรวีร์” และ “แบด ภราดร” เป็นลูกชาย “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ซึ่งเป็น “คนเดือนตุลา” ที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ทว่าลูกชายทั้ง 2 คนกลับไม่ได้รับ “อิทธิพลทางความคิด” มาทั้งหมด ซึ่ง “เฮียตือ” ทำเพียงการเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังเท่านั้น

“แชมป์ กรวีร์” เล่าว่า คุณพ่อเล่าเพียงประสบการณ์ในอดีตให้ฟังเท่านั้น เช่น การไฮด์ปาร์กและหนีเข้าป่า โดยในยุคนั้น เป็นยุคเผด็จการ นักศึกษามองว่าที่มานายกฯ ไม่ถูกต้อง โดยตนกับคุณพ่อไม่ได้พูดคุยในรายละเอียดเท่าใดนัก

ส่วนจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยของบ้านปริศนานันทกุลนั้น “แบด ภราดร” มองว่า “ผมคิดว่าพวกเราเข้าใจในเจตนารมณ์ของน้องๆ และเข้าใจในบริบทของสังคม และบ้านเราไม่เคยที่จะบังคับขู่เข็ญกัน คุณพ่อไม่เคยบอกให้ทำแบบนู้นแบบนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ติดตัวในเรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ ที่เป็นเรื่องสำคัญ และควรให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกัน”

ส่วนได้รับอิทธิพลทางความคิดจากคุณพ่อหรือไม่ “แบด ภราดร” บอกว่า “จะพูดแบบนั้นก็น่าจะพูดได้ เพราะคุณพ่อก็เป็นนักเคลื่อนไหวในยุคเดือนตุลาทั้ง 2 ครั้ง ก็อาจมีการส่งผ่านทางวิธีการอบรมสั่งสอนหรือการพูดคุยในประเด็นการเมือง”

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า “เฮียตือ สมศักดิ์” ไม่ได้มีอิทธิพลทางความคิดกับลูกชายทั้ง 2 คนมากนัก แต่สิ่งที่ “แบด-แชมป์” ได้ กล่าวคือบริบททางการเมืองช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงอย่างมาก การเมืองของนิสิต-นักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น

แต่สิ่งที่บีบให้ “พลังคนหนุ่ม-สาว” หรือคนรุ่นใหม่ออกมานั้น ต้องยอมรับว่าบริบททางการเมืองเป็นแรงบีบสำคัญ เช่น ความชอบธรรมของรัฐบาลในยุคนั้นๆ โดยเฉพาะยุคที่ปกครองโดยทหารหรือเป็นผลพวงการจากสืบทอดอำนาจ เช่น ยุคเดือนตุลา กระแสเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรื่อยมาถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เป็นต้น

ทั้งนี้ “คนรุ่นใหม่” ยุคนี้ เติบโตผ่านเหตุการณ์รัฐประหารอย่างเด่นชัด 2 ครั้งคือ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557 ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสีเสื้อที่ยาวนานนับสิบปี เกิดการสลายการชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งเห็นภาพการเมืองแบบเก่าๆ ในสภา เป็นต้น

อีกทั้งจุดตัดสำคัญของการเกิดขึ้นของแฟลชม็อบ คือการยุบพรรคอนาคตใหม่และการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ที่ถูกมองว่าเป็น “มวยล้มต้มคนดู” ที่ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มองว่าการต่อสู้ในสภาเป็นไปได้ยาก ตามมาด้วยเหตุการณ์ “วีไอพีโควิด”

ต่อด้วยเหตุการณ์ “กระทิงทองหล่อ” ที่ยิ่งตอกย้ำเรื่องความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ภายใต้ “สังคมอภิสิทธิ์ชน” นั่นเอง

แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์เห็นถึง “สัญญาณเปราะบาง” นี้ดี จึงไม่ใช่เพียงใช้กลไกสภาตั้ง กมธ.รับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษาฯ เท่านั้น แต่ได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดเวทีรับฟังความเห็นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยมีสภาพัฒน์เป็นเจ้าภาพหลัก

ทั้งหมดนี้จึงเป็นกลไกควบคู่ระหว่างสภาและรัฐบาลในการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้สะท้อนความคิดออกมา

ซึ่งงานนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ของ “แบด ภราดร” ในฐานะแม่ทัพฝั่งสภา จะมีบทสรุปอย่างไร

ท่ามกลางคำครหาตั้งแต่เริ่มต้นว่า “ปาหี่ซื้อเวลา” เท่านั้น อีกทั้งเรื่อง “ความชอบธรรม” ของ กมธ.ชุดนี้ด้วย เพราะไม่มีฝ่ายค้านเข้าร่วม

รวมทั้งบทบาทของ “แชมป์ กรวีร์” ในฐานะโฆษก กมธ. ที่ได้นำทีมลงพื้นที่ไปรับฟังความเห็นแฟลชม็อบในพื้นที่ต่างๆ แล้ว รวมทั้งเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์ด้วย

ถือเป็นงานใหญ่ของ 2 พี่น้อง “บ้านปริศนานันทกุล” ที่ต้องจับตาให้ดี เพราะอยู่ในกลุ่ม ส.ส.ที่ถูกจับตาอนาคตทางการเมืองด้วย

โดยเป็นกลุ่ม ส.ส.คนรุ่นใหม่จากหลายพรรคที่รวมตัวกันแนบแน่น ซึ่งหลายคนในกลุ่มนี้ก็ได้รับมอบหมายหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญทั้งในสภาและพรรคการเมือง

เรียกได้ว่า งานนี้ใช้คนตรงกับงาน!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยุทธการของ BRN ! | สุรชาติ บำรุงสุข
อดีต รมว.คลัง ชี้การยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท—ประชาชนเดือดร้อน แต่คนโกงอาจรอด และ รัฐบาลเสียความเชื่อมั่น
นายกสมาคมตำรวจ เยี่ยม “ร.ต.ท.ประสาร”ถูกต่างชาติคัตเตอร์ฟันคอขณะเข้าจับกุม ชื่นชมใจผู้พิทักษ์ฯ ย้ำตำรวจต้องแม่นยุทธวิธี ลดสูญเสี
อำนาจภายใต้ความชอบธรรมที่แตกร้าว
สุนทรียศาสตร์แห่งบาดแผล ในงานของผดุงทรัพย์ ประชานันทร์
ส่องกราดยิงที่โรงเรียนเมืองไทย ในสายตาสื่ออเมริกัน ถึงเวลาออกกฎหมายห้ามเด็กไทยอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงสื่อออนไลน์
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว มองปรากฏการณ์ แห่จ้อง ‘ไลฟ์’ ประชุมงบ กทม. โปร่งใส โชว์วาทะ ดราม่าเกินเบอร์?
กว้านซื้อหนังสือมือสอง อาหารสมองของ AI
‘การศึกษา’ และ ‘สื่อ’ อีก 2 ปัจจัยกระตุ้น ‘ความรุนแรง’ ในสังคมไทย?
โผทหาร ฉบับลับ ผบ.เหล่าทัพ ทำเอง ยื้อ โค้งสุดท้าย จับตา ไพ่ใบสุดท้าย ‘บิ๊กปู’ ‘เต้-ไก่-กอล์ฟ’ ส่งออก ‘บิ๊กใหญ่’ ไป กห.
FEED X KHAOSOD AWARDS 2026 เปิดโหวตรางวัลยอดนิยม 6 สาขา ถึง 21 กันยายน นี้
E-DUANG |   เรื่องของคน เรื่องของกิเลส คนต้องคน ให้ทั่ว หัวถึงตีน