bg-single

รัฐบาล ‘กัดฟัน’ ลดภาษี 3 บาทตรึงดีเซล ในกระแสน้ำมัน ‘ขาขึ้น’/บทความพิเศษ ศัลยาประชาชาติ

18.02.2022

บทความพิเศษ

ศัลยาประชาชาติ

 

รัฐบาล ‘กัดฟัน’

ลดภาษี 3 บาทตรึงดีเซล

ในกระแสน้ำมัน ‘ขาขึ้น’

 

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลงหลังจากที่พุ่งทะยานเกินกว่า 95 เหรียญ/บาร์เรล (ปรับตัวสูงสุดในรอบ 7 ปี) ไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาล่าสุดของน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ 92.07 เหรียญ/บาร์เรล หรือลดลง 3.39 เหรียญ/บาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 93.28 เหรียญ/บาร์เรล หรือลดลง 3.20 เหรียญ/บาร์เรล

การลดลงของน้ำมันดิบถึง 3 เหรียญ/บาร์เรลภายในแค่ชั่วข้ามคืนเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อรัสเซียเริ่มถอนทหารบางส่วนห่างจากชายแดนยูเครน หลังจากพื้นที่พิพาท “โดเนตสก์-ลูฮันสก์” ที่รัสเซียให้การสนับสนุนกำลังจะแยกจากยูเครนออกมาเป็นรัฐอิสระ

นักวิเคราะห์ราคาน้ำมันเชื่อว่า การผ่อนคลายความตึงเครียดในยูเครนรอบนี้มีผลทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกไม่พุ่งเกินไปกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรลเหมือนอย่างผลการวิเคราะห์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อกันว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มจะขึ้นไปถึง 120 เหรียญ/บาร์เรล หากรัสเซียบุกยูเครนจริง

 

แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะไม่ถึง 100 เหรียญ แต่ก็จะไม่ต่ำกว่า 90 เหรียญ/บาร์เรลในช่วงนี้แน่ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันมีมากกว่าการผลิต ประกอบกับกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (OPEC+) ยังคงยึดมั่นตามข้อตกลงเดิมที่มีมติให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบสำหรับเดือนมีนาคมเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาน้ำมันยังนับเป็น “ขาขึ้น” สำหรับประเทศไทยที่มีการประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันมากกว่า 8 ครั้ง ในขณะที่รัฐบาลเลือกที่จะ “ตรึงราคา” น้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกินไปกว่าลิตรละ 30 บาทโดยอาศัยการ “อุดหนุน” จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในเบื้องต้นที่เชื่อกันว่าราคาน้ำมันดิบน่าจะอยู่แถวๆ 80-85 เหรียญ/บาร์เรล แต่เอาเข้าจริงในช่วงหลังปีใหม่ราคาน้ำมันดิบกลับขยับขึ้นไปทะลุ 90 เหรียญ/บาร์เรล

แต่รัฐบาลยังคง “กัดฟัน” ที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อไป ท่ามกลางข้อเรียกร้องของภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการขนส่ง ที่อยากเห็นราคาน้ำมันดีเซล “ต่ำกว่า” ลิตรละ 30 บาท

 

การตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อเนื่องจากปลายปี 2564 มาถึงต้นปี 2565 โดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ “เงินอุดหนุน” ราคาน้ำมันจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “ไหลออก” อย่างต่อเนื่อง

จากตัวเลขประมาณการฐานะกองทุนน้ำมัน ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 กองทุนอยู่ในฐานะติดลบ 14,080 ล้านบาท ทว่า มาถึงปัจจุบันกองทุนติดลบหนักขึ้นไปอีกถึง 18,151 ล้านบาท (13 กุมภาพันธ์ 2565)

ในจำนวนนี้หากจะพิจารณา “ไส้ใน” พบว่า กองทุนติดลบจากการชดเชยราคาก๊าซ LPG สูงถึง 25,761 ล้านบาท ขณะที่บัญชีกองทุนน้ำมันแม้จะยังเป็นบวกอยู่ที่ตัวเลข 7,610 ล้านบาท แต่ก็จะ “ลดลง” มาเรื่อยๆ จากตัวเลขที่ 10,589 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มกราคม 2565

นั่นหมายความว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เงินชดเชยจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไหลออกไปเรื่อยๆ บัญชีน้ำมันจากที่ยังเป็นบวกก็จะกลายเป็นติดลบเหมือนกับเงินในบัญชีก๊าซ LPG ไม่เกินกลางเดือนมีนาคม และจะส่งผลให้สถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยรวมจะติดลบเกินไปกว่า 20,000 ล้านบาท

นำมาซึ่งการขอแก้ไขแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง กรณีฐานะกองทุนน้ำมันติดลบ 20,000 ล้านบาทให้หยุดการชดเชย แก้มาเป็น หรือติดลบตามจำนวนที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 26 (3) ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทน เพื่อ “เปิดช่อง” ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถ “อุดหนุน” ราคาน้ำมันดีเซลต่อไปได้อีก

แสดงให้เห็นถึงภาวะวิกฤตในการขาดสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังจะเกิดขึ้น ในขณะที่การ “กู้ยืม” เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ ครม.มีมติอนุมัติให้กองทุนกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศเป็นจำนวนไม่เกิน 30,000 ล้านบาท (กู้เฉพาะวงเงิน 20,000 ล้านบาท ตามกรอบกฎหมายของกองทุนน้ำมันที่มีอยู่และให้ดำเนินการกู้เพิ่มวงเงิน 10,000 ล้านบาทได้อีกตามพระราชกฤษฎีกา) ซึ่งมีมติมาตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรากฏจนกระทั่งถึงขณะนี้ยังไม่มีสถาบันการเงินแห่งใดให้ความสนใจที่จะให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกู้ยืมเงินเลย

 

ท่ามกลางความกดดันจากภาคการขนส่งและภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลปรับลดราคาน้ำมันดีเซลให้ “ต่ำลงมา” กว่า 30 บาท/ลิตร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะตรึงต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ ไม่ให้ปรับราคาสูงเกินไปกว่าที่จำหน่ายในปัจจุบัน ทางออกสุดท้ายของรัฐบาลในเวลานี้ก็คือ ภาวะ “จำยอม” ที่จะต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง หลังจากที่ยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมลดภาษี ซึ่งเป็นรายได้หลักของรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น

ล่าสุด ในการประชุม ครม.วันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท/ลิตร จากราคา 5.99 บาท/ลิตร ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน หรือจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 (ส่วนน้ำมันไบโอดีเซลอัตราภาษีที่ลดให้ก็จะลดน้อยลงตามสัดส่วนของเกรดน้ำมันที่ผสม) การยอมลดภาษีสรรพสามิตเฉพาะที่เรียกเก็บจาก น้ำมันดีเซลลงในขณะนี้ ทางกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะสูญเสียรายได้รวม 17,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 5,700 ล้านบาท เพื่อแลกกับความเชื่อที่ว่า สินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับลดราคาลง

แต่มีข้อน่าสังเกตว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท/ลิตรในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีก ณ หน้าสถานีบริการน้ำมันลดลงทันที 3 บาท/ลิตร หรือ จากราคาปัจจุบันที่ 29.94 บาท/ลิตร ลดมาเป็น 26.94 บาท/ลิตร

เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตจากการ “ขาดสภาพคล่อง” เงินกองทุนไหลออกไปสู่จุดที่กองทุนจะติดลบเกินกว่า 20,000 ล้านบาท ตราบเท่าที่กองทุนยังไม่สามารถหาเงินกู้อีก 20,000 ล้านบาทเข้ามาเสริมสภาพคล่องได้

 

แม้มติ ครม.ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจะเปิดทางให้กองทุนสามารถ “ชดเชย” ราคาน้ำมันดีเซลได้ต่อไป แต่ก็จะส่งผลกระทบต่อกองทุนในระยะยาวในภาระที่บัญชีจะต้องติบลบมากขึ้นเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

จนเป็นที่มาของสูตรการลดภาษีสรรพสามิตที่จะให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลง 2 บาท/ลิตร ในส่วนที่เหลืออีก 1 บาท/ลิตรก็จะ “กันไว้” ใช้บริหารเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นจาก 2 กรณี คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงมาสู่ภาวะปกติ หรือมีสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งยอมให้กองทุนน้ำมันกู้ยืมเงินได้

สะท้อนให้เห็นถึงภาวะจนตรอกของรัฐบาลในการที่จะฝ่าวิกฤตราคาน้ำมัน อย่าว่าแต่ข้อเรียกร้องของภาคการผลิตที่ต้องการให้ราคาน้ำมันดีเซล “ต่ำกว่า” 30 บาท/ลิตรเลย

เพียงแค่การ “ตรึงราคา” ไว้ไม่ให้เกินไปกว่า 30 บาท/ลิตรก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ท่าทีที่ต่าง ต่อ รัฐธรรมนูญ ภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย
“รมช.พลพีร์“ สวนแรง อย่าเก่งแต่ค้านแบบสร้างภาพ ขอหลักฐานด้วย จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วยคนภูเก็ต หลังสส.ส้ม ปูด ภูเก็ต ยังมีรีดส่วยประชาชน
ลิซ่า จี้ ความชัดเจนกรณีโยกย้ายข้าราชการและการขยับฐานอำนาจ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ