E-DUANG : กระบวน ความกลัว รัฐประหาร กระบวน ความคิด กรณีข่มขืน

การออกมา”ปราม”ประชาชนมิให้ไป”ม็อบ”ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นปัจจัยก่อให้เกิด”รัฐประหาร”
คือเงาสะท้อนอย่างสำคัญแห่งกระบวนการทางความคิด
บางคนถึงกับเปรียบเทียบอย่างร้อนแรงไปถึงสถานการณ์ข่มขืนที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าโดยเน้นอย่างหนักแน่นไปยัง”เหยื่อ” มากกว่า”นักข่มขืน”
นั่นก็เห็นได้จากเสียงคำหนิที่ว่า หาก”เหยื่อ”ไม่แต่งตัวยั่วยวน หาก”เหยื่อ”ไม่ไปปรากฏตัวในพื้นที่อโคจร โอกาสที่จะเกิดการข่มขืนก็คงไม่มี
นั่นเท่ากับเป็นการตำหนิ”เหยื่อ” นั่นเท่ากับเป็นการลงโทษต่อ”เหยื่อ” โดยมิได้คำนึงถึงความพร้อมและความตั้งใจอย่างเต็ม เปี่ยมจาก”นักข่มขืน”
จึงเมื่อมี”รัฐประหาร”เกิดขึ้นก็มองข้ามความพร้อมของบรรดานักรัฐประหารและผู้สมคบคิด หากแต่พุ่งเป้าไปยังประชาชนอันเป็น”เหยื่อ”ของรัฐประหาร
ทั้งๆที่ระยะหลังบรรดานักรัฐประหารล้วนดำเนินกลยุทธ์อย่างแยบยลผ่านเหล่าผู้”สมคบคิด”
ในที่สุดแล้วสังคมและประชาชนต่างหากที่ตกเป็น”เหยื่อ”
กระบวนการมองภาพการเคลื่อนไหวของเยาวรุ่นทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จึงน่าศึกษาและนำมาเป็นบทเรียน อย่างมีนัยสำคัญ
การออกมาของ”เยาวชนปลดแอก”และ”แนวร่วมธรรม ศาสตร์และการชุมนุม”มีคนจำนวนไม่น้อยชื่นชมยินดี
ขณะเดียวกัน ภายในความชื่นชมยินดีในความตื่นตัวของเยาวชนคนรุ่นใหม่นั้นก็มีบางกลุ่มในทางความคิดมองตามความ เคยชินแบบเก่า
นั่นก็คือ มองเห็นว่าเยาวชนรุ่นใหม่เหล่านี้คิดไม่เป็นหากแต่ดำเนินไปอย่างเป็นเครื่องมือของบางพรรคการเมืองและบางคนซึ่งคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
เมื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้ถูกสลายการชุมนุม ถูกล้อมปราบจึงตำหนิเยาวชนมากกว่าจะตำหนิกลไกแห่งอำนาจรัฐ
ความคิดเช่นนี้เมื่อประสบเข้ากับภาพการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนปลดแอก ไม่ว่าจะเป็นศิลปะปลดแอก ไม่ว่าจะเป็นแร็พต่อต้านเผด็จการ
จึงแทนที่จะมองเห็น”พลัง”และเข้าใจใน”ความคิด”
กลับมองเห็นว่าถูกว่าจ้างและอาจตกเป็นเหยื่อกลายเป็นเครื่องยั่วยุให้เกิดการรัฐประหารจากกองทัพ
นี่ย่อมสะท้อนรากฐานและวิธีวิทยาในทางความคิดเด่นชัด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
