เงินวัด เงินพระ อย่างไรจึงจะ ‘เหมาะสม’ | ธงทอง จันทรางศุ
หลังลับแล มีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ
เงินวัด เงินพระ
อย่างไรจึงจะ ‘เหมาะสม’
ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผม ข่าวใหญ่มหึมาในรอบสิบกว่าวันที่ผ่านมาน่าจะไม่มีเรื่องใดยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องของพระภิกษุหลายรูปต้องอาบัติปาราชิกเพราะเหตุที่ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงเพียงแค่หนึ่งคน ตามที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว
ข่าวนี้เล่นเอาข่าวการเมืองหงอยไปถนัดใจเลยทีเดียว
มีผู้ออกความเห็นว่าเมื่อมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ข่าวเรื่องไทยกับเขมรกลายเป็นการ์ตูนวอลต์ดิสนีย์ไปเลย
แม้จนถึงวันที่ผมนั่งเขียนบทความเรื่องนี้อยู่ก็ยังไม่มีใครแน่ใจว่าตัวละครในโศกนาฏกรรมเรื่องนี้โผล่ออกมาครบคนแล้วหรือยัง
และนอกจากเรื่องอาบัติปาราชิกแล้ว เรื่องเงินทองที่จะจับจ่ายให้แก่กันระหว่างสมีกับหญิงในเรื่องยังเป็นประเด็นให้ต้องสอบสวนกันต่อไปเพื่อให้ได้ความกระจ่างว่า เงินนั้นเป็นเงินของวัดหรือเป็นเงินส่วนตัวของสมีผู้เป็นตัวละครตามท้องเรื่อง
ในฐานะที่ผมเป็นไวยาวัจกรมาแต่ดั้งเดิมของวัดหลายวัด ได้แก่ วัดโสมนัสวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร แต่วัดเทพศิรินทราวาส อีกทั้งเมื่อเร็ววันนี้ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรของวัดตรีทศเทพ โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากความอลหม่านที่เกิดขึ้นในขณะนี้อีกวัดหนึ่งด้วย มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงินทองทั้งของพระและของวัดที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง เพื่อประกอบการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในช่วงนี้
ว่าด้วยเรื่องเงินของวัดก่อนนะครับ
แรกทีเดียวเมื่อมีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลกยังไม่มีวัดเกิดขึ้นหรอกครับ จนกระทั่งเวลาผ่านไปพักหนึ่ง ในครั้งพุทธกาลนั้นเองจึงเกิดวัดในพระพุทธศาสนาขึ้น
ตัวอย่างเช่น วัดเชตวัน ที่อนาถบิณฑิกะเศรษฐีประจำเมืองสาวัตถี สร้างถวายไว้ในพระศาสนา
ประเพณีที่ผู้มีจิตศรัทธาสร้างวัดเช่นนี้ก็ขยายจากอินเดียมาถึงเมืองไทยด้วย จนถึงปัจจุบันนี้ผมเข้าใจว่าจะมีวัดอยู่ในประเทศไทยของเราประมาณ 30,000 วัด
เมื่อมีวัดเกิดขึ้นก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับวัดติดตามมาเป็นธรรมดา ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ อย่างน้อยก็ต้องมีค่าน้ำค่าไฟ ค่าก่อสร้างซ่อมแซมโบสถ์วิหารเสนาสนะ และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ
เป็นต้นว่า การจัดให้มีทุนการศึกษาสำหรับพระเณรไปเรียนหนังสือ การจัดให้มีเงินใช้สอยสำหรับบำรุงพระภิกษุอาพาธ
ค่าใช้จ่ายสำหรับจัดกิจกรรมงานประเพณีต่างๆ ค่าดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระในพระอุโบสถ ค่าหลอดไฟฟ้าส่องแสงสว่างในศาลาการเปรียญ
ค่าน้ำดื่มน้ำสะอาดสำหรับญาติโยมได้ดื่มดับร้อนเวลาเดินทางมาวัดและหิวกระหาย
การพิมพ์หนังสือธรรมะเผยแพร่ และอื่นๆ อีกสารพัด
หลายคนที่นั่งคุยกับผมเคยเข้าใจผิดว่า วัดไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า การไฟฟ้ากับการประปาไม่ได้ใจดีถึงขนาดนั้นนะครับ
ตั้งคำถามต่อไปว่า ปัจจัยสำหรับใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้ วัดได้มาจากไหน
คำตอบตรงไปตรงมาคือได้มาจากญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาไปทำบุญไว้กับวัด
บางวัดศรัทธานั้นก็มาในรูปแบบของการถวายเป็นเงินเพื่อตั้งกองทุนไว้สำหรับหาดอกผลมาบำรุงวัด
บ้างก็เป็นการถวายอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน หรือตึกแถว สำหรับทางวัดจัดประโยชน์และนำเงินรายได้มาใช้บำรุงวัดเช่นเดียวกัน
การปฏิบัติอย่างนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว
ระบบกฎหมายก็เขียนรองรับเรื่องนี้ไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
กล่าวคือ ที่วัด หมายถึงโบสถ์ วิหาร เจดีย์ และกุฎิต่างๆ แต่นอกจากนั้นวัดยังอาจมี ” ที่ธรณีสงฆ์” เพื่อใช้ในกิจการอย่างอื่นหรือเพื่อจัดหาประโยชน์บำรุงวัดได้ด้วย
ในการจัดดูแลผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นเงินกองทุนหรืออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ บรรดาที่เป็นของวัด กฎหมายคณะสงฆ์อีกเช่นเดียวกันกำหนดให้มีบุคคลตำแหน่งที่เรียกว่า ไวยาวัจกร ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเจ้าอาวาสดูแลจัดการต่างๆ ด้วยเหตุผลธรรมดาว่า เรื่องบางเรื่องพระท่านก็ไม่สันทัด และอีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่ฆราวาสควรจะพูดกันเองจะเหมาะสมกว่า
เช่น การเจรจาต่อรองค่าเช่าหรือเงื่อนไขของสัญญาต่างๆ เป็นต้น
เรื่องแบบนี้ให้พระท่านเป็นคนพูดแล้วเก้อเขินอย่างไรก็ไม่รู้
บรรดาเงินที่เป็นรายได้ของวัดจะจัดเก็บรักษาอย่างไร จับจ่ายอย่างไร เป็นเรื่องที่แต่ละวัดจะวางระบบการบริหารจัดการตามที่เห็นสมควร
ตรงนี้ต้องมองภาพรวมของทั้งประเทศว่า วัดที่มีอยู่ 30,000 กว่าวัดมีฐานะแตกต่างกันมาก บางวัดอยู่ต่างจังหวัดไกลโพ้น มีพระอยู่เพียงรูปเดียว ทรัพย์สมบัติหรือเงินทองของวัดก็มีไม่มากหรือแทบไม่มีเลย จะใช้กติกาอย่างเดียวกันกับวัดในเมืองใหญ่ ที่มีพระ 20 รูป มีเงินของวัดเป็นเรือนแสนเรือนล้านย่อมไม่มีทางจะเหมือนกันสนิท ความพอเหมาะพอดีจึงต้องมีหลายระดับและหลายวิธีการ
ระบบบริหารจัดการงานวัดควรเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่ควรจะได้รับความใส่ใจและทำให้โปร่งใส ทั้งขารับขาจ่ายมาจากไหน ไปอย่างไร
โบราณท่านว่าให้ตีเหล็กเวลาที่เหล็กกำลังร้อน
เวลานี้กำลังเป็นโอกาสดีทีเดียวที่เราจะต้องช่วยกันคิดทำงานในเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องเงินส่วนตัวของพระ ตามความเห็นส่วนตัวของผม จะตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาได้ทั้งสิ้น
ในทางข้างฝ่ายตึงเกินไป มีผู้บอกว่าอย่าเอาเงินไปถวายพระเลย ถ้าเป็นสมัยพุทธกาล พระอาศัยอยู่โคนต้นไม้และฉันยาดองน้ำมูตรเน่า แบบนั้นก็ไม่ต้องมีเงินครับ
แต่ในโลกความเป็นจริงปัจจุบัน พระท่านมีเหตุใช้เงินอยู่เหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมอายุครบ 60 ปี ผมได้มีศรัทธารับเป็นเจ้าภาพบวชพระหนึ่งรูปและถวายปวารณาเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในฐานะเป็นโยมอุปัฏฐาก
พระรูปนั้นท่านเรียนปริญญาตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พระเรียนหนังสืออย่างนี้ต้องชำระค่าหน่วยกิต ต้องซื้อตำราเรียน ต้องเดินทางจากวัดที่อยู่ในเมืองไปมหาวิทยาลัยที่ศาลายา จะให้ท่านเดินธุดงค์ไปไม่ไหวหรอกครับ อย่างน้อยก็ต้องขึ้นรถเมล์หรือรถตู้ประจำทางไปเรียนหนังสือ
ทุกรายการที่ว่ามานี้ต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น เมื่อผมถวายปวารณาไว้แล้ว ผมก็คอยถามเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ และตกลงวางแนวร่วมกันว่า ผมถวายค่าหน่วยกิตและค่าหนังสือเรียน ส่วนค่าพาหนะเดินทางนั้นท่านบอกว่าท่านไปปฏิบัติศาสนกิจไปสวดมนต์ที่โน่นที่นี่ มีคนถวายปัจจัยมาพอใช้สอย
นานครั้งถ้ามีเหตุฉุกเฉินต้องใช้ปัจจัยพิเศษท่านจึงติดต่อมาตามที่ผมได้ถวายปวารณาไว้แล้ว
เรื่องพิเศษนี้ตัวอย่างก็เช่น มุ้งลวดที่กุฏิของท่านขาด ท่านจะเรียกช่างมาซ่อม แค่นี้แหละครับ ทำไมผมจะถวายค่าทำมุ้งลวดใหม่ไม่ได้เล่า
พระบางรูปเป็นพระผู้ใหญ่หน่อย เงินทองที่ท่านเก็บหอมรอมริบได้เป็นการส่วนตัวจากปัจจัยที่ญาติโยมถวาย ถึงรอบปีท่านก็นำไปทำบุญใหญ่บ้านเกิดของท่านซึ่งอยู่ต่างจังหวัดในภาคอีสานของเมืองไทย ที่นั่นยังขาดแคลนอยู่มาก จะไปสร้างไปทำอะไรก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้น
ดูแต่หลวงพ่อคูณ นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ แห่งเมืองนครราชสีมาเป็นตัวอย่างก็จะเห็นได้ชัด เงินที่ญาติโยมถวายท่านเป็นเงินมากมายทุกวันนี้ก็เห็นเป็นอาคารสถานที่อยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ ลำพังตัวหลวงพ่อคูณเองเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านก็ใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย เป็นที่เคารพกราบไหว้ได้สนิทใจของทุกคน
เรื่องอย่างที่คุยกันมาสองสามบรรทัดข้างต้น ถ้าถือคติตึงเกินไปคือไม่ถวายเงินพระเลย อะไรจะเกิดขึ้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
ในอีกข้างหนึ่งคือฝ่ายที่หย่อนเกินไป มีญาติโยมบางท่านเหมือนกันที่ศรัทธาแรงกล้า ตามใจพระเสียจนเกินขีดขั้นที่สมควร
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นว่าพระที่ตนเคารพนับถือมีภารกิจต้องเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่โน่นที่นี่อยู่บ่อยๆ แทนที่จะจัดพาหนะที่เหมาะสมถวายเป็นครั้งคราว อย่ากระนั้นเลย ซื้อรถหรูหราราคาสิบกว่าล้านถวายท่านเสียเลย
กรณีเช่นนี้ผมก็เห็นว่ามากเกินไป กลับจะทำให้พระท่านหมองลงไปเสียด้วยซ้ำ
การเดินสายกลาง คือ ถวายปัจจัยบำรุงพระภิกษุตามควรแก่กรณี จึงเป็นแนวทางที่ผมถือปฏิบัติ และเมื่อทำแล้วก็มีความสุขความสบายใจ
เมื่อเราแยกว่ามีเงินวัดจำนวนหนึ่ง และมีเงินส่วนตัวของพระอีกจำนวนหนึ่งได้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องเข้าใจต่อไปให้ชัดเจนอีกด้วยว่า เงินวัดนั้นเป็นกองทรัพย์ที่ไม่ใช่ของส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่ง หากแต่เป็นของวัดในฐานะที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ถ้าใครฉ้อโกงยักยอกเงินของวัดไปเป็นประโยชน์ส่วนตนก็ต้องรับผิดตามกฎหมายเป็นธรรมดา
แต่ถ้าเป็นเงินส่วนตัวของพระ ท่านจะใช้สอยบริโภคเงินนั้นเองก็ดี นำไปบำเพ็ญกุศลตามที่ท่านเห็นสมควรก็ดี หรือแม้กระทั่งนำไปเลี้ยงดูโยมบิดามารดาญาติพี่น้องของท่านที่ขาดแคลนตามที่ท่านเห็นสมควรก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามความเหมาะสม
แต่ถ้าจะเอาเงินส่วนตัวของพระไปบำรุงสีกาที่มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง ก็เห็นจะ “ไม่เหมาะสม” เสียแล้ว
ไม่เหมาะสมในที่นี้ไม่ผิดกฎหมายนะครับ ต้องแยกประเด็นให้ชัดเจน แต่ถ้าเป็นเงินวัด แบบนี้ทั้งไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย กระสุนนัดเดียวโดนนกสองตัวเลยครับ
ก่อนปิดท้ายบทความประเภทข้างวัดวันนี้ ผมขออนุญาตยกความเห็นของรุ่นน้องคนหนึ่งที่คุ้นเคยกัน และเธอได้แสดงความเห็นต่อข่าวคราวที่กำลังโด่งดังอยู่ในเวลานี้ เมื่อมีผู้มาถามเธอว่าแล้วต่อไปจะไหว้พระกันได้อย่างไร
เธอตอบคำถามนั้นว่า
“ดิฉันอาจจะใจมืดบอดจนไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรกับข่าวเหล่านี้เท่าไรนะคะ ปกติเวลาไหว้พระก็ไหว้ด้วยความนอบน้อมในศีลที่ท่านพยายามธำรงรักษา ไม่ได้ตื่นเต้นกับพระผู้ใหญ่ผู้โตสักเท่าไร คนสนิทชิดเชื้อกันคงเห็นแล้วว่าดิฉันปฏิบัติกับพระทุกรูปแบบเดียวกันหมด ไม่ว่าจะทรงสมณศักดิ์สูงลิ่ว หรือพระน้องๆ เด็กๆ ที่เพิ่งบวชเมื่อวานก็ตาม
“การนอบน้อมกับศีลและวัตรของท่านอาจเป็นวิธีช่วยให้ท่านมีแก่ใจบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป ส่วนท่านจะมีศีลเท่าไร วัตรแบบใดท่านย่อมรู้แก่ใจ และท่านเองนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบผลนั้นของท่าน
“ดังนั้น จึงตอบคำถามข้างต้นไปว่า ‘ไหว้ได้ก็ไหว้ไปเถอะ ไหว้ไม่ได้ก็ทำเฉยๆ เสีย’ โดยเนื้อแท้แล้ว เหตุผลที่ดิฉันไหว้พระก็เพื่อขัดเกลาจิตใจตัวเอง ขึงใจตัวเองให้อยู่ในกรอบ พบพระดีก็ชื่นใจ พบพระไม่ดีก็ช่างเรื่องของท่านเท่านั้นเอง
“ดิฉันยังไหว้พระต่อไปค่ะ ศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาก็ยังมีเท่าเดิมไม่เสื่อมคลาย ไม่ต้องทำท่าร้องไห้ออกทีวีเหมือนโลกจะแตก แล้วก็ไม่ต้องโอหังทำประกาศว่าพึ่งตัวเองดีที่สุด เก่งที่สุดด้วย เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองพึ่งไม่ค่อยได้ และพระที่ดีแท้ๆ ยังมีอยู่ในโลก”
เป็นอย่างไรบ้างเล่าครับความเห็นแบบนี้ ผมเห็นว่าตรงไปตรงมา และตรงใจผมดีด้วย จึงขออนุญาตนำมาแบ่งปันครับ
