bg-single

มนุษย์สร้างโลกด้วยเรื่องเล่า | นิ้วกลม

09.07.2025

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

1

มนุษย์สร้างเรื่องเล่าขึ้นมาเพื่อสร้างโลกที่พวกเขารับรู้และเข้าใจ ในทางกลับกัน เรื่องเล่าก็สร้างโลกของมนุษย์ให้มีหน้าตาอย่างที่เราอาศัยอยู่

เรื่องเล่าเกิดขึ้นได้ด้วย ‘ภาษา’ มันคืออุปกรณ์ในการปลดปล่อยจินตนาการ ช่วยให้สายพันธุ์โฮโม เซเปียนส์สร้างภาพที่ยังไม่มีอยู่จริงขึ้นมาแล้วเล่าขานสู่กัน ด้วยภาษา เราสามารถวางแผนไปยังอนาคตได้ แถมยังบอกเล่าอดีตที่ผ่านไปแล้วเพื่อส่งผ่านความรู้ที่ได้มาอย่างยากลำบากให้กลายเป็นบทเรียนที่คนรุ่นหลังไม่ต้องทดลองเอง ภาษาทำให้เราร่วมมือกันได้ แถมยังผนวกรวมความคิดของแต่ละคนให้กลายเป็นพลังร่วมที่ส่งผลกระทบในวงกว้างได้ ภาษายังช่วยให้เราทบทวนความคิดความรู้สึกตัวเองได้ เล่าเรื่องราวของธรรมชาติ ห้วงอวกาศ ใต้ทะเลลึก หรือม้ายูนิคอร์น ทั้งยังสร้างเรื่องราวให้หัวใจสั่นไหวไปกับความรักและความตาย

เหล่านี้คือความมหัศจรรย์ของภาษา-สิ่งที่ทำให้มนุษย์ครองโลก

2

ในอาณาจักรสิงสาราสัตว์ พวกมันสามารถใช้เสียงสังสัญญาณบอกเพื่อนฝูงเพื่อเตือนภัย แต่ไม่อาจบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้วงขณะนั้น แถมยังไม่สามารถใช้เสียงเล่าอดีตได้ เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ เคยบอกว่า “ต่อให้หมาตัวที่เห่าเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถเล่าประวัติชีวิตของมันได้” แต่ภาษามนุษย์แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เราทำได้มากกว่าสัตว์ต่างๆ มากมาย

ที่ภาษามนุษย์วิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงแต่ละขั้นนั้นช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบในการอยู่รอด เช่น การเตือนเพื่อนว่า “มีฝูงสิงโตอยู่ทางทิศตะวันตกนะ” หรือ “อย่าไปยุ่งกับไอ้คนนี้นะ มันเพิ่งแย่งเนื้อกระต่ายของสมศักดิ์ไป” หรือ “มัดหินกับไม้ด้วยวิธีนี้สิ จะแน่นขึ้น” ซึ่งการสื่อสารเหล่านี้ดำเนินควบคู่ไปกับการปรับตัวอื่นๆ เช่น การควบคุมลมหายใจ ความจำ การคิดเป็นสัญลักษณ์ การคิดถึงจิตใจคนอื่น การอยู่รวมกลุ่ม ที่ช่วยทำให้ภาษาถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ว่าแต่ เราเริ่มพูดเมื่อไหร่?

มีคำตอบสองแบบ แบบแรกมองว่าภาษาเริ่มถือกำเนิดตอนที่มนุษย์เริ่มใช้อุปกรณ์ที่มีด้ามถือ ภาพเขียนในถ้ำ ภาพสลักทรงเรขาคณิต และลูกประคำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ามนุษย์ต้องมีการพูดคุยกันระหว่างสร้างพวกมันขึ้นมา คำตอบแบบที่สองมาจากนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการเติบโตของโพรงกะโหลกศีรษะและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในปากและคอ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่กว่าหนึ่งล้านปีก่อน นั่นคือตอนที่สรีระมนุษย์เอื้อต่อการพูดคุยแล้ว

แล้วทำไมเราจึงพูด?

ในหนังสือ Until the End of Time ของไบรอัน กรีน อธิบายไว้อย่างชัดเจนโดยให้คิดภาพแม่อุ้มทารก เมื่อต้องทำภารกิจอื่นก็ต้องวางเด็กน้อยลง แน่นอนว่าเสียงร้องของเจ้าหนูจะดึงความสนใจของแม่กลับมา และแม่ก็อาจตอบสนองด้วยการเปล่งเสียงเหมือนกัน ปลอบ กล่อม ฮัมทำนอง การสื่อสารกันแบบนี้เพิ่มอัตราการอยู่รอดให้ทารก-ภาษาอาจเริ่มตรงนี้

แน่นอนว่าก่อนที่จะใช้เสียงเปล่งถ้อยคำ มนุษย์น่าจะเคยใช้ ‘ภาษามือ’ เพื่อสื่อสารมาก่อนด้วยการชี้โบ๊ชี้เบ๊ต่างๆ แต่มือของมนุษย์นั้นต้องวุ่นกับภารกิจที่มากขึ้นเรื่อยๆ การส่งเสียงจึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และเมื่อพัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง แทนที่มนุษย์จะตอบแทนกันด้วยการผลัดกันเกาหลังหรือหาเห็บแกะแมลงให้กัน มนุษย์เริ่มตอบแทนกันด้วยการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารแทนว่า ใครเป็นใคร ใครน่าไว้ใจ-ไม่น่าไว้ใจ ใครวางแผนโค่นล้มหัวหน้าเผ่า และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมยอดฮิตที่ยังคงกระทำกันอยู่ในทุกวันนี้ นั่นคือการซุบซิบนินทา ยิ่งสังคมใหญ่ขึ้นเราก็ยิ่งตอบแทนกันด้วยการเกาหลังยากขึ้น และการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น

พวกเราล้วนเป็นลูกหลานของทารกที่ร้องโยเยแล้วรอดชีวิต และบรรพบุรุษของเราก็ขี้นินทาจึงมีเพื่อนพ้อง ไม่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว และรอดตายมาสืบเผ่าพันธุ์กลายเป็นเราๆ ท่านๆ ในวันนี้

3

คราวนี้พอมนุษย์เริ่มพูดเก่งและเจ๊าะแจ๊ะกันบ่อยขึ้น จึงเกิดกลุ่มก้อนที่พัฒนาไปเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชุมชนที่ว่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าภาษาของมนุษย์ไม่สร้างสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งขึ้นมา-เรื่องเล่า

ไบรอัน กรีน ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า เหตุใดมนุษย์จึงสละเวลาในการเก็บของป่าล่าสัตว์มานั่งล้อมวงเล่าเรื่องให้กันฟัง ไม่เพียงแค่นั้น เรายังนั่งจินตนาการถึงทวยเทพทั้งหลาย และชวนกันฝันถึงโลกที่ไม่มีอยู่จริงอย่างการสร้างตำนานต่างๆ ขึ้นมา ย่อมแปลว่าการติดตามเรื่องราวในจินตนาการเหล่านี้มีคุณค่าต่อมนุษย์และการอยู่รอดของสังคม

ก่อนจะตอบคำถามนี้ เราต้องลองจินตนาการย้อนกลับไปถึงยุคบรรพกาลว่า สังคมใดที่จะรอดและเอาชนะชุมชนรอบข้างได้ คำตอบคือสังคมที่ส่งสารต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เล่าว่าตรงนั้นมีสิงโต ตรงนู้นมีแหล่งน้ำ อีกเผ่าหนึ่งกำลังจะมุ่งหน้ามาทางนี้ ฯลฯ พูดง่ายๆ คือมี ‘ข่าวสาร’ ที่มีประโยชน์หลั่งไหลอยู่ในชุมชมนั้น

แต่มนุษย์เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร คือไม่เพียงส่งข่าวต่อเท่านั้น แต่ยังใส่สีตีไข่ลงไปด้วย เรื่องที่ถูกเล่าต่อจึงถูกแต่งเติมให้สนุกและน่าตื่นเต้นขึ้น จนกลายเป็น ‘เรื่องเล่าผสานจินตนาการ’ แทนที่จะเป็นสิงโตและคนอีกเผ่าก็กลายเป็น “กลุ่มคนที่มีหัวเป็นสิงโตกำลังมุ่งหน้ามาโจมตีเรา”

สตีเวน พิงเกอร์ ชี้ว่ามนุษย์สะสมเรื่องเล่าที่ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ดูมาเหมือนการบันทึกรูปแบบของเกมหมากรุกแห่งชีวิตเอาไว้ในใจ ถ้าชีวิตคือเกมหมากรุกที่ต้องรับมือการความเป็นไปได้ไม่รู้จบ การมีเรื่องเล่าทดไว้เยอะๆ ก็เหมือนได้ฝึกซ้อมล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวไว้ในตอนที่ต้องเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกัน เช่น เราได้ยินเรื่องเล่าเทพเจ้าแย่งชิงสมบัติกันก็เอามาปรับใช้กับตัวเองและญาติมิตรได้

เราสะสม ‘เรื่องเล่า’ เป็น ‘แคตตาล็อกในใจ’ สำหรับตอบโต้อุปสรรคหรือปัญหาในชีวิต

ทุกวันนี้เราก็ยังดูหนัง อ่านวรรณกรรม เพื่อทำสิ่งเหล่านี้อยู่ เราจึงอ่านเรื่องราวของคนอื่น (ตัวละครที่ไม่มีอยู่จริง) ดูเรื่องราวเหนือจินตนาการ (ซูเปอร์ฮีโร่ เทพเจ้า พ่อมด เจ้าหญิงในเทพนิยาย) ก็เพื่อซักซ้อมทางจิตใจให้ตัวเองได้ลองกระโดดไปอยู่ในสถานการณ์อื่น ความรู้สึกอื่น จะได้เข้าใจตนเอง โลก และชีวิตมากขึ้น และตอบสนองได้ดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ใกล้เคียงกันในชีวิตจริง

เรื่องเล่าทั้งหลายจึงมีโครงสร้างที่คล้ายกัน คือมีความขัดแย้ง ความยากลำบาก โจทย์ยากที่ต้องข้าม ตัวละครมีเป้าหมายบางอย่าง ต้องฟันฝ่าอุปสรรค อันตรายทั้งภายนอกและภายใน ออกเดินทางไปเพื่อเจอปัญหาทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม นี่คือโครงเรื่องที่เราพบเจอได้ในเรื่องเล่าทั้งหลาย-มันคือภาพจำลองฉบับย่อของชีวิต

4

ความมหัศจรรย์อีกประการของเรื่องเล่าคือมันทำให้เราสามารถเข้าไปอยู่ในจิตใจคนอื่นได้ จอยซ์ คาโรล โอตส์ บอกว่า “การอ่านเป็นวิธีการเดียวที่เราจะหลุดเข้าไปในร่างของคนอีกคน สุ้มเสียงของคนอีกคน จิตวิญญาณของคนอีกคนโดยไม่ตั้งใจ”

มันช่วยให้เราเข้าใจชีวิต วิธีคิด และความรู้สึกของคนอื่นที่ต่างจากเรา ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกัน

ด้วยวิธีนี้ มนุษย์จึงควบคุมสังคมและสร้างความคาดหวังร่วมกันผ่านเรื่องเล่า มันปลูกฝังกับเราว่าอะไรคือสิ่งดี อะไรคือสิ่งชั่วร้าย อะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำ ทำให้เราเข้าใจโลกผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย ไม่ใช่จากแค่ประสบการณ์ของเราโดยตรงเท่านั้น-การเล่าเรื่องทำให้เราเข้า ‘สังคม’ ที่ประกอบด้วยคนหลากหลายอยู่ร่วมกันเหมือนในตำนานหรือเรื่องเล่ายอดฮิตของชุมชนเรานั้นเอง

ตำนาน มหากาพย์ เทพปกรณัม เรื่องเล่าทางศาสนา ล้วนเป็นวิธีที่ชุมชนต่างๆ ใช้ในการจัดระเบียบโลกและสังคม

แน่นอนว่าในสังคมย่อมมีเรื่องเล่ามากมายก่ายกอง แต่จะมีไม่กี่เรื่องที่หลุดรอดและหลงเหลือต่อเนื่องยาวนาน เรื่องเล่าเหล่านั้นจะต้องมีภาพจำ ฉากอลังการ ภัยพิบัติมหึมา สัตว์ประหลาดร้าย หรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จึงติดอยู่ในความทรงจำของผู้คนและถูกเล่าขานสืบไป

ยักษ์คลุ้มคลั่ง งูสามหัว ม้านิลมังกร อะไรทำนองนี้

ภาษาสร้างโลกจินตนาการขึ้นมาเสียจนเรารู้สึกว่ามันมีอยู่จริง มนุษย์เริ่มมองว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวมีความคิดและความรู้สึก บางทีก็เติมลูกตาให้ แกะสลักเป็นรูปร่าง หรือสร้างภาพและเรื่องราวให้กับสิ่งต่างๆ เช่น พายุเกิดขึ้นเพราะเทพแห่งลมโกรธกริ้ว พืชพรรณงอกงามก็เพราะแม่ธรณีปรีดา ภูเขาสูงตระหง่านเป็นที่อยู่ของทวยเทพ เราทำทั้งหมดนี้ได้เพราะ ‘ภาษา’ อนุญาตให้เราสร้างภาพและเรื่องเล่าขึ้นมา เราจึงสรรค์สร้าง ‘รูปเคารพ’ หรือ ‘ตัวแทน’ ขึ้นมากมาย ไม่ต่างจากทอม แฮงก์ ในหนัง Cast Away ที่เหงาจนต้องเอาเลือดวาดหน้าลูกวอลเล่ย์แล้วตั้งชื่อวิลสัน จากนั้นก็คุยกับมันจริงจัง

มนุษย์แปลง ‘ความจริง’ ให้กลายเป็น ‘เรื่องราว’ เพื่อสร้างความเข้าใจในตนเองและโลกใบนี้ นอกจากนั้น เรายังใช้เรื่องราวเพื่อสร้างสังคม เพื่อควบคุมสังคม หลายครั้งที่คนธรรมดาๆ กลายเป็น ‘ยอดมนุษย์’ ได้ก็เพราะเรื่องเล่าที่เขาถูกเล่าขาน รวมถึงผู้มีอำนาจที่ครอบครองอาณาจักรทั้งหลายตั้งแต่ยุคโบราณจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางโลกหรือทางศาสนา ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ครอบครองอำนาจแห่งการเล่าเรื่องในยุคสมัยนั้นๆ

หากอยากรู้ว่าใครกำลังครองโลกหรือครองอาณาจักรก็ต้องหันไปมองว่าใครถือครอง ‘เรื่องเล่าหลัก’ ในยุคนั้น เรื่องเล่านั้นเล่าว่าอะไร ใครเป็นตัวเอก ใครเป็นฮีโร่ ใครเป็นผู้ร้าย แล้วก็จะเห็นว่าใครได้ประโยชน์จากเรื่องเล่านั้น

คำถามที่น่าคิดคือ แล้วเราเป็นใครใน ‘เรื่องเล่า’ ที่ว่านี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี