bg-single

คำ ผกา | วัฒนธรรมเป็นพิษ

23.02.2021

การที่ประเทศไทยถูกหน่วงเหนี่ยวไม่ให้เข้าถึงและกลายเป็นสังคมประชาธิปไตยมาจนถึงทุกวันนี้ มันสร้างความเสียหายทางวัฒนธรรม สติปัญญา และเหนี่ยวรั้งไม่ให้คนไทยเป็นอารยชนกับเขาเสียที

นอกจากจะไม่ได้กลายเป็นอารยชนแล้ว คนไทยจำนวนไม่น้อยยังทึกทักความไร้อารยะที่ตัวเองมีและเป็นนั้นคือ “มาตรฐานสากล” ที่ใครๆ ในโลกเขาก็เป็นกัน

อาการแบบนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า provincial หรือความ “บ้านนอก” “ความไม่รู้โลก” แต่หลงคิดว่าตนเองคือศูนย์กลางความเจริญของโลก หลงคิดว่าตนเองคืออู่อารยธรรมโลก

ล่าสุดที่พบเจอด้วยตนเองคือ เมื่อเข้าร่วมโปรแกรมเที่ยวโปรแกรมหนึ่ง ผู้จัดได้มีความหวังดีว่า ระหว่างรอเรือข้ามไปเกาะพะงันนั้น มีเวลาสอง-สามชั่วโมงจึงจัดบริการพิเศษให้ ไม่คิดค่าใช้จ่าย เราจะได้ไม่ต้องนั่งแกร่วๆ เบื่อๆ และในความปรารถนาดีก็แจ้งมาในกรุ๊ปไลน์ว่าจะพาไป “ไหว้พระ” จากนั้นไปนั่งกินกาแฟ ถ่ายรูปสวยๆ

ฉันตอบไปในกรุ๊ปไลน์ทันทีว่า “ไม่สะดวกไหว้พระค่ะ”

เหตุที่ตอบไปอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะฉันรังเกียจการไปวัด หรือไม่ชอบไหว้พระ ตัวฉันเองก็ไปไหว้พระ ทำบุญ ไปวัด ไปทำบุญโลงศพอะไรด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง

แต่ที่ “สะดุด” ความรู้สึกคือ การยัดโปรแกรม “ไหว้พระ” เข้ามานั้นมันสะท้อนวิธีคิดของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า “มีใครไม่ชอบไหว้พระด้วยเหรอวะ”

หรือ “การไหว้พระเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่คนทุกคนชอบโดยไม่ต้องสงสัย”

การทึกทักเอาเองว่า การ “ไหว้พระ” ต้องเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องอยากทำสิ ยังไม่เท่ากับทึกทักเอาเองว่า วัดดังๆ วัดที่เป็นกระแสในละคร วัดที่กำลังอยู่ในกระแส ไม่ว่าจะเป็นกระแสขอโชคลาภ หรือขอหวย ย่อมเป็นวัดที่ใครๆ ก็ต้องอยากไปสิ

หรือที่ฉันรำคาญที่สุดคือ เมื่อไปเชียงราย ทุกคนก็จะทึกทักว่า สถานที่ที่เราอยากไปคือ วัดร่องขุ่น

โนวววววววว – พอบอกว่าไม่ไปก็ต้องมีคำถามถามดังว่า “ทำไม มันเป็นไปได้ยังไงที่ในโลกใบนี้จะมีคนไม่อยากไปวัดร่องขุ่น”

ความ Provincial หรือความไม่อารยะ ในที่นี้คือ การที่เมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่อนุญาตให้สังคมนี้เป็นสังคมของรัฐฆราวาสที่แท้จริง ทำให้คนไทยไม่รู้และไม่ยอมรับรู้อะไรอีกหลายอย่างที่ “โลกสากล” เขาเป็นกัน

เช่น ไม่ยอมรับรู้ว่า การเที่ยวจัดโปรแกรม “ไหว้พระ” ใส่ลงไปในตารางทัวร์ หรือการท่องเที่ยวเป็นเรื่องเสียมารยาท และแสดงออกซึ่งความ insensitive ต่อบุคคลอื่นที่เราไม่มีวันรู้ว่าเขานับถือศาสนาอะไร หรือแม้กระทั่ง insensitive ต่อคนที่ไม่นับถือศาสนา

เมื่อพูดถึงคนไม่มีศาสนา คนไทยที่ provincial ก็จะเลิ่กลั่ก – เฮ้ย ได้ยังไงคนไม่มีศาสนา ตายแล้วใครจะทำพิธีให้ ตายไปใครจะส่งวิญญาณ เขาไม่มีศาสนา แล้วเขามีชีวิตกันยังไงนะ เขาสามารถทำชั่วได้โดยไม่ต้องกลัวบาปเลยใช่ไหม ฯลฯ

คนไทยซึ่ง provincial ก็จะไม่เข้าใจว่า ประเทศที่เขามีอารยะ เป็นรัฐฆราวาสนั้น โรงเรียนรัฐบาล สถานที่ราชการ ห้ามแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาใดๆ โดยสิ้นเชิง เพราะถือว่า “ราชการ” ต้องแสดงความเป็นกลางทางศาสนาอย่างเคร่งครัด และในปริมณฑลแห่งการเป็นฆราวาสนั้นต้องไม่มีมิติพิธีกรรมทางศาสนาใดๆ และพึงรำลึกว่าเรื่อง “ศาสนา” เป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนบุคคลมากๆ

การที่เราไม่เห็นว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่อง “ปัจเจก” ทำให้คนไทยมีปัญหากับทั้งศาสนาและความเชื่อของตนเองที่ไม่ตรงกับของผู้อื่นอยู่เสมอ

ความที่เอาศาสนาพุทธมาคู่กับความเป็น “ไทย” ก็ทำให้มีความพยายามสร้างบรรทัดฐานแห่งการเป็นพุทธแท้ พุทธเทียม พุทธพาณิชย์ พุทธที่ดี พุทธที่ไม่ดี

ซึ่งหากสังคมไทยเข้าใจว่าสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมาพร้อมกับรัฐฆราวาสที่ต้องมองเห็นเรื่องศาสนา ความเชื่อเป็นเรื่อง “รสนิยม” ของปัจเจก ตราบเท่าที่รสนิยมนั้นไม่ไปรบกวนใครหรือไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อน ก็ไม่ควรไปพิพากษาว่า แบบไหนแท้กว่ากัน

เช่น วัดที่มีการก่อสร้างศาสนสถานโอฬาริกใหญ่โต เปิดวัดเป็นที่บวงสรวงบูชา ขอหวย ขอเนื้อคู่ ขอโชคลาภ – ตราบเท่าที่สถาปัตยกรรมของวัดไม่ผิดกฎหมายผังเมือง พิธีกรรมของวัดไม่ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้าน หรือความโกลาหลคึกคักของวัดได้รับการบริหารจัดการจนไม่เป็นภาระแก่ชุมชน

วัดนั้นก็ไม่ควรจะถูกประณามอะไร เพราะความเชื่อของคนที่ศรัทธา เป็นความเชื่อและรสนิยมของเขา

เมื่อคนไทยจำนวนมากไม่เข้าใจทั้งเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นรัฐฆราวาส แถมยังคิดว่า “ศาสนา” เป็นสิ่งที่ดีด้วยตัวของมันเองโดยปริยาย ยิ่งเป็นศาสนาพุทธยิ่งดีโดยปริยายยิ่งกว่า

เวลาที่คนไทย “ไปวัด” จึงใช้คำว่า “ไหว้พระ” ราวกับว่าสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน

แต่ความจริงแล้ว เราสามารถไปวัดและศาสนสถานของทุกศาสนาในฐานะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตยกรรม เราสามารถไปวัดเพื่อจะไปอิ่มเอิบกับความงามทางสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง สวน ภูมิทัศน์ของวัด โดยไม่จำเป็นต้องไป “ไหว้พระ”

พระพุทธรูปในเมืองไทยจำนวนมาก มีความหมายเชิงศิลปะอย่างเอกอุ ควรมีพื้นที่สำหรับการไปนั่งในโบสถ์ วิหาร เพื่อกำซาบความงามของประติมากรรมได้เท่าๆ กับที่เราไปไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

เราควรไปโบสถ์ ไปเยี่ยมชมมัสยิดได้ในมิติเดียวกับที่เราไปชมมิวเซียม ไปเรียนรู้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีมิติของความศรัทธาแบบศาสนิก แต่สามารถไปโดยความเคารพต่อประวัติศาสตร์ ต่อสถาปัตยกรรม ต่องานศิลปะที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาบนความศรัทธาของศาสนานิกกลุ่มหนึ่งได้เช่นกัน

แต่ก็นั่นแหละ ฉันก็พบว่ามีคนไทยจำนวนมากที่อ่อนไหวต่อคำว่า “ไหว้พระ”

พอมีใครชวนไป “ไหว้พระ” ก็จะปีติขึ้นมาทันทีและพร้อมไปด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะนั่นคือกิจกรรมที่หมายถึงการทำ “ความดี” ที่ในโลกนี้ไม่มีใครเขาปฏิเสธกันหรอก

ดังนั้น เราจึงมีคนที่โพสต์รูปไปวัด ทำบุญ ปล่อยปลา ในเฟซบุ๊กแล้วก็เขียนแคปชั่นว่า “เอาบุญมาฝาก”

จากนั้นก็จะมีคอมเมนต์ว่า “สาธุๆๆๆๆ” รัวๆ ไป เหมือนเป็นอุปาทานหมู่ และราวกับว่าถ้าไม่ไปเข้าร่วมสาธุ เราจะพลอยบาปไปด้วย

หรือแม้กระทั่งมีสายการบินที่ทำมาหากินไม่ได้ช่วงโควิด เกิดไอเดียบรรเจิด บินวนไหว้พระเก้าวัด หรือบินวนรูปหัวใจไปเช็กอินไหว้พระกลางอากาศ – เอิ่ม – คิดว่าขนมพอผสมน้ำยา เพราะลูกค้าคนไทยก็คงถูก “ตก” ทางการตลาดด้วยคำว่า “ไหว้พระ” ทันที เพราะการ “ไหว้พระ” เป็นสิ่งที่ดีโดยไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้วนี่

ได้ช่วยชาติ ได้ช่วยสายการบินแห่งชาติ แถมยังได้บุญ

คุ้มกว่านี้มีอีกไหม

ถ้าสังคมไทยได้รับการ “อนุญาต” ให้เป็นสังคมประชาธิปไตย เราคงได้เข้าใจและตระหนักในคุณค่าแห่งการเป็นรัฐฆราวาส จากนั้นเราคงเรียนรู้ที่จะเคารพตนเองในฐานะมนุษย์ เคารพผู้อื่นเพียงเพราะเขาเป็นมนุษย์ โดยไม่ต้องพ่วงเอาคุณสมบัติว่าเป็นคนดีไหม เป็นพุทธมามกะไหม เป็นคนถือศีลไหม ไหว้พระไหม เป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียม และคงจะ sensitive พอที่จะรู้ว่ากิจกรรม “ไหว้พระ” นั้นไม่ใช่กิจกรรมที่เอาไปชวนคนแปลกหน้าไปร่วมด้วยได้เลย

และถ้าเราได้รับอนุญาตให้เป็นสังคมประชาธิปไตยมาตลอด เราคงได้เรียนรู้ว่าประเทศนี้จะดีหรือไม่ดี จะน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็นเมืองพุทธ หรือไม่เป็นเมืองพุทธ

แต่เกี่ยวกับระดับความเป็นประชาธิปไตยในสังคม ที่หมายถึง การมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน การมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น ระดับความเข้มข้นของการเป็นรัฐสวัสดิการ และสถิติทางอาชญากรรมที่ต่ำ ไม่เกี่ยวกับการถือ “ศีล” แต่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ การกระจายความมั่งคั่ง และการออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต

ถ้าเราได้รับอนุญาตให้มีประชาธิปไตย รัฐจะไม่ใช้ข้ออ้างทาง “ศาสนา” มาควบคุมชีวิตการกิน ดื่ม ของประชาชน

รวมทั้งจะไม่มีวาทกรรมว่าด้วยบาป บุญ มากดทับศักยภาพ โอกาสของมนุษย์ หรือใช้เป็นข้อแก้ตัวว่าทำไมคนบางคนจึงมีสถานะสูงกว่า มีชีวิตที่ดีกว่าคนอีกหลายคนเพียงเพราะเขาทำบุญมากกว่า

เมื่อเราไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีประชาธิปไตย สิ่งที่น่าเศร้าเรามักไม่รู้ว่าเราถูกขังให้เป็นมนุษย์อนารยะ หรือค่อนข้างจะ provincial โลกแคบ และคิดว่าอะไรที่เป็นไทย คืออะไรที่ใครๆ ในโลกนี้เขาก็เป็นกันทั้งนั้น

และพอพบว่าที่อื่นไม่ได้เป็นแบบนี้ก็แถไปว่า “เพราะเราอารยะกว่าคนอื่นไง คนอื่นมันบ้านป่าเมืองเถื่อน ดูสิ ฝรั่งยังต้องมาบวช มาเรียน มาพึ่งพระพุทธศาสนา” ว่าซั่น

และที่เกิดขึ้นง่ายดายเหมือนไร้พิษสงก็คือ เราสามารถลงโปรแกรมท่องเที่ยวได้อย่างสามัญธรรมดาว่า “ไหว้พระ” โดยมั่นใจมากว่า จะไม่มีใครไม่ชอบ

สาธุ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด