bg-single

“เปรต” พันธุ์แท้จากอินเดียตัวผอมกรัง แล้วทำไมเปรตพันทาง พันธุ์ไทย จึงสูงชะลูด?

30.11.2017

ในโองการแช่งน้ำพระพัทธ์มีคำว่า “ผีชรมื่นดำ” ซึ่งก็มีผู้รู้พยายามทั้งในแวดวงการอ่านศิลาจารึก และวรรณกรรมไทยได้พยายามอธิบายความเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีข้อสรุปเอาไว้ชัดๆ ว่าหมายถึงอะไรกันแน่?

คำว่า “ผี” หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นบรรพบุรุษที่สามารถให้คุณให้โทษ ไม่ได้หมายถึงสิ่งเร้นลับน่ากลัว ที่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอนคนอย่างเดียว แต่คำ “ชรมื่นดำ” นี้ยังเป็นปัญหาด้วยเป็นคำเก่าที่ตายไปแล้ว เพราะไม่มีใครใช้ในชีวิตประจำวันอีก และก็เป็นเพราะอย่างนี้แหละครับ ที่ทำให้ใครต่อใครเขาต้องมาพากันมาให้คำอธิบาย

ปราชญ์อย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ เคยสันนิษฐานว่า “ดำ” ในที่นี้ควรความหมายถึง “ด้ำ” หรือ “ผีบรรพบุรุษ” มีหลักฐานเปรียบเทียบกับคำว่า “ดำพงศ์” ใน จารึกสุโขทัย หลักที่ 45 (พ.ศ.1935) ซึ่งกล่าวถึงอยู่ในช่วงต้นของการอัญเชิญผีบรรพบุรุษทั้งหลายมาเป็นพยานในการ “สบถ” คือการสาบานกัน โดยในที่นี้เป็นการสบถสาบานระหว่างปู่ ระหว่างหลาน ดังความในจารึกว่า

“(ว)งศาหนพระยาผู้ปู่ ปู่พระยา ปู่เริง ปู่มุง ปู่พอง ปู่ฟ้าฟื้น (ผ)ากอง ปู่พระยาคำฟู (พระ)ยาผากองเท่านี้ ดำพงศ์กำว (ผี)สิทธิแล แต่นี้ดำพงศ์ ผีปู่ผาคำ…”

“ดำ” ในที่นี้ย่อมหมายถึง “บรรพบุรุษ” และชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีคำว่า “พงศ์” คำยืมจากภาษาสันสกฤตที่หมายถึง วงศ์วานว่านเครือ ดังนั้น ในสุโขทัย ยุคใกล้เคียงกับสมัยที่แต่งโองการแช่งน้ำฯ จึงมีร่องรอยของคำว่า “ดำ” ที่หมายถึง “ผีด้ำ” คือ “ผีบรรพบุรุษ”

 

จิตรได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า คติการนับถือ “ผีด้ำ” คงไม่เป็นที่นิยมในอยุธยานัก จึงแทบจะไม่ปรากฏหลักฐาน

แต่ในบรรดางานเขียนเกี่ยวหนังสือแช่งน้ำฯ ที่กระจัดกระจายมาตั้งแต่แรกเริ่มของจิตร บางข้อเขียนก็ดูจะยังไม่มั่นใจในความเห็นนี้นักจึงแปลความเป็นอื่นไป จึงได้อธิบายไว้ต่างกรรมต่างวาระ และต่างความหมายกันว่า คือ “ผีชรมื่นดำ” คือ “ผีเปรต” เพราะตัวดำทะมึน

นักวิชาการด้านวรรณคดีในยุคหลังของจิตร อย่าง ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แย้งจิตรว่าไม่ควรเป็นผีด้ำ

“เพราะตอนต้นก็กล่าวถึงผีพรายคือผีทั่วไปที่ตายในน้ำ จึงควรเป็นผีชรหมื่นดำคือผีทั่วไปที่ตัวดำและสูงใหญ่มากกว่า”

คำอธิบายนี้ถึงจะใกล้เคียงกับข้อสันนิษฐานว่า “ผีชรมื่นดำ” เป็น “ผีเปรต” ของจิตรอยู่มาก แต่ก็แตกต่างจากคำอธิบายของจิตรอยู่ด้วย เพราะถึงแม้ อ.ชลดา ท่านจะว่าเป็นผีตัวสูงใหญ่ แต่ก็เป็นเพียง “ผีทั่วไป” ที่ “ตัวดำ” และ “สูงใหญ่” เท่านั้น ไม่ใช่ “ผีบรรพบุรุษ” แบบที่จิตรสันนิษฐานเอาไว้

แต่คำว่า “ชรมื่น” “ชระมื่น” “ชรหมื่น” หมายถึง “ทะมื่น” “ทะมึน” ในพจนานุกรมของปราชญ์ผู้เป็นนายของภาษาอีกท่านหนึ่งอย่าง อ.เปลื้อง ณ นคร ก็ให้ความหมายไว้อย่างเดียวกันนี้ แต่ควรสังเกตด้วยว่า ในจารึกสุโขทัย หลักที่ 45 มีคำ “ปู่ชระมื่น หมื่นห้วย แสนดง” ปรากฏอยู่ด้วย

เมื่อพิจารณาถึงตรงนี้แล้ว “ปู่ชระมื่น” ในจารึก “ปู่สบถหลาน” ปรากฏอยู่ในส่วนที่กล่าวถึง “ดำพงศ์” ผีปู่ “ทั้งหลายอันมีในน้ำในถ้ำ” ดังนั้น ถ้าจะเชื่อว่า อ.เปลื้อง ท่านอธิบายเอาไว้ไม่ผิด “ผีชรมื่นดำ” ในโองการแช่งน้ำฯ จึงควรเป็น “ผีบรรพบุรุษ” คือ “ผีด้ำ” อย่างที่บุคคลระดับไอคอนของวิชานิรุกติศาสตร์ไทย (กล่าวโดยสรุปก็คือ คือวิชาที่ว่าด้วยการสืบรากที่มา และความหมายดั้งเดิมของคำ) อย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ ได้สันนิษฐานเอาไว้แต่แรกนั่นแหละครับ

 

ลักษณะของผี “ทะมึน” สูงใหญ่ ที่จิตรอธิบายว่าเป็น “เปรต” นั้น เป็นจินตนาการถึงเปรตที่ต่างไปจากอินเดีย เพราะในอินเดีย คำว่าเปรต มีความหมายถึง “ผีบรรพบุรุษ” แต่ไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่อย่างที่คนไทยฝันถึงเลยสักนิด

“เปรต” เป็นคำแขกนะครับ ดังนั้น จึงสันนิษฐานไว้ได้ก่อนเลยว่าเป็นของอิมพอร์ตเข้ามาในอุษาคเนย์ ภาพลักษณ์หรือความเข้าใจบางอย่างจึงแตกต่างออกไปจากในอินเดียแน่ๆ

ความในพุทธประวัติเล่าถึง “เปรต” ไว้ตอนหนึ่งว่า มีบรรดาเปรตซึ่งเคยเป็นวงศาคณาญาติของพระเจ้าพิมพิสารมาขอส่วนบุญกับพระองค์

จึงเห็นได้ว่า ในความคิดเก่าแก่ดั้งเดิมของอินเดีย “เปรต” หมายถึง “ผีบรรพบุรุษ”

และต้องเป็นบรรพบุรุษที่ “หิวโหย” เสียด้วย ไม่เช่นนั้นจะมาขอส่วนบุญจาก พระเจ้าพิมพิสารให้เสียฟอร์มทำไมกัน?

จินตกรรมของเปรตในอินเดีย จึงมีลักษณะเด่นอยู่ที่ความผอมกรัง (และรวมถึงลักษณะอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่เป็น “ทุโภชนาการ” ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างพุงโล หรืออะไรต่างๆ อีกสารพัด) เพื่อเน้นย้ำอยู่ที่ความหิวโหย มากกว่าจะเป็นรูปร่างใหญ่สูงชะลูด อย่างที่เป็นลักษณะเด่นของผีเปรตพันธุ์ไทยแท้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ พี่ไทยเราจะจับเอาเปรตมายืดตัวให้สูงเล่นมันเสียอย่างนั้นนะครับ

เรื่องนี้มันมีที่มาอยู่เหมือนกัน

 

ความเข้าใจว่าเปรต หมายถึงผีบรรพบุรุษ ตามอย่างแขกยังคงเหลือร่องรอยอยู่ในประเพณีชิงเปรต ทางใต้ของบ้านเรา เพราะ “เปรต” ในพิธีนี้ก็เป็นผีบรรพบุรุษเหมือนกัน และในภาษาใต้บางท้องถิ่น คำว่าเปรต ก็ยังหมายถึงผีบรรพบุรุษอยู่ด้วย

ร่องรอยต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเราได้เอาผีพื้นเมืองบางชนิดมาจับบวชด้วยชื่อบาลี ของอะไรที่เรียกกันทั่วไปว่า “เปรต” นั่นเอง

เปรตที่เคยเป็นผีบรรพบุรุษ ซึ่งเราอิมพอร์ตเข้ามาจากอินเดียจึงถูกจับตบแต่งเสื้อผ้าหน้าผมเสียใหม่ จนกลายเป็นผีที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ไม่เหมือนสมัยอยู่ในอินเดียที่ผอมกรังเพียงอย่างเดียว เพราะในจักรวาลวิทยาเดิมๆ ก่อนรับศาสนาพุทธเข้ามาของไทยเองก็มีผีบรรพบุรุษอยู่เหมือนกัน แถมผีบรรพบุรุษตนนั้นยังมีรูปร่างสูงใหญ่เสียด้วย

การปะปนกันระหว่างจินตกรรมเรื่องผีบรรพบุรุษของพื้นเมือง และของนำเข้าจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรนัก

(น่าสังเกตได้ด้วยว่า ในสมัยอยุธยาผีเปรตพันธุ์ทาง พันธุ์ไทย อาจจะไม่ได้มีรูปร่างสูงยาวเข่าดีเหมือนกันไปหมดตามอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบันนี้ แต่ยังมีเค้ารางรูปร่างของเปรตพันธุ์แท้ เมด อิน อินเดีย ปะปนอยู่มาก สังเกตได้จากภาพจิตรกรรมรูปเปรตประเภทต่างๆ ในสมุดภาพไตรภูมิ ที่วาดขึ้นในสมัยอยุธยา 2 ฉบับ ที่เก็บอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ในกำกับของกรมศิลปากร)

ผีเปรตที่เคยอาละวาดอยู่แถววัดสุทัศน์ จึงเป็นผีเปรตคนละสปีชีส์กันกับที่พากันไปขอส่วนบุญพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่

ผีเองก็คงจะไม่ได้ต่างอะไรไปจากคนเท่าไหร่นักนะครับ จะไปอยู่บ้านไหน เมืองไหน ก็ต้องอยู่ให้เป็น ไม่อย่างนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ ผีจึงต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละท้องที่ ผีเปรต ที่ดูหย็องกรอด ตัวแห้งๆ ในอินเดีย ก็เลยต้องมาเทกแคลเซียม เสริมกระดูกกันเสียจนให้สูงชะลูด เพื่อที่จะให้อยู่รอด และมีที่ยืนอยู่ในแวดวงผีแบบไทยๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย