คำ ผกา
สีกากับภาวะปากว่าตาขยิบ
ของสังคมไทย
กรณีสีกากอล์ฟเจ้าของภาพลับ 80,000 ภาพ และคลิปลับกว่า 5,000 คลิป คือการดึงสังคมไทยทั้งสังคมให้หันมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เลิกหลอกตัวเองในเรื่อง ศาสนาและนักบวชในอุดมคติ
พูดง่ายๆ คือ ทำให้สังคมต้องเลิกดัดจริต กรีดร้องเวลาเห็นคนทำคุกกี้ทำขนมวุ้นเป็นรูปพระเครื่องในทำนองหยอกเย้า อันทำให้พุทธมามกะจำนวนมากรับไม่ได้บอกว่า ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมทราม ทั้งๆ ที่สังฆะไม่อาจเสื่อมทรามได้เพราะการถูกล้อ แต่เสื่อมจากความไม่โปร่งใสในวงการพระสงฆ์เอง
ฉันจะไม่ย้อนประวัติศาสตร์ไปไกลว่าในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องรักลับๆ ระหว่างพระสงฆ์กับ “สีกา” นับเรื่องไม่ถ้วน
นางใน หรือ สาวชาววังหลายคนถูกจองจำ ถูกลงโทษประหารชีวิตก็เพราะว่าเขียนจดหมายรักโต้ตอบกับพระสงฆ์
และฉันจะไม่ลงรายละเอียดอีกว่าก่อนรัฐสมัยใหม่ของไทยจะถือกำเนิดขึ้นในต้นศตวรรษที่ 20 ศาสนาพุทธและวัตรปฏิบัติของสงฆ์ในดินแดนที่กลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบันล้วนแต่มีความแตกต่างในรายละเอียด
เช่น พระสงฆ์ในล้านนานั้นสังกัดนิกายที่แตกต่างกันออกไปนับร้อยๆ นิกาย นุ่งห่มไม่เหมือนกัน มีข้อบังคับไม่เหมือนกัน วัดป่าแดง กับวัดสวนดอก ก็เป็นพุทธกันคนละนิกาย เป็นต้น ไม่นับว่ามีวัด “ม่าน” หรือพม่า รุ่งเรืองในดินแดนล้านนาอันไม่เหมือนพุทธราชสำนักกรุงเทพฯ
และในปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาเรื่องการเมืองเสียจนเราลืมไปแล้วว่าการวิจัยเรื่องการปฏิรูปคณะสงฆ์ และการรวมศูนย์อำนาจให้คณะสงฆ์กับรัฐไทยสมัยใหม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น
สร้างความลักลั่นและก่อรูปความเข้าใจเกี่ยวกับสงฆ์ และพุทธศาสนาในสังคมไทยอย่างซับซ้อนจนยากจะจำแนกว่าปัญหาเรื่องพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้นจะต้องเริ่มสะสางกันตรงไหน
นอกจากนี้ เราพึงทำเชิงอรรถเอาไว้ด้วยว่า ไม่ได้มีแต่พุทธศาสนาและสังฆะของพุทธที่ไม่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมฉาวโฉ่ หรือวัฒนธรรมมาเฟีย การสถาปนาอิทธิพล ไปจนถึงการใช้อำนาจนอกระบบข่มขู่ฆราวาสที่จะมาแฉความฉาวโฉ่ในชุมชนนักบวช
หากใครเคยดูหนังเรื่อง Spotlight ที่ทำมาจากเรื่องจริงที่นักหนังสือพิมพ์ Boston Globe ออกมาแฉเรื่องเด็กชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยบาทหลวง หรือหนังเรื่อง The Two Popes กับ Vatileaks ที่แสนจะอื้อฉาว ก็เปิดเปลือยให้เห็นความเน่าเฟะ ในสังฆะของวาติกัน ที่ไม่ได้เกิดจากคนดีหรือคนเลว พระดีพระเลว
แต่เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับความจริงว่าองค์กรสงฆ์นั้นไม่มีอะไรต่างจากหน่วยทางการเมืองของฆราวาส มีเรื่องยศ อำนาจ เงิน ผลประโยชน์
องค์กรใดก็ตามที่ปราศจากความโปร่งใส ปราศจากการถ่วงดุลอำนาจ มีแนวโน้มใช้ระบบ “บารมี” หรือ “บุญญาธิการ” มาบริหารแทนองค์ความรู้ของการบริหารงานองค์กรและบุคคลสมัยใหม่ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการฉ้อฉล ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อฉลทางอำนาจ หรือฉ้อฉลทางผลประโยชน์
กรณีสีกากอล์ฟกับการเปิดเปลือยความฉ้อฉลที่หมักหมมอยู่ในองค์กรสงฆ์ไทยมายาวนานนั้น
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับฉันไม่ใช่เรื่องความเสื่อมศรัทธาในพุทธศาสนา
แต่เป็นเรื่องของจริตบ้าคนดีบ้าความดีและลัทธิบูชาตัวบุคคลจะยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้น
และอย่างที่ฉันบอกว่า ความฉ้อฉลในองค์กรไม่ได้เกิดจากความดีหรือความเลวของปัจเจกบุคคล
แต่ขึ้นอยู่กับความโปร่งใสในการบริหารจัดการองค์กร
อันดับแรกคนไทยต้องแยกพุทธศาสนา คำสอนทางพุทธศาสนา และองค์กรสงฆ์ออกจากกัน
พุทธศาสนา และคำสอนทางพุทธศาสนานั้นมีมิติของประวัติศาสตร์ เช่น ประวัติของพระพุทธเจ้าที่พึงถูกศึกษาจากมุมมองของประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ของประวัติศาสตร์ เพื่อจะเข้าใจพุทธศาสนาทั้งในมิติของการเมือง อำนาจ และมิติแบบมนุษยนิยม
คำสอนทางพุทธศาสนาก็ศึกษาได้ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ปรัชญา วรรณกรรม ภาษา
การศึกษาพุทธศาสนาอย่างเป็น “วิทยาศาสตร์” เช่นนี้ สำคัญเท่าๆ กับการศึกษาพุทธศาสนาในมิติของความศรัทธา
และน่าจะถูกจริตชาวพุทธไทยโดยเฉพาะคนชั้นกลางที่มีแนวโน้มจะเชื่อว่าพุทธศาสนามีความเป็นวิทยาศาสตร์ และเปี่ยมไปด้วยเหตุและผล ส่วนความงมงายไสยศาสตร์ เป็นพุทธจอมปลอม
ในขณะเดียวเราต้องตระหนักอีกว่า การศึกษาหรือการทำความเข้าใจพุทธศาสนาในมิตินี้มีลักษณะ “ทางโลกย์” สูงมาก เพราะเป็นการศึกษาเชิงวิพากษ์ มากกว่าจะศึกษาเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส ศรัทธา
นั่นทำให้เราต้องมาพิจารณาการมีอยู่ของพุทธศาสนา พิธีกรรม และบทบาทของพระสงฆ์ ในมิติของ Folklore / วิถีพุทธแบบไทยๆ ที่มีความหลากหลายทั้งด้านพื้นที่ กาลเวลา และชนชั้น
เพราะเรามีพุทธที่เกี่ยวพันกับพญานาค พุทธที่เกี่ยวพันกับความเชื่อดั้งเดิม เช่น ผีบรรพบุรุษในรูปแบบต่างๆ พุทธที่ถูกผสานไปกับนิทานพื้นบ้าน พุทธในมิติของอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือพุทธที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนชั้นกลางที่เชื่อเรื่องการ “ขอ” เช่น การไปบนที่หลวงพ่อยโสฯ การไปบนที่หลวงพ่อทันใจ วัดที่มีการเปิดให้บูชาพระราหู ที่ลูกค้าล้วนแต่เป็นคนชั้นกลาง
การตระหนักในความหลากหลายนี้ จะช่วยไม่ให้เรากลายเป็นพุทธแบบฟาสซิสต์ นั่นคือ เชื่อว่าพุทธดี พุทธแท้ พุทธที่สูงส่งมีหนึ่งเดียว ผิดจากนี้ไม่ใช่พุทธ
ดังเช่นผู้มีการศึกษามากกว่าใคร มักมีแนวโน้มจะมองว่าพุทธที่ดีที่สุดของไทยคือพุทธแบบท่านพุทธทาส พุทธแบบหลวงพ่อปัญญา พุทธแบบพระวัดป่า เน้นการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่สุด คือพุทธแท้
บ้างก็ว่าพุทธที่ดีที่ถูกต้อง ควรเป็นแบบพระพยอม นั่นคือ เป็นพุทธที่ช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นพุทธที่เน้นการทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ถ้าสายฆราวาสมีหนูหริ่งแห่งมูลนิธิกระจกเงา สายพุทธก็มีพระพยอม หรือวัดพระบาทน้ำพุ
ถ้าเราไม่ต้องการพุทธฟาสซิสต์ที่ความถูกต้องมีหนึ่งเดียว
พุทธหรือการจัดกิจการงานพุทธศาสนาของเราควรเป็นแบบไหน?
เรามีพุทธสายวัดป่า
เรามีพุทธสายศิลปะ เน้นงานแห่ งานริ้วขบวน งานแกะเทียนพรรษา งานแห่พระแบบเชียงใหม่วันสงกรานต์
เรามีพุทธ มีวัดสายก่อสร้าง เน้นการสร้างวัดใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ สีสดๆ เน้นความมโหระทึก เพราะสิ่งนี้ก็ถูกจริตคนไทยจำนวนไม่น้อย
เรามีพุทธที่บริหารแบบ Coperate มืออาชีพ ทรงประสิทธิภาพแบบองค์กรสมัยใหม่แบบธรรมกาย
เรามีพุทธที่เก่งเรื่องสายมูเตลู
เรามีพุทธสายปรัชญา เอ็นจีโอ
เรามีพุทธสายเฟมินิสต์ เน้นการต่อสู้ของผู้หญิงในพื้นที่ศาสนา ต่อสู้เพื่อสิทธิในการบวชเป็นภิกษุณี
เรามีพุทธสายสวนญี่ปุ่น มูจิ มูจิ เน้นตอบสนองรสนิยมคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือนคนหนุ่มสาว ที่นิยามตัวเองว่า เป็นคนแสวงหาความสุข สงบ มินิมอล แบบวัดของ ว. วชิรเมธี
เรามีพุทธและวัดที่เน้นให้คนไปขอไปบนไปแก้บน
ฯลฯ
สำหรับฉันการที่พุทธมีหลากหลาย ตอบโจทย์ผู้คนที่มีความต้องการในชีวิตไม่เหมือนกันสำคัญกว่าการมีพุทธที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว
และสิ่งที่ฉันกังวลคือกระแสที่เราต้องการกวาดล้างหรือชำระพุทธและวัดให้บริสุทธิ์ผุดผ่องจากกรณีสีกากอล์ฟเอฟเฟ็กต์คือแรงเชียร์ของสังคมให้สังคายนา กวาดล้างพุทธ “ปลอม” ให้หมดไปจากแผ่นดินกลายเป็นสังคมพุทธเผด็จการ พุทธฟาสซิสต์ที่หมกมุ่นอยู่กับการ “ชำระ” ทุกอย่างให้ถูกต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง
สุดท้ายมักจบลงด้วยการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแบบปากว่าตาขยิบ ไม่ต่างอะไรกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับวาติกันกับกรณี Vatileaks เลย
ย่างก้าวที่สังคมไทยต้องเปิดใจกว้างๆ คือ ทำใจยอมรับว่า พระสงฆ์มีหลากหลายสไตล์ วัดก็ย่อมมีหลากหลายรสนิยม
และดังนั้น เราไม่ควรสนับสนุนให้รัฐและอำนาจรัฐมาผูกขาดความถูกต้องหรือมาตรฐานเกี่ยวกับ “สำนักคิด” และวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ นั่นแปลว่า
คนไทยควรช่วยกันสนับสนุนให้รัฐไทยผละมือจากการกำกับผูกขาดสำนักคิดของพระและวัด
เช่น เราสามารถมีพระและวัดแบบมหายาน เหมือนพุทธญี่ปุ่น พุทธจีน หรือมีสำนักสงฆ์แบบติช นัท ฮันห์ ได้หรือไม่?
นี่เป็นคำถามปลายเปิดว่า คนไทย สังคมไทย พร้อมหรือไม่กับการเปิดกว้างขนาดนี้
นั่นแปลว่าหากเราเปิดให้มีพระนิกายมหายาน เราย่อมมีพุทธแบบทิเบต แบบญี่ปุ่น แบบเส้าหลิน มีสำนักชีแบบเกาหลี ที่ทำนา ทำสวน ทำเต้าหู้ ไปจนถึงหมักดองสุราได้เอง
การเปิดกว้าง อิสระเช่นนี้จะทำให้เราไม่สติแตกหรือเฝ้ามองหาแต่พระ “น้ำดี” อยู่แบบเดียว
แล้วพอพระที่เรานับถือไม่ “ดี” อย่างที่คิด โลกเราก็แตกสลายแล้วเราก็กรีดร้องว่า พุทธศาสนาเสื่อมแล้ว เราจะไม่เหลือพระอะไรให้นับถืออีกแล้วหรือ
เราควรมีพื้นที่สำหรับพระสงฆ์ ภิกษุณี หลากหลายจริต หลากหลายความสามารถ
ที่สำคัญเราไม่พึงวางนักบวชไว้ในสถานะศักดิ์สิทธิ์หรือสูงส่งจนเกินกว่าเหตุ
แต่เปลี่ยนการเคารพอย่างไม่มีเงื่อนไขมาสู่การเคารพในความเป็นมืออาชีพของกันและกัน
เคารพในแบบที่มนุษย์เคารพในทักษะ ในวิทยาการ ในความเชี่ยวชาญทางอาชีพของแต่ละฝ่าย เช่น ฉันมั่นใจว่าเรายังต้องการพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงานเทศกาลงานบุญอันเป็นกิจกรรมรวมจิตรวมใจของชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน การแก้บนก็ช่วยให้คนขายมาลัย ขายไข่ต้ม มีงานมีเงิน เป็นต้น
แล้วเราจะจัดระเบียบพระและวัดอย่างไร?
เราควรมององค์กรสงฆ์ในฐานะที่เป็น “นิติบุคคล” เป็นบริษัทไปเลย
และดูแลกำกับในหลักการเดียวกับเราดูแลกำกับธุรกิจ บริษัท เอกชน โดยมองว่าเป็นกิจกรรม Welness – Spiritual Art and Culture Enterprise ที่อาจต้องถูกกำกับดูแลโดยกรมศิลปากร ผังเมือง ไม่ต่างอะไรกับการกำกับดูแลมิวเซียม หอศิลป์ เพราะหลายๆ วัดมีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ต้องดูแล
หรือเรามีการจัดการสองแบบคือ วัดและสงฆ์แบบที่สังกัดรัฐบาล เป็น “ข้าราชการ” มีกฎ ระเบียบ ยศถาบรรดาศักดิ์แบบเดิม อันนี้รับงบฯ อุดหนุนจากรัฐบาลก็ต้องทำตามกฎของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบริหารจัดการ แล้วก็มีวัดและพระสงฆ์ที่สมัครใจเป็นวัดและพระแบบเอกชน เหมือนโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเอกชน
มีนิกาย “ทางเลือก” ที่ไม่ใช่นิกายประจำชาติไทย เช่น วัดมหายาน พระแต่งงานมีลูกได้ ทำธุรกิจได้ หรือกลางวันสวมเครื่องแบบพระทำงาน เลิกงานก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นฆราวาสกลับบ้าน เหมือนบางนิกายในญี่ปุ่น
ส่วนวัดก็เป็นกึ่งๆ หอสมุด สวนสาธารณะ สถานที่สำหรับการเรียนการสอนพุทธศาสนาในแบบของตนเองภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และ อว.
อนาคต วัดในฐานะนิติบุคคล ทั้งที่เป็นวัดที่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและพระเป็นบุคลากรในฐานะข้าราชการก็จะมีระเบียบแบบแผนตามระบบราชการไทย
ขณะเดียวกัน อาจมีวัดที่เลือกออกจากระบบราชการเพื่อไปดำเนินกิจกรรมตามความถนัดของตนเองหรือประยุกต์คำสอนของนิกายอื่นๆ หรือแม้แต่บริหารสินทรัพย์ทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ เช่น จุดแข็งในเรื่องมูเตลู อันเป็นวิถีการท่องเที่ยวแนวใหม่
(เช่น คนไทยที่แห่กันไปขอพรกับวัดที่ฮ่องกง)
แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ระบบบัญชี การเงินของวัดจะต้องถูกตรวจสอบ เสียภาษี ที่รัฐบาลอาจลดหย่อนภาษีสำหรับวัดที่ทำห้องสมุด ทำมิวเซียม ทำพื้นที่สีเขียวให้เป็นสวนสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาที่วัดในประเทศไทยปัจจุบันมีรสนิยมในการก่อสร้างเน้นอาคารคอนกรีต หรือแสวงหารายได้จากการสร้างที่จอดรถ ชอบทาสีฉูดฉาดท้าแสงแดด
หากรัฐบาลมีมาตรการทางภาษีให้แนวทางการพัฒนาวัดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ปลูกต้นไม้ ทำ CSR แข่งกันออกแบบวัดแนวใหม่ที่เป็นมิตรกับโลก เข้าวัดแล้วเย็นทั้งกายเย็นทั้งใจ หรือมีโครงการ Foof Bank เปลี่ยนวัดเป็นธนาคารอาหารสำหรับคนจนร่วมกับ กทม. ลดขยะอาหาร เป็นต้น
พุทธศาสนาของไทยจะไปรอดไม่ใช่เพราะสร้างกฎที่เคร่งครัด เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ แต่โอบรับความหลากหลายของวิถีพุทธ และหาตำแหน่งแห่งที่ให้ Official Buddhism หรือ “พุทธราชการ” หรือแบบแผนของพุทธประจำชาติไทยให้ชัดเจน
พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้พุทธทางเลือก หรือ Alternative Buddhism ได้มีที่ทางในแบบของตนเอง เพื่อฝึกฝนให้คนไทย สังคมลด ละ เลิก ความเป็นฟาสซิสต์ในวัฒนธรรมไทยของเราลงเสียบ้าง เลิกมองว่าพระคือ “ผู้วิเศษ” ที่เราต้องกราบไหว้โดยไม่มีเงื่อนไข
เพราะถึงที่สุดแล้ว การเข้าสู่ชีวิตนักบวช ก็คือการเข้าสู่วิถีชีวิตที่อุทิศให้กับ “การเรียน” และการ “ฝึกตน” โดยไม่ต้องพะวงเรื่องการหุงหาอาหาร ที่อยู่อาศัย ไม่ต่างอะไรจากนักกีฬาที่ต้องเข้าแคมป์เก็บตัวเพื่อแข่งโอลิมปิก
การปราศจากซึ่งครอบครัว ความรัก ก็เพื่อตัดซึ่งเงื่อนไขแห่งสารพัดความปวดหัวอันรบกวนสมาธิในการฝึกการเรียนการบำเพ็ญตนเพื่อเข้าใกล้ “สัจธรรม” ในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น นักบวชก็เป็นเพียงผู้ตั้งมั่นจะฝึกฝนตนเอง และกระบวนการฝึกนี้อาจจะตลอดชีวิตก็ได้ ชั่วคราวก็ได้อีกเหมือนกัน
ถ้าชาวพุทธยังไม่รู้เท่าทันว่าใดๆ ล้วนแต่ “สมมุติ” ก็หนีไม่พ้นจะไปตั้งความหวังกับพระสงฆ์หรือนักบวชจนเกินกว่าเหตุ จนลืมไปว่าทุกคนก็ล้วนเป็น “คน” เหมือนเราๆ ท่านๆ นั่นเอง
พระพุทธยังอยู่ พระธรรมยังอยู่ ส่วนพระสงฆ์ ก็แค่ทำทุกอย่างให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ แสดงบัญชีรายรับ รายจ่าย เสียภาษีและได้รับการยกเว้นภาษีตามหลักการรัฐฆราวาส
คนไทยเลิกปากว่าตาขยิบเรื่องพระเรื่องพุทธ รู้เท่าทันการทำบุญของตนเอง และไม่เผลอเอาความเป็นไทยกับความเป็นพุทธมาเป็นไวพจน์ของกันและกัน
หากทำได้ รัฐไทยที่เป็นรัฐฆราวาสก็น่าจะเป็นจริงได้สักวัน
และสุขภาวะของความสัมพันธ์ของเรากับทุกศาสนาก็จะน่าจะดีขึ้นด้วย
แต่ก็นั่นแหละ ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ไม่น่าจะรับได้ที่เราจะเป็นรัฐฆราวาส
