หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
เล่าถวาย ‘พระธรรมทูต’
บ่ายวันนี้ผมมีเวลานั่งนิ่งอยู่กับบ้านโดยไม่ต้องเดินทางไปไหน เป็นโอกาสให้ได้เขียนหนังสืออยู่นี่ล่ะครับ แต่เมื่อเช้านี้ผมออกไปข้างนอกบ้านเพื่อไปทำหน้าที่ตามนัดหมายสำเร็จเรียบร้อยไปหนึ่งภารกิจแล้ว ชั่วโมงนี้จึงได้รับอนุญาตจากตัวเองให้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ
แม้หลายท่านจะไม่อยากทราบว่าเมื่อเช้าผมไปทำอะไรมา แต่ผมก็จะดื้อดึงเล่าให้ท่านทราบอยู่ดีว่าเมื่อเช้าผมไปไกลถึงศาลายาโน่นทีเดียว ที่ตำบลสถานที่แห่งนั้นซึ่งอยู่เลยพุทธมณฑลไปนิดหน่อยเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย”
สองสามวันที่ผ่านมานี้ มีการประชุมและฝึกอบรมพระธรรมทูตของคณะธรรมยุตที่ไปปฏิบัติหน้าที่มาแล้วหรือจะไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามอุดมการณ์ของพระธรรมทูต
เมื่อท่านมาประชุมพร้อมกันอย่างนี้จำนวนกว่าร้อยรูป ทางฝ่ายผู้จัดเห็นว่าควรจะเชิญชวนให้ผมไปพบกับพระธรรมทูตทั้งหลาย เผื่อว่าผมมีอะไรจะเล่าถวายท่านบ้าง ขณะเดียวกันท่านก็คงมีอะไรอีกมากที่จะเล่าแบ่งปันกับผม
หลังจากเวลา 2 ชั่วโมงเช้าวันนี้ผ่านไป ผมเข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการทำงานของแต่ละคนต่อไปในวันข้างหน้าไม่น้อยเลยทีเดียว
งานพระธรรมทูต คือ งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนที่ห่างไกล ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยสำหรับความรับรู้ของชาวพุทธโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย
นึกย้อนเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็ได้เคยมีพระธรรมทูตสองรูปชื่อ พระโสณเถระ กับพระอุตรเถระ อุตสาหะเดินทางมาจากประเทศอินเดียเพื่อนำพระพุทธศาสนามาประดิษฐานในประเทศไทย ทำให้ชาวเราได้มีพระพุทธศาสนาเป็นหลักใจสืบมาจนถึงทุกวันนี้
หากนึกย้อนดูในประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนหนังสือมาจากโรงเรียน นอกจากคำว่าพระธรรมทูตแล้ว ผมยังคุ้นเคยกับคำว่า สมณทูต อีกคำหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น ในตอนปลายสมัยอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินเมืองลังกาได้ทรงส่งสมณทูตมาเฝ้าพระเจ้าบรมโกศ เพื่อขอพระภิกษุสงฆ์จากเมืองไทยไปทำพิธีอุปสมบทให้กับชาวลังกาซึ่งสิ้นสมณวงศ์เสียแล้ว คือ มีพระเหลือน้อยจนไม่สามารถทำพิธีอุปสมบทให้กับพระใหม่ได้ ต้องลงเรือมาขอพระจากอยุธยาไปเกาะลังกาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว
ชื่อเสียงของพระอุบาลีเถระซึ่งเป็นพระภิกษุผู้ทรงคุณธรรมความรู้จากอยุธยาที่ได้ออกไปทำพิธีบวชให้กับชาวลังกาจนกระทั่งก่อกำเนิดเป็นนิกายสยามวงศ์ในประเทศศรีลังกาสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ยังเป็นที่รู้จักและยกย่องกราบไหว้กันอยู่เลยครับ
ประเด็นสำคัญที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับพระธรรมทูตทั้งหลายเช้าวันนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องธรรมะธัมโมซึ่งไม่ใช่ของถนัดของผมแต่อย่างใดทั้งสิ้น พระคุณเจ้าทั้งหลายในห้องประชุมแห่งนั้นท่านสันทัดกรณีกว่าผมเยอะ
แต่หัวข้อการสนทนาที่ผมพอมีวี่แววความรู้อยู่บ้าง คือ ข้อพิจารณาว่าในเวลาที่พระธรรมทูตออกไปปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระศาสนาอยู่ในต่างประเทศ มีเรื่องกฎหมายที่ต้องระมัดระวังอยู่หลายแง่มุม
และข้อสำคัญคือกฎหมายที่ว่านี้ไม่ใช่กฎหมายเมืองไทยเสียด้วย หากแต่เป็นกฎหมายของประเทศหรือรัฐนั้นๆ ที่ท่านไปปฏิบัติหน้าที่
ในเวลาที่ท่านทั้งหลายเป็นพระภิกษุอยู่ที่เมืองไทย ถึงแม้ไม่ได้เรียนวิชากฎหมายมาเลย แต่ด้วยความคุ้นเคยมาแต่ดั้งเดิม พระธรรมทูตทุกรูปย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าสิ่งใดชอบด้วยกฎหมาย สิ่งใดผิดกฎหมาย อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ที่ดินและทรัพย์สินของวัดมีกติกากำกับดูแลอย่างไรท่านก็พอรู้อยู่
แต่เวลาไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ความรู้ที่มีติดตัวมาจากเมืองไทยแทบใช้งานไม่ได้เลยครับ
ยกตัวอย่างเช่น ข้ออภิปรายของผมปรารภถึงเหตุการณ์ในอดีตว่า แต่เดิมมาพระของเราไม่ได้มีความรู้แต่ในเรื่องศีลเรื่องธรรมเพียงเท่านั้น แต่หลายรูปมีความสามารถความถนัดในเชิงช่าง ออกแบบและก่อสร้างเจดีย์วิหาร กุฎิสงฆ์ หอระฆัง และอื่นๆ ได้ด้วยตัวท่านเอง เมื่อเวลาผ่านไปนานปี สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นได้กลายเป็นโบราณสถานมีคุณค่าของบ้านเมืองก็มีอยู่มากมาย
แม้เป็นพระยุคใหม่ไม่ถนัดออกแบบลวดลายหรือก่อสร้างอะไรมากมายอย่างพระรุ่นโน้น แต่ถ้าเป็นงานช่างเล็กน้อยและท่านพอมีความรู้อยู่บ้าง เช่น เดินสายไฟจากจุดโน้นไปถึงจุดนี้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง พระหลายรูปก็ลุกขึ้นทำงานช่างเหล่านั้นเอง ไม่ต้องรบกวนใคร แถมยังประหยัดสตางค์ดีด้วย
ญาติโยมเห็นเข้าก็อนุโมทนาว่าท่านไม่นั่งดูดาย เป็นการดีแล้วที่ท่านทำอย่างนั้น
แต่ในต่างประเทศ วิธีคิดวิธีมองของเขาอาจจะแตกต่างไปจากเรา
พระธรรมทูตรูปหนึ่งเมตตาเล่าให้ผมฟังว่า ในประเทศที่ท่านไปปฏิบัติงานอยู่ มีพระจากเวียดนามไปตั้งวัดอยู่ที่เมืองเดียวกันกับท่าน พระเวียดนามก็เหมือนกันกับพระบ้านเรานี่แหละครับ คือ เดินสายไฟฟ้าด้วยตัวเองไม่ต้องกวนญาติโยม
ปรากฏว่าต่อมาไฟฟ้าลัดวงจร เกิดเพลิงไหม้ขึ้นจากสายไฟที่ท่านเดินไว้ นอกจากกุฏิถูกเพลิงไหม้เสียหายแล้ว ตัวพระเวียดนามก็โดนคดีอาญาว่าประมาทเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้แถมพกด้วย
แถมถ้าเรื่องนี้มีประกันอัคคีภัยไว้กับบริษัทประกัน บริษัทประกันก็จะไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพราะถือว่าเป็นความประมาทและความรับผิดชอบของพระรูปนั้นเอง
เห็นไหมครับว่า กติกาทางกฎหมายก็ดี วิธีมองรูปเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน พระธรรมทูตที่ไปจากเมืองไทยต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่นำความเข้าใจว่าสิ่งนั้นทำได้จากเมืองไทยไปถือเป็นกฎเกณฑ์อธิบายว่าสิ่งเดียวกันจะทำได้ในต่างประเทศ
ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ งานวัดบ้านเราติดไฟฟ้าส่องสว่างเจิดจ้าอย่างไรก็ไม่มีใครว่า เสียงมหรสพหรือเสียงพระสวดมนต์จะดังกังวานไกลไปถึงไหน ชาวบ้านก็สงบปากสงบคำ นึกเสียว่า ปีหนึ่งหลวงพ่อจัดงานเพียงแค่เจ็ดวัน ถึงจะสว่างไปหน่อย ดังไปนิด เรายกถวายท่านเสียก็แล้วกัน
เถียงกับพระแล้วรู้สึกเหมือนเดินอยู่ปากบ่อนรกยังไงก็ไม่รู้
แต่เวลาเรื่องแบบเดียวกันไปเกิดขึ้นในต่างประเทศแล้ว ไม่มีใครเขายกถวายหลวงพ่อนะครับ ถึงแม้วัดไทยในต่างประเทศจะอยู่ในที่ห่างไกลจากชุมชน เป็นสัปปายะสถานเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าเราไปทำอะไรที่มีผลเป็นการรบกวนเพื่อนบ้านหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงของเพื่อนบ้านก็สามารถเป็นคดีความฟ้องร้องกันได้ทั้งนั้น
ผมเคยได้ยินว่าวัดไทยของเราไฟแสงสว่างมากไปสักหน่อย เจ้าของฟาร์มเลี้ยงวัวที่อยู่ติดกันร้องทุกข์ขึ้นทีเดียวว่า วัวของเขานอนไม่หลับ พระจะต้องรับผิดชอบ
คนมาวัดวันอาทิตย์จอดเกะกะหน้าวัด การจราจรของเมืองนั้นขลุกขลัก แบบนี้ถูกร้องเรียนแน่ครับ
ความเข้าใจในวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนพลเมืองในท้องถิ่นเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องที่พระธรรมทูตต้องใส่ใจขวนขวายและต้องอนุโลมตามกาลเทศะให้เหมาะสม
พระธรรมทูตส่วนใหญ่เป็นพระป่า มีความเชี่ยวชาญในการสอนกรรมฐาน ถึงแม้ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองท่านก็ยังถือวัตรปฏิบัติของพระป่าอยู่ไม่บกพร่อง ตัวอย่างเช่น ตื่นจากจำวัดมาเสียตั้งแต่ก่อนรุ่งแล้วขยันกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นไปกองรวมกันไว้ เมื่อใบไม้มีจำนวนมาก หลวงพี่ของเราขยันจุดไฟเผาใบไม้เสีย จะได้ไม่เป็นกองขยะรกหูรกตา
อะไรกัน! จุดไฟเผาใบไม้แห้งในที่ของเราแท้ๆ ตำรวจดับเพลิงยกกองกันมาทั้งเมือง และมีคดีความติดตามมาอีกหลายคดี
เรื่องเช่นนี้ต้องเฉลียวใจ และถ้าจะให้ดีก็ต้องปรึกษากับผู้รู้หรือผู้คุ้นเคยที่อยู่ในเมืองนั้นมาก่อน ว่าเราจะทำอะไรได้ หรือทำอะไรไม่ได้
จนชั้นแต่การบิณฑบาตก็ต้องระวังครับ ถึงแม้ตามทัศนะของเรา การบิณฑบาตจะเป็นการโปรดญาติโยมให้ได้ทำบุญกุศลกับเนื้อนาบุญอันไพศาล แต่ในสายตาของคนบางประเทศ อาจมองเห็นว่านี่เป็นการเรี่ยไร
ถ้าจะเรี่ยไรให้ถูกต้องก็ต้องมีใบอนุญาต ไม่ขออนุญาตเขาก่อนก็ผิดกฎหมายอีก
สถานะของวัดไทยในต่างประเทศก็ต้องดูให้ลึกซึ้งถูกต้อง อย่างที่ผมพูดไว้แล้วตอนต้นว่า วัดในเมืองไทยของเราเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
แต่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์เราไม่มีสภาพบังคับในต่างประเทศนะครับ
การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินจะถือในนามของใคร ใครเสียภาษี ใครเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคาร ฐานะของวัดเป็นนิติบุคคลประเภทใด นิติบุคคลเมืองนอกนั้นไม่ได้มีเพียงแค่มูลนิธิ สมาคม หรือบริษัททางธุรกิจเท่านั้น แต่ละประเทศอาจมีกฎหมายเฉพาะที่บ่งว่านิติบุคคลสำหรับกิจการทำนองเดียวกับวัดของเรานี้เขาเรียกว่าอย่างไร
ผมเคยได้ยินคำเรียกอย่างเป็นกลางๆ ว่า Non profit organization คือ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจ
โบราณว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็ให้หลิ่วตาตาม พระไปจากเมืองไทยก็ต้องหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ให้ถี่ถ้วนเพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง
ลำพังเพียงเจตนาดีอย่างเดียวไม่เพียงพอครับ
เขียนมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมอยากจะชวนท่านทั้งหลายคิดต่อไปด้วยว่า ในเรื่องทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นรอบชีวิตของเรา การอ้างเพียงว่ามีเจตนาดีแล้วจะเป็นเกราะคุ้มตัวให้ปลอดภัย เป็นเหตุยกเว้นความผิดตามกฎหมาย หรืออย่างเบาก็เป็นเหตุยกเว้นการติฉินจากผู้อื่น ในโลกแห่งความเป็นจริงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ
การอยู่ในโลกก็ต้องอนุโลมให้เป็นไปตามโลก
แต่ผมพูดอย่างนี้แล้วก็อย่านึกว่าการอนุโลมที่ว่านี้ไปไกลถึงแค่ไหนก็ได้ อุปมาอุปไมยว่า ไปอยู่เมืองนอกแล้วคนเมืองนั้นเขากินข้าวเย็นกันทุกคน พระธรรมทูตจะฉันข้าวเย็นบ้างก็ไม่เห็นเป็นไรเลย
แบบนี้ก็อนุโลมมากเกินไปจนกระทั่งเสียความเป็นตัวตนของตัวเอง
ผมไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับว่าเพียงใดแค่ไหนจึงจะพอดี ตกลงก็กลับมาอยู่ในหลักการเดินสายกลางของพระพุทธศาสนาอีกแล้ว
ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปก็ไม่ดี
เป็นอันว่าเมื่อวานนี้เมื่อเช้าไปสนทนาหารือกับพระธรรมทูตมาแล้ว ตกบ่ายเมื่อเขียนบทความก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพระธรรมทูตเสียเลย
รู้สึกว่าตึงเกินไปแล้วครับ เดี๋ยวไปหาหมอนวดแผนไทยนวดให้หายตึงดีกว่า
เอ๊ะ! เกี่ยวกันไหมเนี่ย
